“เจ้าคิดว่าหมึกสีชาดที่จารึกบนฎีกาฉบับนั้น... คือหยดเลือดของใครกันแน่ ฟางเซียน?”
สุ้มเสียงทุ้มต่ำของฉีจิ้นอ๋องดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องทรงอักษร กลิ่นกำยานไม้กฤษณาที่เคยอบอวลกลับให้ความรู้สึกหนาวเหน็บจนเสียดกระดูก หลินฟางเซียนชะงักปลายพู่กันที่กำลังตวัดลงบนกระดาษสา นาฏศิลป์แห่งการเขียนของนางหยุดชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่นางจะค่อยๆ วางพู่กันลงบนแท่นหยกอย่างเชื่องช้า
“หยดเลือดที่ไร้เจ้าของ ย่อมเป็นของศัตรูที่บังอาจท้าทายอำนาจของท่านอ๋องเพคะ” ฟางเซียนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่านัยน์ตาของนางกลับวับวาวดั่งคมมีดที่ถูกซ่อนไว้ใต้ผืนผ้าไหม “แต่สิ่งที่ข้ากังวลมิใช่รอยจารึกนั่นหรอกเจ้าค่ะ สิ่งที่ข้ากังวลคือ... ใครเป็นคนป้ายสีเลือดเหล่านั้นลงบนโต๊ะทรงงานของท่านกันแน่ ในเมื่อเวรยามเข้มงวดดุจกำแพงเหล็กเช่นนี้”
ฉีจิ้นอ๋องก้าวเข้ามาใกล้ แววตาของแม่ทัพผู้ผ่านศึกเหนือใต้มานับไม่ถ้วนฉายความดุดันแต่แฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ไม่อาจเอ่ยออกมาเป็นคำพูด มือหนาของเขาเอื้อมไปกุมมือเรียวบางของนางไว้ สัมผัสที่เย็นเยียบของฟางเซียนทำให้อ๋องหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น
“เจ้าเย็นไปนะ”
“ข้าเพียงแค่รู้สึกว่า... คืนนี้เงาในวังหลวงจะยาวกว่าปกติ” นางแค่นยิ้มที่มุมปาก “เสมือนว่ามีความตายบางอย่างกำลังรอกระชากวิญญาณของผู้ที่รู้มากเกินไป”
ทันใดนั้น เสียงลมหวีดหวิวที่ผิดจังหวะดังขึ้นจากหลังบานหน้าต่างแกะสลักลวดลายมังกร ฟางเซียนสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่มาพร้อมกับแรงกดอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน นางผลักร่างของฉีจิ้นอ๋องออกไปทางด้านข้างอย่างแรง ในเสี้ยววินาทีนั้น ประกายเหล็กเย็นเยียบก็วาดผ่านตำแหน่งที่หัวใจของนางเคยอยู่เมื่อครู่ หากนางขยับช้าไปเพียงกระพริบตา กริชสั้นอาบยาพิษนั่นคงได้ฝังลึกลงในร่าง
เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะลุหน้าต่างเข้ามาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ มันเคลื่อนไหวไร้เสียง ไร้ร่องรอย ราวกับภูตผีที่หลุดออกมาจากนรกภูมิ ฉีจิ้นอ๋องชักกระบี่ประจำกายออกมาทันควัน เสียงเหล็กกระทบกันดังกังวานไปทั่วห้องทรงอักษร ฟางเซียนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง มือคว้าเอาเข็มเงินที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อเตรียมพร้อมสำหรับการตอบโต้
“นักฆ่าไร้เงาแห่งสำนักมรณะ...” ฟางเซียนพึมพำ นัยน์ตาของนางเย็นเยือกดุจน้ำแข็ง “พวกมันมิได้ต้องการเพียงแค่ชีวิตท่านอ๋อง... พวกมันต้องการหัวของข้า”
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ฉีจิ้นอ๋องปะทะกับนักฆ่าชุดดำด้วยท่วงท่าที่ดุดันและทรงพลัง ทว่านักฆ่าผู้นี้กลับมีวิชาตัวเบาที่ล้ำลึก มันอาศัยจังหวะที่ฉีจิ้นอ๋องถูกดึงความสนใจ พุ่งทะยานเข้าหาฟางเซียนโดยตรง นางไม่แสดงท่าทีหวาดกลัว กลับยืนนิ่งราวกับรูปปั้นสลัก รอจังหวะที่คมกริชจะจ่อถึงคอหอย
เพียงแค่อึดใจเดียว ฟางเซียนดีดเข็มเงินอาบยาชาชั้นเลิศที่นางปรุงขึ้นเองเข้าสู่จุดตายบนต้นคอของนักฆ่า ทว่าอีกฝ่ายกลับไหวตัวทัน มันบิดกายกลางอากาศ กริชในมือเปลี่ยนทิศทางแทงเข้าที่หัวไหล่ของนางจนเลือดสีแดงสดหยดลงบนพื้นพรมขนสัตว์หนานุ่ม
“อึก!” ฟางเซียนกัดฟันแน่น ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่าง แต่จิตใจของนางกลับแจ่มชัดขึ้นเป็นเท่าตัว
ฉีจิ้นอ๋องเห็นเช่นนั้นก็คำรามดั่งพยัคฆ์ร้าย เขาพุ่งเข้าจู่โจมด้วยกระบวนท่าสังหารที่หนักหน่วงจนนักฆ่าร่างนั้นต้องล่าถอยกลับไปทางช่องลมที่เข้ามา ทว่าก่อนที่มันจะหายลับไปในความมืด มันได้โยนวัตถุชิ้นหนึ่งตกลงบนพื้นข้างกายฟางเซียน
เป็นป้ายหยกประจำตัวของ ‘จางฮองเฮา’ ที่มีคราบเลือดติดอยู่
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง ฉีจิ้นอ๋องรีบประคองร่างของฟางเซียนขึ้นมา ใบหน้าของเขามีรอยบาดแผลเล็กน้อยจากคมดาบที่เฉียดผ่าน “ฟางเซียน! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
นางก้มลงมองป้ายหยกบนพื้นด้วยสายตาที่ซับซ้อน รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนริมฝีปากที่ซีดเผือด “ท่านอ๋อง... หมากกระดานนี้ไม่ได้มีแค่จางฮองเฮากับพวกเราเท่านั้น”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
ฟางเซียนหยิบป้ายหยกนั้นขึ้นมา สังเกตเห็นร่องรอยการแกะสลักที่ดูประณีตเกินกว่าจะเป็นของจริง “ป้ายหยกนี้มีกลิ่นจันทน์หอม... กลิ่นเดียวกับที่อยู่ในตำหนักไทเฮา และเป็นกลิ่นที่จางฮองเฮาเกลียดที่สุด นี่คือการจัดฉากที่ตบตาได้แนบเนียนยิ่งนัก พวกมันต้องการให้เราปะทะกับฮองเฮาจนตัวตาย เพื่อที่ตาอยู่ตัวจริงจะเข้ามาเก็บเกี่ยวอำนาจในช่วงที่บ้านเมืองระส่ำระสาย”
นางทรุดตัวลงในอ้อมกอดของเขา เลือดสีแดงเริ่มซึมผ่านชุดปักลายดอกโบตั๋นจนเป็นวงกว้าง ฉีจิ้นอ๋องกอดนางแน่นขึ้น แววตาของเขาเปลี่ยนจากความโกรธแค้นเป็นความอาฆาตที่รุนแรงกว่าครั้งใด
“ข้าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาพรากเจ้าไปจากข้า... แม้แต่พญามัจจุราชเองก็ไม่มีสิทธิ์!”
ทว่าในขณะที่ความวุ่นวายกำลังก่อตัวขึ้น เสียงฝีเท้าของทหารราชองครักษ์นับสิบก็ดังขึ้นจากหน้าประตูใหญ่ ตามมาด้วยเสียงตะโกนของขันทีที่ดูร้อนรน
“พระราชโองการด่วนจากฝ่าบาท! ทรงมีรับสั่งให้จับกุมตัวหลินฟางเซียนในข้อหาสมคบคิดกับศัตรูต่างเมืองวางแผนลอบปลงพระชนม์ฮองเฮา!”
ประตูห้องถูกพังทลายลงพร้อมกับแสงคบเพลิงที่สว่างไสว ฉีจิ้นอ๋องเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มทหารด้วยสายตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็งจากขั้วโลก เขากระชับกระบี่ในมือแน่น ในขณะที่ฟางเซียนที่อยู่ในอ้อมกอดของเขา กลับค่อยๆ ขยับตัวหยิบยาขวดจิ๋วออกมาจากแขนเสื้อ แล้วกรอกเข้าปากตนเองอย่างใจเย็น
“ท่านอ๋อง... ดูเหมือนเกมนี้จะเริ่มสนุกขึ้นมาบ้างแล้วนะเจ้าคะ”
นางกระซิบข้างหูเขา ในขณะที่ทหารกลุ่มแรกก้าวเข้ามาล้อมรอบพวกเขาไว้ ความมืดมิดนอกหน้าต่างบัดนี้กลายเป็นดั่งกำแพงที่ไม่มีทางออก ทว่าในแววตาของฟางเซียนกลับมิได้มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ยังคงติดตามกลอุบายอันซับซ้อนนี้มาด้วยกันจนถึงวินาทีที่หายใจไม่ทั่วท้องเช่นนี้นะครับ พงศาวดารมีชีวิต
รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช•ตอนที่ 17
ศัตรูในเงามืด
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!