"ดินผืนนี้... หากหว่านเมล็ดพันธุ์ผิดฤดูกาล ต่อให้หลั่งหยาดเหงื่อเป็นโลหิตก็มิอาจเก็บเกี่ยวแม้แต่เมล็ดข้าวลีบ เม็ดเดียว"
ปลายนิ้วเรียวเรียวดั่งลำหญ้าคาของหลินเฟยหงจรดลงบนแผนที่ดินเก่าคร่ำคร่า ซึ่งกางอยู่บนโต๊ะไม้เนื้อหยาบในยุคเจ็ดสิบ รอยหมึกสีดำที่ถูกร่างขึ้นด้วยมือบ่งบอกถึงการแบ่งแปลงนาและการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นระบบระเบียบ ผิดแผกจากวิถีชาวบ้านทั่วไปที่มักทำเกษตรกรรมตามมีตามเกิด ท่ามกลางกลิ่นอายดินชื้นและเศษฟางข้าวในยุ้งฉางอันคับแคบ ร่างระหงในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีทึบเรียบง่ายทว่ากลับแฝงสง่าราศีเยี่ยงขุนนางผู้สูงศักดิ์ กลิ่นอายของอดีตกุนซือหญิงสนามรบไม่ได้จางหายไปตามกาลเวลา แม้นางจะมาอยู่ในร่างของสาวน้อยชนบทที่ไร้ซึ่งอำนาจวาสนาในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง
"เจ้ากำลังเล่นเกมกระดานอันใดอยู่กันแน่... แม่นางหลิน"
เสียงทุ้มต่ำดั่งหินผาบดเบียดดังขึ้นจากมุมมืดของเรือน ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อคลุมกันหนาวสีเข้มทับเสื้อเชิร์ตเรียบง่าย ก้าวพ้นเงาสลัวออกมาอย่างเงียบเชียบ หยางจ้าน—บุรุษผู้กุมอำนาจเหล็กเบื้องหลังความวุ่นวายและกองกำลังอันเกรียงไกร นัยน์ตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ซ่อนเล็บคู่นั้นกวาดมองแผนผังบนโต๊ะ ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้างามสง่าของสตรีตรงหน้า แววตาสะท้อนความระแวดระวังผสมผสานกับความทึ่งที่ยากจะปิดมิด
เมื่อครู่... ประโยคที่ว่า "ดูเหมือนว่า... ข้าจะมาทันดูการแสดงที่น่าสนใจสินะ" ยังคงก้องกังวานอยู่ในความทรงจำ ทว่าเวลานี้ บรรยากาศกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบงันที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ
หลินเฟยหงมิได้สะดุ้งสะเทือน นางเพียงช้อนสายตาขึ้นสบกับบุรุษผู้ทรงอิทธิพลด้วยแววตานิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ริมฝีปากบางเฉียบแย้มยิ้มบางเบาอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า
"ท่านอ๋อง... หรือควรเรียกว่าสหายร่วมทางชั่วคราวดี?" เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว "การทำนาในสายตาชาวบ้านคือการพึ่งฟ้าพึ่งฝน แต่วิถีของข้า... คือการชักใยฟ้าฝนให้อยู่ใต้ฝ่าเท้าต่างหาก"
นางใช้นิ้วเคาะเบา ๆ ลงบนจุดพิกัดแปลงนาส่วนรวมที่ถูกครอบครัวผู้มีอิทธิพลในหมู่บ้านผูกขาดการครอบครองมาอย่างยาวนาน "ท่านดูนี่สิ ดินแดนรกร้างแถบตีนเขานี้ แม้จะแห้งแล้งและดูไร้ค่าในสายตาคนโง่เขลา แต่มันกลับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการควบคุมระบบชลประทานทั้งหมดของตำบล หากเราขุดคูน้ำผันกระแสน้ำจากลำธารสายรองเข้ามาหล่อเลี้ยง พร้อมกับปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกจากข้าวเจ้ามาเป็นพืชตระกูลถั่วที่ฟื้นฟูดิน... ภายในสามเดือน ตระกูลเจ้าถิ่นที่คอยกดขี่ชาวบ้านจะไม่มีแม้แต่ข้าวสารกรอกหม้อ"
หยางจ้านหรี่ตาลงเล็กน้อย กลิ่นอายอันตรายแผ่ซ่านออกจากร่างหนา เขาก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะไม้จนกลิ่นกายบุรุษอันเยือกเย็นเจือจางด้วยกลิ่นไอดินล้อมรอบร่างนางไว้ "เจ้ากล้าดียังไงถึงคิดจะโค่นอำนาจท้องถิ่นด้วยวิธีสกปรกเช่นนี้? รู้หรือไม่ว่าการกระทำของเจ้ากำลังแหวกหญ้าให้งูตื่น และดึงดูดสายตาจากส่วนกลางเข้ามาตรวจสอบ"
"ท่านกลัวหรือ?" หลินเฟยหงเอียงคอมองเล็กน้อย ประกายในดวงตาดุจดั่งประกายไฟที่ซ่อนอยู่ใต้หิมะหนา "ท่านอ๋องผู้เกรียงไกร เกรงกลัวแม้กระทั่งเงาของขุนนางชั้นผู้น้อยในชนบทกระนั้นหรือ? ข้าเพียงกำลังจัดระเบียบ 'กระดานหมาก' ที่ท่านเองก็ต้องการใช้ประโยชน์จากมันมิใช่หรือไง"
คำพูดของนางเฉียบคมดั่งคมกระบี่ที่กรีดผ่านความเงียบ หยางจ้านชะงักไปชั่วขณะ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นอย่างเย้ยหยัน ทว่าในแววตากลับลุกโชนด้วยประกายความพึงพอใจอย่างหาได้ยาก สตรีผู้นี้มิเพียงแต่มีความรู้ความสามารถ ทว่านางยังอ่านความคิดของเขาได้ทะลุปรุโปร่ง ราวกับพวกเขาร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมานานนับแรมปี
"เจ้าช่าง... สามหองนัก" เขาเอ่ยเสียงพร่า ประชิดเข้ามาใกล้เสียจนร่างแทบแนบชิด ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนนุ่มของนาง "แต่ข้าชอบคนฉลาด... โดยเฉพาะสตรีที่รู้ว่าควรวางหมากตาใดเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องพ่ายแพ้"
หลินเฟยหงไม่ถอยหนี นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรง ๆ แม้หัวใจจะเต้นระรัวด้วยแรงกดดันจากบุรุษตรงหน้า แต่นางยังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นดั่งกุนซือผู้ผ่านศึกมาโชกโชน "ถ้าเช่นนั้น ท่านอ๋องโปรดให้ความร่วมมือ... ในฐานะ 'แรงงานชั้นดี' ที่ข้าเพิ่งเกณฑ์มาก็แล้วกัน"
นางสะบัดมือเบา ๆ หยิบพู่กันจุ่มหมึกดำยื่นใส่มือของบุรุษผู้ทรงอำนาจ บังคับให้เขาต้องรับมันไว้โดยปริยาย "พรุ่งนี้ยามเหมิน (รุ่งสาง) ข้าต้องการให้ท่านนำกำลังคนไปขุดร่องน้ำที่แปลงทิศเหนือ อย่าให้เสียชื่ออดีตแม่ทัพผู้คุมกองกำลังเหล็กเชียวล่ะ"
หยางจ้านก้มมองพู่กันในมือสลับกับใบหน้างามที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอหลุดออกมาเบา ๆ อย่างนึกขัน ในชีวิตของเขา มีเพียงราชโองการและคำสั่งทัพที่ต้องปฏิบัติตาม แต่วันนี้ เขากลับยอมก้มหัวให้แก่แผนการทำนาของเด็กสาวคนหนึ่งอย่างเต็มใจ
ทว่า... ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลงภายใต้กลเกมอันล้ำลึก เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นอย่างกะทันหันที่หน้าประตูกระท่อม ตามมาด้วยเสียงทุบประตูโครมครามเสียงดังลั่น
*ปัง! ปัง! ปัง!*
"เปิดประตูเดี๋ยวนี้! หลินเฟยหง เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงบังอาจลักลอบเปลี่ยนเขตแดนที่ดินของพวกเรา!" เสียงตะโกนกรรโชกของหัวหน้ากลุ่มผู้มีอิทธิพลประจำหมู่บ้านดังแทรกเข้ามา พร้อมกับแสงคบเพลิงที่สว่างวาบสะท้อนผ่านหน้าต่างกระดาษสาเข้ามาเป็นเงาตะคุ่ม
หลินเฟยหงขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตากวาดมองไปที่ประตูไม้ผุพังก่อนจะหันกลับมาสบตากับหยางจ้านที่ยืนนิ่งสนิท รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของท่านอ๋องผู้ดุร้าย ทว่ามันไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความหวาดกลัว กลับเป็นรอยยิ้มของนักล่าที่รอให้เหยื่อเดินเข้ามาติดกับดักเอง
มือหนาของหยางจ้านเอื้อมไปคว้าด้ามกระบี่ซ่อนรูปที่พาดอยู่ข้างเอว ทว่าหลินเฟยหงกลับยื่นมือไปแตะทับหลังมือของเขาไว้เบื้องล่าง สัมผัสอุ่นร้อนจากปลายนิ้วของนางทำให้นิ่งงันไปชั่วขณะ
"อย่าเพิ่งใจร้อนท่านอ๋อง..." นางกระซิบเสียงแผ่วเบาข้างหูเขา ลมหายใจหอมกรุ่นเป่ารดต้นคอ "พวกมันไม่ได้มาเพื่อทวงคืนที่ดิน... แต่พวกมันถือ 'ราชโองการลับ' ฉบับปลอมที่ถูกส่งมาจากเมืองหลวงเพื่อกำจัดเสี้ยนหนามอย่างเราต่างหาก"
สิ้นคำพูดนั้น ประตูไม้เก่าแก่ก็ถูกพังกระเด็นเข้ามาพร้อมกับกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบคนที่ถือดาบวาววับ และร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันที่สุด... ขุนนางผู้ตรวจการจากส่วนกลางก้าวเท้าพ้นธรณีประตูเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมในมือถือม้วนกระดาษประทับตราสีชาดเด่นชัด
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ด้วยกันนะครับ
เฉินเว่ยสายลุย
กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมอำนาจเหล็ก•ตอนที่ 2
ค่ายกลสะกดทรัพย์
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมอำนาจเหล็ก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!