คราบโลหิตบนผืนผ้าแพรต่วนสีชาดเริ่มแห้งกรัง กลายเป็นรอยด่างสีดำคล้ำที่ส่งกลิ่นคาวสนิมจางๆ คลุ้งอยู่ในห้องนอนอันเงียบสงบของเรือนปีกตะวันตก หลินฟางเซียนนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองที่สะท้อนเงาใบหน้าซีดเซียวแต่นิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก นางกำลังใช้เข็มเงินเล่มบางเฉียบที่ลนไฟจนร้อนระอุ ค่อยๆ กรีดเปิดปากแผลฉีกขาดบริเวณหัวไหล่เนียนละเอียดของตนเองอย่างไม่ลังเล เสียงเนื้อเยื่อถูกคมโลหะเฉือนผ่านเบาหวิวเคล้ากับเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ไม่มีแม้กระทั่งเสียงครางฮือหรือหยาดน้ำตา มีเพียงหยเหงื่อเม็ดโตที่ผุดพรายขึ้นตามไรผมและกรอบหน้าอันงดงามราวภาพวาด
ความเจ็บปวดเป็นเพียงสภาวะนามธรรมสำหรับแพทย์หญิงผู้เคยผ่านความเป็นความตายในห้องฉุกเฉินมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าในยุคราชวงศ์ที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลอันมืดดำนี้ ความเจ็บปวดทางกายกลับเทียบไม่ได้เลยกับพิษร้ายที่ถูกหยดลงในถ้วยยาเมื่อยามวิกาลของเมื่อวาน การลอบวางยาพิษ 'ม่านราตรี' ชนิดนี้แยบยลยิ่งนัก มันจะค่อยๆ กัด
กร่อนอวัยวะภายในให้ล้มเหลวทีละน้อยโดยไร้ร่องรอย ราวกับผู้ป่วยสิ้นใจไปเองตามธรรมชาติ หากไม่ใช่เพราะความเชี่ยวชาญด้านเภสัชวิทยาโบราณและแผนปัจจุบันที่หลอมรวมอยู่ในความทรงจำ นางคงกลายเป็นเพียงวิญญาณไร้ญาติขาดมิตรที่ถูกฝังกลบอย่างไร้ค่าในสุสานหลวงไปแล้ว
"ท่านอ๋องเสด็จ..."
เสียงขันทีหนุ่มหน้าห้องแว่วดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามาอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง ประตูไม้แกะสลักถูกผลักเปิดออกกว้างโดยไม่ต้องรอให้ผู้ใดอนุญาต ร่างสูงสง่าในชุดคลุมผ้าไหมปักลายมังกรห้ากรงเล็บสีดำสนิทก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเงาสะท้อนในคันฉ่อง ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวของฉีจิ้นอ๋องกวาดมองสภาพห้องและกลิ่นสมุนไพรฉุนกานพลูที่อบอวลทันที
"เจ้ากำลังทำอันใดของเจ้า" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยถามขึ้น เยชาดเย็นชาและเต็มไปด้วยความระแวงสงสัยตามนิสัยของแม่ทัพผู้กุมกองทัพพิทักษ์แผ่นดิน
หลินฟางเซียนชะงักมือที่ถือเข็มเงินเล็กน้อย นางมิได้สะดุ้งตกใจหรือรีบร้อนดึงเสื้อผ้าขึ้นปิดบังรอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัวนั้น นางเพียงแต่เงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในราชสำนักผ่านเงาสะท้อนในกระจกทองเหลือง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น
"ทูลท่านอ๋อง หม่อมฉันเพียงแต่กำลังขับพิษออกจากร่างกายด้วยวิธีของหมอหลวงนอกรีตเพคะ" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงใดๆ
ฉีจิ้นอ๋องหรี่ตาลงเล็กน้อย ร่างสูงก้าวเข้าไปประชิดตัวนางในระยะประชั้นชิด มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวบางที่เปื้อนคราบเลือดไว้มั่น แรงบีบนั้นหนักหน่วงพอที่จะทำให้กระดูกแหลกสลายได้ ทว่าหญิงสาวกลับเพียงแค่ขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อยโดยไม่ปริปากร้องขอความเมตตา
"พิษอันใด? ในจวนของเปิ่นหวัง ใครกล้าอาจหาญลงมือกับชายาที่เปิ่นหวังยังไม่ทันอนุญาตให้ตาย" น้ำเสียงของเขาเหี้ยมเกรียมขึ้นทุกขณะ นัยน์ตาดุร้ายคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของนาง ราวกับต้องการค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านตาคู่นั้น
"สนิทมนุษย์ย่อมลึกล้ำกว่าห้วงสมุทรเพคะท่านอ๋อง" หลินฟางเซียนเอ่ยตอบด้วยถ้อยคำคมคาย นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ โดยไม่ยอมหลบสายตา "คนในจวนแห่งนี้ หรือแม้กระทั่งคนที่นั่งอยู่เบื้องสูงในตำหนักใน... ต่างก็ปรารถนาให้หม่อมฉันหายสาบสูญไปจากแผ่นดินนี้ทั้งสิ้น การที่หม่อมฉันต้องลงมือรักษาตัวเองเช่นนี้ ก็เพื่อมิให้ท่านอ๋องต้องทรงกริ้วที่มีศพไร้ญาติมาขวางหูขวางตาในเรือนของพระองค์"
ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศภายในห้องชั่วขณะหนึ่ง ฉีจิ้นอ๋องจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง เขาย่อมรู้ดีว่านางคือหมากตัวสำคัญที่ถูกส่งเข้ามาเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับฝ่ายของจางฮองเฮา แต่นางในยามนี้กลับมิใช่สตรีอ่อนแอขี้ขลาดตาขาวเช่นที่ข่าวลือกล่าวขาน แววตาของนางเด็ดเดี่ยว เย็นชา และเต็มไปด้วยสติปัญญาที่พร้อมจะหักหาญทุกผู้คนที่ขวางทาง
"เจ้าช่างกล้าหาญนัก หลินฟางเซียน" เขากล่าวลอดไรฟันด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความโกรธเกรี้ยวและความชื่นชมระคนกัน "กล้าใช้เรือนของเปิ่นหวังเป็นสนามรบ และกล้าเอาชีวิตของตนเองมาเดิมพันกับเล่ห์เหลี่ยมของพวกสตรีในวังหลวง"
"ชีวิตของหม่อมฉัน ไร้ค่ามาตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่ตระกูลฉีแล้วเพคะ" นางแย้มยิ้มหยันให้กับโชคชะตาของตนเอง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบคมดั่งคมมีด "แต่หากท่านอ๋องทรงประสงค์จะใช้ประโยชน์จากหม่อมฉันในการโค่นล้มอำนาจของจางฮองเฮาจริงไฉนเลยท่านจึงปล่อยให้หมากตัวนี้ต้องตายด้วยยาพิษไร้ชื่อเสียงเรียงนามเล่าเพคะ?"
คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้าเป้าหมายราวดอกธนูที่ปักกลางดวงใจ ฉีจิ้นอ๋องนิ่งงันไปชั่วอึดใจ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างมีความหมาย แววตาดุร้ายเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นประกายความเจ้าเล่ห์ที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
"ดี... ดีมาก" เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะปล่อยข้อมือของนางเป็นอิสระ "ในเมื่อเจ้ากล้าหาญถึงเพียงนี้ เปิ่นหวังก็จะเปิดทางให้เจ้าได้เล่นสนุกในเกมนี้ให้เต็มที่"
แม่ทัพหนุ่มหันหลังเตรียมจะก้าวเดินออกจากห้อง ทว่าในจังหวะที่เงาร่างของเขากำลังจะพ้นขอบประตู เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์ประจำตัวก็ดังแทรกขึ้นพร้อมกับเสียงหอบหายใจอย่างตื่นตระหนก
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว..."
องครักษ์หนุ่มคุกเข่าลงเบื้องหน้าผู้เป็นนายด้วยใบซีดเผือด มือหนายื่นม้วนกระดาษประทับตราประทับสีชาดที่ส่งตรงมาจากท้องพระโรงด้วยความเร่งรีบ "มีพระราชโองการลับด่วนที่สุดจากฝ่าบาท... ทรงมีรับสั่งให้ปลดและกักบริเวณจางฮองเฮาในตำหนักเย็นทันที ข้อหา... ลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาทด้วยพิษตระกูลหลิน!"
หลินฟางเซียนที่กำลังก้มลงใช้เข็มเงินจัดการกับบาดแผลของตนเอง ชะงักค้างทันทีที่ได้ยินประโยคสุดท้าย ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อตระหนักได้ว่า... เกมการเมืองครั้งนี้มิได้มีเพียงแค่เรื่องการแย่งชิงอำนาจในเรือนหลังเสียแล้ว แต่มันคือแผนการล้างบางตระกูลของนางให้สิ้นซากโดยมีราชโองการฉบับนี้เป็นตราประทับประหารชีวิต!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมติดตามการเดินทางอันเข้มข้นนี้ไปกับผมนะครับ
รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช•ตอนที่ 2
รอยร้าวในจวนแม่ทัพ
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!