รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช•ตอนที่ 21

คืนวันอันเปราะบาง

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาที่ถูกจุดเผาในเตาสำริดรูปทรงโบราณ ไม่สามารถขับไล่ความอึดอัดที่กดทับลงบนแผ่นอกของหลินฟางเซียนให้เบาบางลงได้แม้แต่น้อย ปลายพู่กันขนกระต่ายในมือของนางหยุดชะงักค้างอยู่เหนือกระดาษเซวียนจื่อเนื้อดี หยดหมึกสีดำสนิทซึมลามเป็นวงกว้างบนตัวอักษรจีนที่เขียนค้างไว้ราวกับรอยแผลเป็นที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นในความเงียบงัน ยามวิกาลเช่นนี้ ตำหนักบูรพาควรจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในเขตพระราชฐานชั้นใน ทว่าราชสำนักกำลังสั่นคลอนดั่งแผ่นดินไหว ฎีกาลับจากชายแดนตะวันตกที่ฉีจิ้นอ๋องเพิ่งส่งคนลักลอบนำเข้ามาเมื่อยามสาม บ่งชี้ชัดเจนว่ากองกำลังของจางฮองเฮากำลังเคลื่อนไหวอย่างลับๆ เพื่อปิดล้อมเส้นทางลำเลียงเสบียงของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ นางในฐานะแพทย์หญิงผู้กุมชะตากรรมของตระกูลหลินและผู้กุมหัวใจของแม่ทัพผู้เย่อหยิ่ง ย่อมรู้ดีว่าทุกย่างก้าวในตอนนี้มีความหมายเท่ากับความเป็นความตาย เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยดังแว่วมาเหนือพื้นไม้ขัดมันด้านนอก ตามด้วยเงาร่างสูงโปร่งที่ทาบทับลงบนบานหน้าต่างกระดาษสา ฉีจิ้นอ๋องก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่เอ่ยคำอนุญาต อาภรณ์สีเข้มของเขาเปียกชื้นด้วยละอองฝนยามดึก ดาบประจำกายถูกปลดออกและวางไว้บนโต๊ะไม้สลักอย่างไม่ใส่ใจ ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองแผ่นหลังบางเบาของสตรีตรงหน้า ก่อนจะหยุดลงที่รอยหมึกบนกระดาษที่เสียหาย "เจ้าไม่มีสมาธิ" น้ำเสียงทุ้มต่ำและเยียบเย็นเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เขาก้าวเข้าไปใกล้ ชายเสื้อคลุมกวาดผ่านโต๊ะทำงานจนเกิดเสียงเสียดเบาๆ หลินฟางเซียนมิได้สะดุ้งตกใจ นางวางพู่กันลงอย่างช้าๆ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งหนึ่งของแผ่นดิน ภายใต้แสงสลัวจากตะเกียงน้ำมัน ร่องรอยความเหนื่อยล้าปรากฏชัดบนใบหน้าคมคายของเขา แม้ฉีจิ้นอ๋องจะพยายามซ่อนมันไว้ภายใต้ความเย่อหยิ่งดุร้ายเช่นเคย แต่นางกลับมองเห็นรอยร้าวเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่เบื้องลึก "หม่อมฉันกำลังคิดว่า... หมากตานี้ หากพระองค์ทรงเดินผิดแม้แต่ก้าวเดียว ศีรษะของพวกเราคงไม่หลุดจากบ่าเพียงลำพัง" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความนัยอันหนักหน่วง ฉีจิ้นอ๋องแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ร่างสูงใหญ่โน้มตัวลงมาจนใบหน้าอยู่ห่างจากนางเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นอายฝนและสนิมเหล็กปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนนุ่มของนาง "เจ้ากลัวหรือ ฟางเซียน? สตรีผู้เคยใช้เข็มเงินปลิดชีพคนมานักต่อนักเช่นเจ้า รู้จักคำว่าหวาดกลัวด้วยหรือ?" "หม่อมฉันไม่กลัวความตายเพคะ... หม่อมฉันกลัวความพ่ายแพ้" นางตอบกลับทันควัน ดวงตากลมโตสบประสานกับดวงตาคู่นคมของเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง "ความพ่ายแพ้ที่จะทำให้คนที่หม่อมฉัน... อุตส่าห์เดิมพันด้วยชีวิต ต้องกลายเป็นผุยผง" ประโยคสุดท้ายสะดุดลงเล็กน้อย ทว่าความเงียบที่ตามมากลับเต็มไปด้วยกระแสอารมณ์อันเชี่ยวกรากยิ่งกว่าคำหวานใดๆ ฉีจิ้นอ๋องชะงักไปครู่หนึ่ง มือหนาที่ผ่านการจับดาบมานับไม่ถ้วนยื่นออกไปอย่างลังเล ก่อนจะปลายนิ้วหยาบกร้านจะแตะลงบนพวงแก้มของนางแผ่วเบา ราวกับเกรงว่าหากใช้แรงเพียงนิดเดียว สตรีตรงหน้าจะสลายกลายเป็นควันหมอกหายไปต่อหน้าต่อตา นี่ไม่ใช่ความรักที่อ่อนหวานดั่งบทกวีในหอคอยนางโลม หากแต่เป็นความผูกพันที่หล่อหลอมขึ้นจากกองเพลิงแห่งการแก้แค้นและเล่ห์เหลี่ยมการเมืองอันโสมม ทว่าในยามที่โลกทั้งใบพยายามบดขยี้พวกเขาทั้งสองให้แหลกสลาย อ้อมแขนที่โอบกอดกันไว้ในความมืดมิดนี้ กลับเป็นสิ่งเดียวที่ค้ำจุนไม่ให้ลมหายใจของทั้งคู่หลุดลอย ฉีจิ้นอ๋องดึงนางเข้าสู่อ้อมกอดอย่างกะทันหัน แรงปะทะนั้นทำให้ใบหน้าของหลินฟางเซียนแนบลงกับแผงอกกว้างที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ นางสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวราวม้าศึกทะยาน กลิ่นกายบุรุษและกลิ่นอายอันตรายรอบตัวเขาทำให้นางหลับตาลงซึมซับความเปราะบางนี้ไว้ชั่วขณะ มือเรียวบางยกขึ้นโอบรอบเอวสอบของเขาไว้แน่น ราวกับต้องการยืนยันว่าเขายังคงมีตัวตนอยู่จริง ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำอยู่นอกหน้าต่าง "หากวันหนึ่ง ข้าต้องสูญเสียทุกอย่าง..." เสียงกระซิบของฉีจิ้นอ๋องดังอยู่ข้างใบหู น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความกดดัน "เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างข้า... หรือจะถือหางยาพิษรอปลิดชีพข้าเหมือนคนตระกูลจาง?" หลินฟางเซียนเงยหน้าขึ้นจากแผงอกของเขา ดวงตาคู่นั้นสะท้อนประกายแสงไฟจากตะเกียงวับแวม นางยกมือขึ้นลูบไล้กรอบหน้าคมคายของเขาอย่างเบามือ สัมผัสที่อ่อนโยนที่สุดถูกมอบให้แก่บุรุษที่คนทั้งแผ่นดินหวาดกลัว "ถ้าวันนั้นมาถึง... หม่อมฉันจะเป็นคนเดียวที่ยอมดื่มยาพิษร่วมกับพระองค์เพคะ" คำพูดนั้นหนักแน่นดั่งศิลาผา ไร้ซึ่งความลังเลใดๆ ฉีจิ้นอ๋องจ้องมองนางด้วยแววตาที่สั่นไหวอย่างหาได้ยากยิ่ง ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะโน้มลงมาประทับบนเรียวปากของนางอย่างลึกล้ำและดุดัน เป็นรสจูบที่ไม่มีความอ่อนหวาน มีเพียงความโหยหา การครอบครอง และคำสาบานอันเงียบงันที่ผูกมัดวิญญาณทั้งสองเข้าด้วยกัน ท่ามกลางเงาสะท้อนของเปลวเทียนที่วับแวมไหว ทว่า ท่ามกลางห้วงเวลาอันเปราะบางและหอมหวานนั้นเอง เสียงเคาะประตูกระดองเต่าสามครั้งติดๆ กันที่หน้าห้องก็ดังขึ้น—สัญญาณฉุกเฉินระดับสูงสุดจากหน่วยข่าวกรองลับ ฉีจิ้นอ๋องผละออกจากริมฝีปากของนางทันที ดวงตากลับคืนสู่ความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งในพริบตา หลินฟางเซียนจัดเสื้อผ้าของตนให้เรียบร้อยอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวไปเปิดประตูไม้บานใหญ่ด้วยหัวใจที่เต้นระรัว ขันทีเฒ่าผู้เป็นสายลับคนสำคัญทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นด้วยตัวสั่นเทา เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้า แม้ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ "ทูล... ทูลท่านอ๋อง พระสนมเอก!" ขันทีเฒ่าละล่ำละลักรายงานด้วยเสียงอันแหบพร่า "เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ... เมื่อสักครู่ ทางหลวงในวังหลวงเพิ่งประกาศพระราชโองการด่วนจากพระพันปีหลวง... สั่งปลดตระกูลฉีทั้งหมด และ... และมีรับสั่งให้ประทาน 'จอกสุราพิษ' แก่พระสนมหลินฟางเซียน ณ ตำหนักบูรพาภายในยามรุ่งสรางนี้พ่ะย่ะค่ะ!" จอกสุราพิษยังไม่ทันถูกยกขึ้นจิบ ทว่ามัจจุราชได้ก้าวเข้ามาเคาะประตูรออยู่เบื้องหน้าเสียแล้ว... ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาอันเชี่ยวกรากนี้เคียงข้างกันนะครับ พงศาวดารมีชีวิต
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%