"หากท่านเชื่อใจในสิ่งที่เห็นด้วยตาเปล่า จางฮองเฮา... ท่านก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขที่รอคอยเศษเนื้อจากโต๊ะเสวยของผู้อื่น"
เสียงของหลินฟางเซียนราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก แต่มันกรีดแทงเข้าไปถึงโสตประสาทของสตรีผู้กุมอำนาจฝ่ายในอย่างจางฮองเฮา จนมือที่ถือพัดปักลายโบตั๋นนั้นสั่นสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่ง นางนั่งอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมภายในตำหนักคุนหนิง กลิ่นกำยานราคาแพงที่อบอวลอยู่โดยรอบกลับไม่อาจกลบกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในบรรยากาศของการเจรจาครั้งนี้ได้
จางฮองเฮาแค่นหัวเราะ เสียงหัวเราะแหลมเล็กบาดหู ก่อนจะวางพัดลงบนโต๊ะไม้ฝังมุก "เจ้าบังอาจนัก หลินฟางเซียน เจ้าคิดว่าการที่ฉีจิ้นอ๋องหนุนหลังเจ้า จะทำให้เจ้ามีอำนาจต่อรองกับข้าเยี่ยงนั้นหรือ? หลักฐานที่เจ้าส่งมาให้ข้าเมื่อคืน... หากข้าใช้มันถวายฎีกาแก่ฝ่าบาท หัวของเจ้าและตระกูลที่เหลือรอดของเจ้าจะไม่มีที่วางบนบ่าเป็นแน่"
หลินฟางเซียนคลี่ยิ้มบาง รอยยิ้มที่ดูไร้พิษสงแต่มันกลับทำให้ผู้ที่จ้องมองรู้สึกหนาวสันหลังวาบ นางค่อยๆ บรรจงหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบช้าๆ กิริยาท่าทางงดงามดั่งภาพวาดที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยม
"หากมันคือของจริง ข้าคงไม่อาจมานั่งดื่มชาอยู่ตรงนี้กับพระนางได้หรอกครับ" ฟางเซียนวางถ้วยชาลง เสียงกระทบของกระเบื้องเคลือบดังก้องท่ามกลางความเงียบงัน "ที่ข้าส่ง 'บันทึกการคลังลับ' ของตระกูลอัครมหาเสนาบดีซุนไปให้ท่าน ก็เพื่อให้ท่านใช้มันทำลาย 'งูพิษ' ที่คอยกัดกินอำนาจของท่านมาตลอดหลายปีต่างหากเล่า อัครมหาเสนาบดีซุนผู้ภักดีต่อพระนาง... แท้จริงแล้วเขากำลังซุ่มสะสมกองกำลังและโยกย้ายเสบียงหลวงไปเก็บไว้ที่ค่ายลับทางทิศเหนือโดยไม่ผ่านตาพระนางแม้แต่น้อย"
จางฮองเฮาชะงัก สายตาที่เคยเหยียดหยามแปรเปลี่ยนเป็นความลังเล นี่คือกับดักที่หลินฟางเซียนวางไว้ นางรู้ดีว่าตระกูลซุนคือพันธมิตรที่จางฮองเฮาไว้ใจที่สุด แต่ในเกมการเมืองที่อำนาจคือสิ่งเดียวที่เที่ยงแท้ ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร
"เจ้ามีหลักฐานยืนยันความจงรักภักดีที่ลดน้อยถอยลงของเขาหรือไม่?" จางฮองเฮาถามเสียงต่ำ สายตาจ้องเขม็งราวกับจะมองทะลุผ่านม่านตาของนาง
ฟางเซียนหยิบซองจดหมายสีชาดออกมาจากแขนเสื้อ วางลงบนโต๊ะอย่างแช่มช้า "ในนี้มีตราประทับลับของตระกูลซุนที่ใช้ติดต่อกับเจ้าเมืองชายแดน หากพระนางนำเรื่องนี้ไปกราบทูลฝ่าบาทด้วยพระองค์เอง ความดีความชอบในการเปิดโปงขุนนางกังฉินจะตกเป็นของพระนางเพียงผู้เดียว และอำนาจเบ็ดเสร็จในราชสำนัก... ก็จะกลับมาอยู่ในกำมือของพระนางอย่างแท้จริง"
จางฮองเฮาหยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมา มือของนางสั่นเล็กน้อยขณะคลี่กระดาษแผ่นนั้นออก ตัวอักษรลายมือที่เป็นเอกลักษณ์ของอัครมหาเสนาบดีซุนปรากฏแก่สายตา ข้อความภายในนั้นคือแผนการโยกย้ายกองกำลังที่ชัดแจ้งจนไม่อาจปฏิเสธได้
ทว่าสิ่งที่จางฮองเฮาไม่รู้ คือสิ่งที่หลินฟางเซียนซ่อนเอาไว้ใต้ชั้นของเล่ห์กลนี้ กระดาษแผ่นนั้นถูกคัดลอกโดยศิษย์มือดีของฉีจิ้นอ๋อง แต่มันถูกผสมด้วย 'น้ำหมึกชนิดพิเศษ' ที่จะจางหายไปเมื่อถูกความร้อนจากเปลวเทียนในพระโรงใหญ่ และในขณะเดียวกัน ฟางเซียนก็ได้ส่ง 'จดหมายอีกฉบับ' ไปยังจวนอัครมหาเสนาบดีซุน โดยปลอมแปลงเป็นลายมือของฮองเฮา เพื่อขู่กรรโชกและบีบให้เขาก่อการกบฏล่วงหน้าก่อนเวลาอันควร
หมากกระดานนี้ไม่ได้ถูกเดินเพื่อฆ่าใครเพียงคนเดียว แต่มันถูกเดินเพื่อให้นกสองตัวที่เกลียดชังนางที่สุด บดขยี้กันเองจนสิ้นซาก
"ข้าจะรับไว้พิจารณา" ฮองเฮากล่าวสั้นๆ สายตาเปลี่ยนเป็นประกายแห่งความกระหายอำนาจ "หากสิ่งที่เจ้าพูดเป็นความจริง วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของซุนเหวิน แต่หากเจ้าหลอกลวงข้า... ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้จักนรกบนดิน"
ฟางเซียนลุกขึ้นยืน คำนับอย่างนอบน้อมดุจบุปผางามที่กำลังร่วงหล่นจากกิ่ง "ข้าเพียงแค่หวังว่า พระนางจะจัดการกับขยะในบ้านให้สะอาดเสียก่อนที่ฝ่าบาทจะเสด็จกลับจากล่าสัตว์นะครับ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น... เรื่องราวอาจจะไม่จบลงง่ายๆ อย่างที่พระนางคิด"
นางเดินออกจากตำหนักคุนหนิงด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง ทิ้งให้จางฮองเฮานั่งนิ่งอยู่กลางตำหนักที่เงียบเชียบ ประหนึ่งว่าความตายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ในทุกขณะจิต
ทว่าเมื่อก้าวพ้นประตูตำหนักออกไป ความเย็นเยียบที่ขั้วหัวใจก็มิอาจทำให้นางหวั่นไหวได้เท่ากับเงาร่างของชายผู้หนึ่งที่ยืนรออยู่ใต้ต้นหวงหลิว ร่างสูงโปร่งในชุดสีน้ำเงินเข้มขลิบทองนั้นคือฉีจิ้นอ๋อง เขาไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแต่ยื่นมือออกมา สายตาที่มักจะดุดันและเย็นชา บัดนี้กลับมีความห่วงใยที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างมิดชิด
"เจ้าช่างกล้าหาญนักฟางเซียน ที่กล้าเล่นกับไฟเช่นนี้" ฉีจิ้นอ๋องกล่าวเบาๆ น้ำเสียงของเขาหนักแน่นดุจขุนเขา "ซุนเหวินได้รับจดหมายที่เจ้าส่งไปให้แล้ว และเขากำลังเริ่มเคลื่อนไหวกองกำลังลับอย่างบ้าคลั่งในค่ำคืนนี้"
ฟางเซียนเงยหน้ามองเขาสบตา "ท่านอ๋อง ข้าไม่ได้เล่นกับไฟ แต่ข้ากำลังรอให้ไฟนั้นเผาผลาญศัตรูของเราจนไม่เหลือซาก... และในค่ำคืนนี้ เมื่อจางฮองเฮาพบว่าซุนเหวินก่อการกบฏ นางจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสั่งประหารเขาด้วยมือของนางเอง"
"แล้วถ้าแผนของเจ้าผิดพลาดเล่า?" เขาถามพลางก้าวเข้ามาใกล้ กลิ่นไม้กฤษณาจางๆ จากตัวเขาทำให้ฟางเซียนรู้สึกสงบอย่างประหลาด
"หากผิดพลาด..." นางทอดสายตามองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีครามเข้ม "ชีวิตของข้าก็เป็นเพียงหมากที่ตกกระดานตัวหนึ่งเท่านั้น แต่ท่านอ๋อง... ท่านคือผู้ที่กุมกระดานนี้ไว้ทั้งหมด มิใช่หรือ?"
ฉีจิ้นอ๋องไม่ตอบ เพียงแต่คว้ามือของนางไว้แน่น "ข้าจะไม่ยอมให้หมากตัวไหนตกลงจากกระดานนี้ไปทั้งนั้น... โดยเฉพาะเจ้า"
ทว่าในชั่วพริบตานั้น เสียงระฆังเตือนภัยจากหอคอยทิศตะวันออกก็ดังขึ้นกังวานไปทั่ววังหลวง มันเป็นสัญญาณที่ทุกคนต่างหวาดกลัว สัญญาณแห่งการประกาศกฎอัยการศึก
ทหารองครักษ์นับร้อยนายวิ่งสวนทางกับพวกเขาไปพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่หนักหน่วง ฉีจิ้นอ๋องชักกระบี่ออกจากฝักด้วยสัญชาตญาณ เสียงความวุ่นวายดังมาจากตำหนักคุนหนิงอย่างต่อเนื่อง
ฟางเซียนเบิกตากว้างเมื่อเห็นขันทีคนสนิทของฮองเฮาวิ่งโซซัดโซเซเข้ามาหาพวกเขา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยคราบเลือด "ท่านอ๋อง! พระสนม! อัครมหาเสนาบดีซุน... เขาไม่ได้ก่อการกบฏเพียงลำพัง แต่เขาบุกเข้ามาพร้อมกับกองกำลังลึกลับที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน พวกมันกำลังมุ่งหน้าไปที่ห้องบรรทมของฝ่าบาท!"
ฉีจิ้นอ๋องหันมามองฟางเซียน แววตาของเขาเปลี่ยนไปเป็นความเดือดดาลที่ปิดไม่มิด "นี่ไม่ใช่แผนของเจ้า... หลินฟางเซียน มีคนอื่นแทรกแซงแผนของเจ้า!"
ในวินาทีนั้นเอง ฟางเซียนก็ตระหนักได้ว่า ตนเองไม่ได้เดินหมากอยู่เพียงลำพังบนกระดานนี้ มี 'ผู้เล่นคนที่สาม' ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด และตอนนี้ ผู้นั้นกำลังก้าวออกมาเพื่อทำลายทุกอย่างที่นางเพียรสร้างมา
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาอันเชี่ยวกรากนี้เคียงข้างกันนะครับ พงศาวดารมีชีวิต
รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช•ตอนที่ 20
แผนตลบหลังศัตรู
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!