ความเงียบงันภายในห้องโถงแปดเซียนหลังม่านไหมปักลายพยัคฆ์คำรามนั้น หนักหน่วงเสียจนแทบทำให้ลมหายใจของเหล่ามหาดเล็กและนางกำนัลขาดห้วง รัศมีสังหารรอบพระองค์ของฉีจิ้นอ๋องพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดในชั่วพริบตา พระเนตรคมกริบดั่งใบมีดที่ผ่านการอาบโลหิตมานับร้อยสนามรบตวัดกลับมาจดจ้องร่างระหงของหลินฟางเซียนราวกับจะฉีกนางออกเป็นชิ้นๆ ทว่าสิ่งที่ปรากฏบนดวงพักตร์ของสตรีผู้นั้นกลับมิใช่ความหวาดกลัว นางเพียงแย้มสร้อยโอษฐ์บางเบา ดั่งผิวน้ำในฤดูใบไม้ผลิที่ถูกลมพัดผ่านเป็นระลอกคลื่นจางๆ เท่านั้น
"บังอาจนัก..."
สุระเสียงต่ำทุบทำลายความเยียบเย็นของบรรยากาศลง ฉีจิ้นอ๋องก้าวพระบาทเข้าประชิด ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์ปักดิ้นทองแผ่ไอเย็นเยียบแผ่ซ่านออกมารอบทิศทาง พระหัตถ์หนาเอื้อมควਾมจับปลายคางมนของหลินฟางเซียนไว้ด้วยแรงบีบที่เกือบจะแหลกสลาย แต่นางหาได้หลบเลี่ยงไม่ ดวงตาคู่คมดั่งนิลจินดาตวัดสบพระเนตรของชายผู้กุมอำนาจสูงสุดในกองทัพอย่างไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย
"หม่อมฉันเพียงแต่มองเห็น... สิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นต่างหากเล่าเพคะ ท่านอ๋อง" สุระเสียงหวานนุ่มทว่าราบเรียบราวน้ำแข็งเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างระมัดระวัง ทุกพยางค์ที่เปล่งล้วนผ่านการชั่งตวงวัดในสมองอันปราดเปรื่องของแพทย์หญิงผู้ข้ามภพมา
ฉีจิ้นอ๋องแค่นพระสอในลำพระองค์ ทรงจ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น พยายามค้นหาความร้าวรานหรือพิรุธใดๆ แต่สิ่งที่พบกลับมีเพียงความว่างเปล่าอันลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทร ทรงชะงักไปชั่วขณะ ยอมรับกับพระองค์เองในใจอย่างเงียบเชียบว่า สตรีตรงพระพักตร์ผู้นี้มีความสามารถในการกระชากสติของพระองค์ให้หลุดลอยจากความสุขุมได้ทุกคราที่เข้าใกล้
เบื้องนอกประตูบานไม้แกะสลักลวดลายวิจิตร เสียงฝีเท้าของราชองครักษ์ที่กำลังก้าวเข้ามาหยุดรายงานสถานการณ์ช่วยดึงบรรยากาศอันตึงเครียดให้คลายลงครู่หนึ่ง ทว่าภายในเรือนหลังอันโอ่อ่าหลังนี้ สงครามประสาทเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ณ ตำหนักด้านในอันโอ่อ่าประดับประดาด้วยหยกขาวและไข่มุกราตรี ฮูหยินใหญ่แห่งจวนสกุลฉี ประทับนั่งสง่างามอยู่บนเก้าอี้พนักพิงไม้จันทน์หอม อาภรณ์ไหมปักลายดอกโบตั๋นสีชาดขับเน้นให้ใบหน้าที่ยังคงความงามสง่าดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น ด้านข้างมีสาวใช้คนสนิทคอยปรนนิบัติพัดวีอย่างนอบน้อม
"ถวายพระพรฮูหยินใหญ่เพคะ" หลินฟางเซียนย่อกายคารวะด้วยกิริยาอาการที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ตามตำรับตำหนียบราชสำนักทุกกระเบียดนิ้ว
ฮูหยินใหญ่ปรายตามองลูกสะใภ้ที่นางไม่เคยปรารถนาจะให้ตบเท้าเข้ามาในจวนแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างไม่ปิดบัง "ลุกขึ้นเถอะ... วันนี้เจ้ารู้จักมาคารวะฉันถึงเรือน คงไม่ใช่เพราะสำนึกในหน้าที่หรอกกระมัง หลินฟางเซียน"
"ฮูหยินตรัสราวกับหม่อมฉันเป็นคนไร้คุณธรรมไปได้เพคะ" ฟางเซียนตอบรับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล นางลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะน้ำชาไม้หอมที่สาวใช้กำลังบรรจงรินชาสีอำพันอุ่นๆ ลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่
กลิ่นหอมกรุ่นของชาหลงจิ่งชั้นดีลอยฟุ้งกระจายผสมผสานไปกับกลิ่นกำยานจางๆ ในห้อง ทว่าภายใต้กลิ่นหอมนั้น จมูกอันไวต่อสารเคมีและสมุนไพรของแพทย์หญิงผู้เชี่ยวชาญกลับจับกลิ่นบางอย่างที่แปลกปลอมได้อย่างแม่นยำ มันคือกลิ่นจางๆ ของ "ผงหญ้าวิญญาณเร้น" — พิษโบราณชนิดไร้สีไร้กลิ่น ที่ออกฤทธิ์กัดกร่อนอวัยวะภายในอย่างช้าๆ นานแรมปี จนผู้เสพจะค่อยๆ อ่อนแรงลงและสิ้นใจราวกับล้มป่วยไปเองโดยธรรมชาติ ไร้ร่องรอยการฆาตกรรมสิ้นเชิง
รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นที่มุมปากของฟางเซียนเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยใบหน้าเรียบเฉย นางยื่นมือเรียวบางออกไปรับถ้วยชาจากมือสาวใช้ แทนที่จะปล่อยให้ฮูหยินใหญ่ดื่มมันเข้าไปโดยตรง
"เพื่อให้สมกับความเคารพที่หม่อมฉันมีต่อท่านแม่ หม่อมฉันขอเป็นผู้รินชาถ้วยนี้ด้วยตนเองเพคะ" ฟางเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานจนน่าประหลาด
ฮูหยินใหญ่ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัยระคนระแวง แต่ด้วยศักดิ์ศรีและอำนาจที่ตนกุมอยู่ นางจึงมิได้ปฏิเสธ ยินยอมให้สตรีผู้น้องแสดงความเคารพตามอำเภอใจ
ฟางเซียนบรรจงยกกาชาขึ้นรินน้ำชาสีอำพันลงในถ้วยกระเบื้องอย่างประณีต ทว่าในจังหวะนั้นเอง ปลายเล็บเรียวที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อกว้างได้ดีดผงยาขนาดเท่าเมล็ดงาตกลงไปในถ้วยชาอย่างแนบเนียน รสชาติและฤทธิ์ยาถูกปรับเปลี่ยนไปในพริบตา—นางไม่ได้ใส่ยาพิษเพิ่ม แต่นางกำลัง "แก้พิษ" และ "ทิ้งร่องรอย" บางอย่างไว้แทน
นางยื่นถ้วยชาถวายแด่ฮูหยินใหญ่ด้วยสองมือ ฮูหยินใหญ่รับมาด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง ทรงยกขึ้นจิบช้าๆ โดยปราศจากความหวาดระแวงแม้แต่น้อย รสชาติของชาในครานี้มีความฝาดล้ำลึกกว่าปกติเล็กน้อย ทว่ากลิ่นหอมกลับรัญจวนใจยิ่งนัก
"รสชาติดี... เจ้ารู้จักเอาใจคนเป็นด้วยหรือ" ฮูหยินใหญ่ตรัสด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน พลางวางถ้วยแช่ลงบนโต๊ะเสียงดังกระทบกันเบาๆ
"หม่อมฉันเพียงแต่หวังว่า ท่านแม่จะทรงโปรดปรานชาถ้วยนี้... และจดจำรสชาตินี้ไว้ให้ดีเพคะ" ฟางเซียนกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มที่ลึกล้ำจนน่าขนลุก ดวงตากลมโตคู่นั้นประกายแสงวาววับดั่งปีศาจยามราตรี
ฮูหยินใหญ่ชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่แล่นริ้วขึ้นมาจากกลางหน้าอก ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยปากซักถามสิ่งใด เสียงฝีรบกวนอันเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน
"รายงานฮูหยินใหญ่! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีคนสนิทวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด "ราชโองการด่วนจากท้องพระโรง... ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ตรวจสอบการคลังของกองทัพอ๋องฉีทันทีพ่ะย่ะค่ะ!"
บรรยากาศภายในห้องโถงดิ่งฮวบทันที ฮูหยินใหญ่เบิกSเนตรกว้างด้วยความตกใจ ร่างชราสะท้านเฮือกราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม พระพักตร์ที่เคยเย่อหยิ่งบัดนี้ซีดเผือดลงถนัดตา
ในขณะเดียวกัน ที่มุมมืดหลังฉากกั้นห้อง ฉีจิ้นอ๋องซึ่งเสด็จตามมาเงียบๆ ทอดพระเนตรเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านรอยแยกของม่านไหม พระเนตรคมกริบหันกลับมาจดจ้องหลินฟางเซียนอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย—สตรีผู้นี้มิได้เพียงแค่เข้ามาในจวนเพื่อเป็นหมากตัวหนึ่ง แต่นางกำลังถือหมากกระดานทั้งหมดไว้ในกำมือของตนเองแล้ว
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้ทันตั้งตัว เสียงฝีเท้าหนักแน่นนับสิบชีวิตก็ดังขึ้นที่หน้าประตูด้านนอก พร้อมกับเงาร่างของบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะปรากฏตัวขึ้น ณ ที่แห่งนี้ในยามวิกาล
ประตูกระดาษสาถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เผยให้เห็นร่างในชุดขุนนางชั้นผู้ใหญ่ผู้กุมอำนาจฝ่ายมหาดเล็กหลวงกำลังก้าวเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่ฉาบอยู่บนใบหน้า... และในมือของเขา คือราชโองการลับฉบับที่ไม่มีผู้ใดเคยล่วงรู้มาก่อน!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ไป2ด้วยกันนะครับ
รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช•ตอนที่ 5
กลิ่นอายความลับ
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!