ปลายมีดสั้นเล่มบางเฉียบคมกริบ จ่อแนบอยู่เหนือชีพจรบริเวณลำคอระหงของหลินฟางเซียนเพียงมิลลิเมตรเดียว กลิ่นอายสนิมเหล็กและกลิ่นหายใจร้อนผ่าวของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าพญายมแห่งแดจักษ์แผ่ซ่านคุกคามจนอากาศรอบกายคล้ายจะแข็งตัว ฉีจิ้นอ๋องไม่ได้ใช้กำลังบังคับ แต่น้ำหนักกดดันจากดวงตาคมปลาบที่มองลอดความมืดของศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระบัวนั้น หนักหน่วงเสียยิ่งกว่าขุนเขาทั้งลูก
"เจ้ากล้าดียังไง ถึงกล้าลอบเข้าคลังยุทธภัณฑ์หลวงยามวิกาล... หลินฟางเซียน หรือว่าเบื้องหลังรอยยิ้มเยือกเย็นของหมอหญิงผู้ช่วยชีวิตทหารเจ็บ แທ้จริงแล้วเป็นสายลับที่จางฮองเฮาชุบเลี้ยงไว้?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยลอดไรฟัน แฝงแววระแวงสงสัยที่พร้อมจะปลิดชีวะนางได้ทุกเมื่อหากคำตอบไม่เป็นที่พอใจ ทว่าหลินฟางเซียนหาได้สะดุ้งสะเทือน นางเพียงปรายตาลงมองคมมีดที่จ่อลำคอ ก่อนจะเงยขึ้นสบตาอีกฝ่ายตรง ๆ ริมฝีปากบางเฉียบคลี่ยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่มักทำให้ฉีจิ้นอ๋องรู้สึกขัดหูขัดตาแต่ทว่าสลัดไม่ออกอยู่ร่ำไป
"หากหม่อมฉันเป็นคนของฮองเฮาจริง ท่านอ๋องคิดว่าป่านนี้ ศีรษะของหม่อมฉันจะยังตั้งอยู่บนบ่า หรือว่าแผนการลำเลียงเสบียงทัพเมื่อสามวันก่อนจะรั่วไหลไปถึงหูตำหนักในแล้วล่ะเพคะ?" นางสวนกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ปลายจมูกได้กลิ่นจาง ๆ ของสุราหมักชั้นดีและกลิ่นอายบุรุษจากร่างที่โน้มเข้ามาใกล้จนเกินงาม
ฉีจิ้นอ๋องแค่นเสียงในลำคอ ปลายมีดขยับเข้าไปอีกนิดจนเกือบสัมผัสผิวเนื้อ "วาจาคมคายนัก เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าตระกูลหลินของเจ้าถูกกวาดล้างด้วยข้อหาสมคบคิดกับกบฏ... เจ้ามีความแค้นกับราชบัลลังก์ และข้าคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เจ้าแก้แค้นได้ การที่เจ้าเข้ามาพัวพันกับกองทัพของข้า ย่อมมีจุดประสงค์ซ่อนเร้นอย่างแน่นอน"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหริ่งหรีดเรไรและสายลมยามดึกที่พัดพาละอองน้ำจากสระบัวเข้ามาปะทะผิวกาย หลินฟางเซียนขยับตัวเล็กน้อยอย่างระมัดระวัง นางไม่ได้ถอยหนี แต่กลับเอื้อมมือเรียวบางของตนขึ้นไปสัมผัสกับคมมีดที่จ่อคออยู่ สัมผัสเย็นเฉียบของโลหะตัดกับความอุ่นซ่านจากปลายนิ้ว นางใช้นิ้วเรียวยาวดันคมมีดออกห่างจากลำคออย่างถือดี
"ท่านอ๋องทรงฉลาดล้ำเลิศ แต่กลับมองข้ามความจริงที่เรียบง่ายที่สุดไปข้อหนึ่ง..." นางกระซิบแผ่วเบา ดวงตาสุกใสเปี่ยมด้วยประกายระยับท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาทะลุกระโจมกิ่งหลิว "หม่อมฉันไม่ได้มาเพื่อเป็นสายลับให้ผู้ใด และไม่ได้มาเพื่อเป็นหมากในกระดานของใคร... แต่หม่อมฉันมาเพื่อร่วมเดินหกระดานกับท่านต่างหาก"
คำกล่าวอ้างอันอาจหาญทำให้แววตาของฉีจิ้นอ๋องไหววูบไปชั่วขณะ บุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพพายัพและไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด นานเท่าไหร่แล้วที่ไม่มีสตรีหน้าไหนกล้าต่อรองกับเขาด้วยสายตาที่ท้าทายเช่นนี้ ความเย่อหยิ่งดุร้ายในตัวฉีจิ้นอ๋องถูกปลุกเร้า ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนได้ยินเสียงจังหวะหัวใจของกันและกัน ทำให้เส้นแบ่งระหว่างเจ้านายและสายลับ... ระหว่างผู้ล่าและเหยื่อ เลือนรางลงทีละน้อย
"เจ้ามั่นใจนักหรือ ว่าจะเล่นเกมนี้กับข้าแล้วไม่ถูกบดขยี้จนแหลکคามือ?" ฉีจิ้นอ๋องโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียนนุ่ม กลิ่นหอมประหลาดจากตัวนาง—กลิ่นหอมคล้ายดอกเหมันต์ที่มักบานท่ามกลางหิมะโปรดปราน—กำลังรุกรานสติสัมปชัญญะของแม่ทัพผู้เยือกเย็น
"หากท่านอ๋องคิดจะบดขยี้หม่อมฉันจริง ๆ ป่านนี้คงลงมือไปนานแล้ว ไฉนเลยจะต้องมาเสียเวลาคาดคั้นในยามวิกาลเช่นนี้เล่าเพคะ" หลินฟางเซียนตอบกลับทันควัน รอยยิ้มซุกซนฉายชัดขึ้นบนดวงหน้าหวานล้ำที่ปกติมักจะเย็นชา
ชั่วพริบตานั้นเอง ฉีจิ้นอ๋องไม่รอช้าที่จะพิสูจน์ความอาจหาญของสตรีตรงหน้า มือหนาที่ถือมีดถูกตวัดเก็บเข้าฝักอย่างไร้เสียง ก่อนที่แขนแกร่งอีกข้างจะรวบเอวคอดกิ่วของนางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด แรงปะทะทำให้หลินฟางเซียนหลุดอุทานออกมาเบา ๆ ร่างบางแนบชิดติดกับแผ่นอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของแม่ทัพหนุ่มอย่างไม่มีช่องว่าง
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ นี่เป็นครั้งแรกที่นางสูญเสียการควบคุมสถานการณ์ ทว่ายังไม่ทันที่สติจะเรียบเรียงคำพูดใด ๆ ฉีจิ้นอ๋องก็ก้มลงประทับริมฝีปากลงบนเรียวปากอิ่มของนางอย่างหนักแน่นและเร่าร้อน
สัมผัสนั้นดุดันและเอาแต่ใจ ราวกับต้องการลงโทษความอวดดีของนาง แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยความโหยหาลึกล้ำที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็นมาเนิ่นนาน หลินฟางเซียนพยายามจะขัดขืนอยู่ชั่วครู่ มือเรียวออกแรงผลักแผงอกเขา แต่มันกลับไร้ความหมายเมื่อเทียบกับพละกำลังของยอดแม่ทัพ ความนุ่มนวลของริมฝีปากที่บดเบียดเคล้าคลอ ความหวานล้ำจากรสสุราจาง ๆ และความอุ่นซ่านที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ทำให้กำแพงน้ำแข็งในใจของแพทย์หญิงทะลุมิติเริ่มแตกร้าวทีละน้อย
จากความขัดขืนจึงแปรเปลี่ยนเป็นความยินยอมพร้อมใจ มือเรียวที่เคยผลักไสค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นกำสาบเสื้อคลุมสีเข้มของเขาแน่นขึ้นเพื่อยึดเหนี่ยวท่ามกลางความหมุนวนของอารมณ์ที่พายุอารมณ์กำลังโหมกระหน่ำ ใต้แสงจันทร์กระจ่างที่สาดส่องลงมาอาบไล้เรือนร่างทั้งสองในศาลาโบราณ บทเพลงแห่งการหักเหลี่ยมเฉือนคมทางการเมืองถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจหอบกระชั้นและจุมพิตอันลึกซึ้งที่ข้ามผ่านเส้นแบ่งทุกประการ
ท่ามกลางความเงียบงันของวังหลวงที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลและการนองเลือด ทั้งสองต่างหลอมรวมความลับ ความแค้น และความปรารถนาเข้าไว้ด้วยกันในชั่วพริบตานั้น
ทว่า... ในวินาทีที่ความลึกซึ้งกำลังถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่พร้อมกับเสียงตะโกนก้องของขันทีเวรยามก็ดังแทรกเข้ามาจากทางระเบียงทางเดินยาว
"ใต้เท้า! รายงานด่วนจากตำหนักใน! จางฮองเฮามีรับสั่งให้ควบคุมตัวหมอหญิงหลินฟางเซียนไปสอบสวนทันที ข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างแคว้น!"
ฉีจิ้นอ๋องผละริมฝีปากออกอย่างไม่เต็มใจนัก ดวงตาคมกริบฉายแววอำมหิตขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินชื่อของศัตรูตัวฉกาจ เขาก้มลงมองสตรีในอ้อมแขนที่ยังมีร่องรอยความหวามไหวประทับอยู่บนพวงแก้มแดงระเรื่อ หลินฟางเซียนสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติกลับคืนมา แววตาเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งกลับมาทอประกายเฉียบคมอีกครั้ง นางจ้องมองหน้าเขาโดยไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
"ดูท่าทาง... ฮองเฮาจะไม่ยอมให้เราเล่นเกมนี้ตามลำพังเสียแล้วล่ะเพคะ ท่านอ๋อง"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเล่ห์กลอันซับซ้อนนี้มาด้วยกันนะครับ พงศาวดารมีชีวิต
รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช•ตอนที่ 14
ใต้แสงจันทร์และจุมพิต
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!