เสียงทุบโต๊ะไม้สนผุกรุณาดังปัง! ตามด้วยเสียงสำลักไอโขลกจนตัวโยนของชายวัยกลางคน ทำให้ความเงียบอันน่าสะพรึงกลัวภายในบ้านดินมุงแฝกทรุดโทรมพังทลายลง
"ถ้าตระกูลเฉินยังดึงดันจะเก็บอีนี่ไว้เป็นภาระ บ้านเราก็มีแต่จะพา "กันอดตาย" ทั้งครัวเรือน! ข้าวสารก้นถังเหลืออยู่ไม่ถึงครึ่งทะนาน มื้อเที่ยงวันนี้ต้มน้ำแกงผักป่าเจือจางยังแทบไม่มีเศษแป้งข้าวโพดติดก้นหม้อ แล้วยังต้องมาแบกรับคนใกล้ตายที่นอนไร้สติ หายใจรวยรินอยู่บนเตียงดินเผานี่อีกรึ?!"
เสียงหวีดแหลมบาดหูของสะใภ้ใหญ่ "จ้าวซื่อ" แผดลั่นจนผนังดินเหนียวร่วงกราวลงมาเป็นผง นางสวมเสื้อผ้าฝ้ายหยาบสีตุ่นที่ปะชุนจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม มือหยาบกร้านชี้ตรงมาที่ร่างซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนตຽງกระดานไม้ไผ่
บนเตียงนั้น... หลินเฟยหงค่อยๆ ปรือเปลือกตาขึ้นช้าๆ
ความเจ็บปวดราวกับกระดูกทุกท่อนถูกแยกออกจากกัน แล่นแปลบไปทั่วร่าง กลิ่นอับชื้นของดินโคลน กลิ่นสาบความยากจน และกลิ่นคาวสนิมจางๆ ของความตายลอยคละคลุ้งอยู่ในโพรงจมูก
นี่ไม่ใช่ตำหนักจันทร์กระจ่างแห่งแคว้นต้าฉี... นี่ไม่ใช่กลิ่นหอมของชาอวี้เฉียนที่นางคุ้นเคยยามนั่งอยู่เบื้องหลังม่านมุกเพื่อชี้ขาดแผนยุทธศาสตร์พลิกแผ่นดิน แต่มันคือกลิ่นอายอันแห้งแล้ง หิวโหย และกดขี่ของยุคสมัยที่ผู้คนต้องเอาชีวิตรอดด้วยเศษเสี้ยวลมหายใจ
*...ข้าตายในคุกหลวงใต้เงื้อมมือของทรราช ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของเด็กสาวชาวนาในยุคเจ็ดศูนย์ที่ไร้ค่าสิ้นดีเช่นนี้เชียวหรือ?*
หลินเฟยหงแค่นยิ้มหยันในใจ นัยน์ตาหงส์ที่เคยเยือกเย็นเฉียบขาดประกายแสงคมกริบขึ้นวูบหนึ่ง สมองอันปราดเปรื่องที่ผ่านการวางหมากการเมืองและศึกสงครามมาโชกโชน เริ่มวิเคราะห์สถานการณ์รอบตัวอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ
ร่างนี้มีชื่อแซ่เดียวกันกับนาง คือ "หลินเฟยหง" บุตรสาวคนเล็กของบ้านหลินที่เพิ่งล้มป่วยลงด้วยพิษไข้และความอดอยากจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ครอบครัวฝั่งพ่อเป็นชาวนาที่ยากจนข้นแค้น ท่ามกลางนโยบายจัดสรรที่ดินและคอมมิชชันที่บีบรัด สมาชิกในบ้านต่างมองนางเป็นภาระชิ้นโตที่พร้อมจะสลัดทิ้งได้ทุกเมื่อเพื่อแลกกับข้าวสารเพียงสองชั่ง
"พี่สะใภ้ใหญ่... เฟยหงนางยังหายใจอยู่ ท่านจะใจดำเกินไปแล้วกระมัง" เสียงแหบแห้งของชายหนุ่มผู้เป็นพี่ชายรอง "หลินเฉิง" ดังขึ้นอย่างอ่อนแรง เขาเพิ่งกลับมาจากแปลงนาด้วยสภาพเนื้อตัวมอมแมมและรองเท้าฟางที่ขาดวิ่น ยืนกำหมัดแน่นอยู่มุมห้อง ดวงตาแดงก่ำด้วยความคับแค้นใจแต่ไร้หนทางต่อรอง
"หายใจแล้วกินอะไรล่ะน้องรอง? กินลมชมวิวเรอะ! ถ้าแกอยากให้นางรอดนัก ก็เอาส่วนข้าวต้มก้นหม้อของแกให้นางกินสิ ข้ากับลูกๆ จะได้ตายหองกันไปหมดบ้านนี่เลย!" จ้าวซื่อแผดเสียงสวนกลับทันควัน พร้อมกับหยิบชามกระเบื้องบิ่นๆ ฟาดลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น
หลินเฟยหงขยับตัวเล็กน้อย การเคลื่อนไหวเพียงน้อยนิดทำให้ข้อต่อส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะ นางใช้มือเรียวบางที่ผอมแห้งจนเห็นข้อมือกระดูก ดันร่างตนเองลุกขึ้นพิงกับผนังดินเย็นเฉียบ ดวงตาคู่คมกวาดตามองไปรอบห้องอย่างพิจารณา
นี่คือความจริงอันโหดร้ายของยุคเปลี่ยนผ่าน... สังคมที่ข้าวจานหนึ่งมีค่ามากกว่าศักดิ์ศรี ความหิวโหยกัดกินจิตใจมนุษย์จนไม่เหลือความเป็นคน และครอบครัวที่พร้อมจะกินเลือดเนื้อกันเองเพื่อความอยู่รอด
แต่สำหรับอดีตกุนซือหญิงผู้กุมชะตาคนนับแสน... ความยากจนข้นแค้นและคนเห็นแก่ตัวเหล่านี้ ไม่ใช่ปัญหาที่ไร้ทางออก หากแต่มันคือ "หมากกระดานแรก" ที่นางจะต้องลงมือเดินต่างหาก!
"หุบปากซะ"
น้ำเสียงราบเรียบ เย็นเยียบ และทรงอำนาจอย่างประหลาดหลุดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผากของเด็กสาววัยสิบเจ็ดปี แม้จะแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ แต่กลับมีพลังกดดันบางอย่างที่ทำให้ทุกลมหายใจในห้องชะงักงัน
จ้าวซื่อที่กำลังอ้าปากเตรียมจะแผดเสียงด่าทอต่อ ถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง นางหันขวับมามองเด็กสาวบนเตียงด้วยความตกตะลึง ปกติแล้วหลินเฟยหงผู้นี้เป็นคนขี้ขลาดตาขาว หงิมๆ ติมๆ ถูกรังแกจนไม่กล้าสบตาใคร แต่วันนี้... ทำไมแววตาคู่นั้นถึงได้ดูน่ากลัวราวกับสัตว์ป่าจ้องจะขย้ำเหยื่อเช่นนี้เล่า?
"วะ... ว่าไงนะนังเด็กนี่ แกกล้าสั่งให้ฉันหุบปากเรอะ?!" จ้าวซื่อหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธเกรี้ยว นางก้าวเท้ากระแทกกระทั้นเข้าหาเตียงหมายจะเงื้อมมือตบสั่งสอน
หลินเฟยหงไม่แม้แต่จะกะพริบตา นางเพียงปรายตามองท่าทางรumร่าของอีกฝ่ายด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ รอยยิ้มมุมปากเหยียดยิ้มเยาะอย่างเยือกเย็น
"ถ้าไม่อยากให้ตระกูลหลินพังพินาศย่อยยับในสามวัน... เจ้าก็หยุดโวยวายแล้วเอาหูมาฟังข้า"
คำพูดเพียงประโยคเดียว ทว่ากลับทรงพลังราวกับค้อนเหล็กทุบลงกลางใจคน จ้าวซื่อชะงักมือที่เงื้อค้างไว้กลางอากาศ หลินเฉิงเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง ส่วนผู้เป็นพ่อที่นั่งซึมอยู่มุมห้องถึงกับเงยหน้าขึ้นมองบุตรสาวด้วยความตกตะลึงระคนสงสัย
บรรยากาศภายในบ้านดินอึมครึมลงทันตาเห็น ความกดดันแผ่ซ่านราวกับพายุฝนที่กำลังตั้งเค้า นอกหน้าต่างบานเล็ก แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องผ่านม่านฝุ่นกระทบเข้ากับใบหน้าซีดเซียวแต่นิ่งสงบราวกับไร้ความกลัวของหลินเฟยหง
นางกำลังจะขยับหมากตานี้อย่างไร เพื่อพลิกฟื้นครอบครัวที่ตกต่ำถึงขีดสุดนี้ให้รอดพ้นจากปากเหวแห่งความตาย?
ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปราวคนละคนของหลินเฟยหงนั้น...
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
เสียงเคาะประตูด้านนอกดังขึ้นสามครั้งอย่างหนักแน่นและจังหวะจะโคน ไร้ซึ่งความลังเล ราวกับผู้มาเยือนไม่ได้มาเพื่อขอร้อง แต่มาเพื่อประกาศการมาถึงของผู้กุมอำนาจที่แท้จริง
จ้าวซื่อสะดุ้งสุดตัว หลินเฉิงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ เพราะในหมู่บ้านกันดารห่างไกลเช่นนี้ แทบไม่เคยมีคนแปลกหน้าย่างกรายมาถึงหน้าประตูบ้านตระกูลหลินเลยแม้แต่น้อย
หลินเฟยหงหรี่ตาลงเล็กน้อย สัญชาตญาณของกุนซือเตือนภัยทันที
ประตูบ้านค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อคลุมกันหนาวเนื้อดีที่ตัดเย็บอย่างประณีตตัดกับสภาพแวดล้อมอันแร้นแค้นอย่างสิ้นเชิง ชายหนุ่มผู้ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่ธรณีประตู ปรายตามองกวาดสายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวมาในห้อง ก่อนที่มุมปากจะได้รูปจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างมีความหมาย
"ดูเหมือนว่า... ข้าจะมาทันดูการแสดงที่น่าสนใจสินะ"
หวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะร่วมเดินทางพลิกชะตากรรมครั้งนี้ไปกับข้า ขอบคุณจากใจจริงครับ [เฉินเว่ยสายลุย]
กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมอำนาจเหล็ก•ตอนที่ 1
หวนคืนในร่างไร้ค่า
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมอำนาจเหล็ก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!