ถ้วยชาเคลือบหยกสีไข่ไก่ในมือเรียวบางนั้นนิ่งสนิท ราวกับถูกหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในห้องโถงรับรอง กลิ่นหอมกรุ่นของใบชาป่าจากมณฑลอานฮุยถูกกลบไว้ด้วยกลิ่นจางๆ ของผงพิษไร้สีไร้กลิ่น ซึ่งตกตะกอนอยู่เบื้องล่างก้นถ้วย เป็นประกายเงางามประหลาดสะท้อนกับแสงตะเกียงน้ำมันก๊าดโบราณ
หลินเฟยหงไม่แม้แต่จะกะพริบตา ปลายนิ้วเรียวยาวที่ผ่านการถือพู่กันและคำนวณบัญชีมานับไม่ถ้วน ลูบไล้ขอบถ้วยช้าๆ อย่างใช้ความคิด ในสมองของนางระบบกลไกการเอาชีวิตรอดทำงานด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าตอนประเมินแผนยุทธศาสตร์ในกองทัพยุคโบราณ ยุค 1970 ที่ผู้คนต่างสวมชุดเหมาสีเขียวขี้ม้าและพูดจาด้วยอุดมการณ์คอมมิวนิสต์นี้ ดูเหมือนจะมีความเน่าเฟะซ่อนอยู่ใต้พรมไม่ต่างจากราชสำนักในอดีตที่นางเคยผ่านมา
"เจ้าดูจะสนใจถ้วยชานั้นเสียเหลือเกิน... หรือว่ารสชาติของมันจะมีสิ่งใดแปลกปลอม?"
เสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนศิลาบดเข้าหากันดังขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความเยียบเย็น ดุดัน และอำนาจกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวบุรุษผู้สวมเสื้อโค้ทผ้าสักหลาดสีดำสนิท ร่างสูงใหญ่ของหยางจ้านก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้เก่าๆ ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีคู่นั้นกวาดมองกิริยาอาการของสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณา ทุกอณูการเคลื่อนไหวของเขาเต็มไปด้วยสัญชาตญาณของนักล่าผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชน
หลินเฟยหงเงยหน้าขึ้นช้าๆ นางไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หยางจ้านต้องหรี่ตาลงด้วยความฉงน
"รสชาติย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้วเจ้าค่ะ ท่านอ๋อง... อ้อ ลืมไป ตอนนี้ท่านควรถูกเรียกว่า 'สหายหยาง' ผู้นำกองตรวจการประจำเขตอุตสาหกรรมไม่ใช่หรือ?" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เยือกเย็น และแฝงความหยิ่งทะนงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์สาวน้อยชาวบ้าน
หยางจ้านแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกวาดสำรวจร่างของนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เสื้อผ้าฝ้ายเก่าๆ ที่ปะชุนอย่างเรียบร้อยไม่สามารถบดบังรัศมีอันสูงส่งที่แผ่ออกมาจากตัวนางได้เลย กิริยาท่าทาง การนั่ง การวางมือ แม้กระทั่งจังหวะการหายใจ ทุกอย่างล้วนไร้ที่ติราวกับได้รับการอบรมมาจากราชสำนักชั้นสูง ไม่ใช่กุลสตรีชนบทที่เติบโตมาในยุคแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรมแม้แต่น้อย
นี่คือความผิดปกติข้อแรกที่หยางจ้านสังเกตเห็นตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้านหลังนี้
"เจ้าไม่ใช่หลินเฟยหงคนเดิม" หยางจ้านเอ่ยขึ้นตรงๆ น้ำเสียงทรงพลังกดดันจนอากาศรอบตัวคล้ายจะหนักอึ้งขึ้นหลายเท่า เขาโน้มตัวลงมาประชิดโต๊ะ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองเหลือเพียงคืบเดียว กลิ่นอายบุรุษเพศอันตรายและกลิ่นอายควันปืนจางๆ ลอยเข้าจมูก "หลินเฟยหงผู้นั้นเป็นเพียงเด็กสาวอ่อนแอ ขี้ขลาดตาขาว และไม่เคยแม้แต่จะสบตาใคร เหตุใดวันนี้... เจ้าถึงกล้าใช้สายตาวิเคราะห์ข้า ราวกับข้าเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานของเจ้ากันล่ะ?"
ท่ามกลางสายตาคุกคามที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่ง หลินเฟยหงกลับไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว นางสบตากับเขาตรงๆ ดวงตากลมโตคู่นั้นลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่ไม่มีวันหยั่งถึง มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างท้าทาย
"คนเราย่อมต้องเปลี่ยนไปเมื่อยืนอยู่บนปากอبارแห่งความตาย ท่านอ๋อง... อภัยด้วย ข้าหมายถึง 'สหายหยาง'" นางจงใจเน้นเสียงคำหลังด้วยความเย้ายแหย่ "ในเมื่อผู้อื่นส่ง 'ของขวัญ' มาต้อนรับข้าถึงในถ้วยชา ไฉนเลยข้าจะยังทำตัวเป็นกวางน้อยผู้ไร้เดียงสาให้พวกมันล่าได้เล่า?"
หยางจ้านชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปากของบุรุษผู้กุมอำนาจเหล็ก เขาไม่เคยพบสตรีใดที่มีความกล้าหาญถึงเพียงนี้มาก่อน ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้น นางกลับสามารถพลิกเกมด้วยการหยิบยกหลักฐานขึ้นมาพูดคุยอย่างใจเย็น ยิ่งไปกว่านั้น สติปัญญาและไหวพริบที่เปล่งประกายออกมาจากตัวนาง กำลังดึงดูดใจเขาราวกับเปลวเพลิงที่ล่อแมลงเม่า
"เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว..." หยางจ้านกระซิบแผ่วเบa ชิดริมหูของนาง จนเส้นผมสีดำสนิทไหวตามแรงลม "และความฉลาด มักมีราคาที่ต้องจ่ายแพงเสมอในยุคสมัยเช่นนี้"
"ราคาที่ต้องจ่ายหรือ?" หลินเฟยหงแค่นหัวเราะเสียงใส แต่นัยน์ตากลับคมกริบดั่งใบมีด "ข้าเป็นคนกำหนดราคามาตลอดชีวิต ไม่เคยมีใครหน้าไหนกล้าตั้งราคาให้ข้า... แม้แต่ท่านก็เช่นกัน"
บรรยากาศภายในห้องโถงตึงเครียดถึงขีดสุด แรงกดดันระหว่างคนทั้งสองพุ่งสูงจนแทบจะเกิดประกายไฟ ประหนึ่งแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่สองคนกำลังเผชิญหน้ากันบนสนามรบที่ไร้เสียงกลองศึก
ทว่า ในวินาทีที่หยางจ้านกำลังจะยื่นมือออกไปสัมผัสคางคางเรียวของนางเพื่อทดสอบความนิ่ง ทันใดนั้นเอง...
เสียงเคาะประตูรั้วด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกัน ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารยามในสังกัดของหยางจ้านที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือก
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!" นายทหารก้าวเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยความตื่นตระหนก "สายลับของเราส่งข่าวลับด่วนมาจากเมืองหลวง... 'ประกาศิตฟ้า' ฉบับใหม่ถูกส่งออกมาช24 ชั่วโมงก่อนกำหนด และเป้าหมายในการกวาดล้างครั้งนี้ ไม่ใช่ใครอื่น... แต่คือตระกูลหยางของท่าน และ... รายชื่อผู้มีส่วนพัวพันในข้อหากบฏ มีชื่อของ 'หลินเฟยหง' ห้อยท้ายอยู่ด้วย!"
หยางจ้านชะงักกึก ร่างสูงใหญ่ผละออกจากนางทันที ดวงตาคมกริบหันกลับมามองหลินเฟยหงด้วยประกายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง หลินเฟยหงก็ยกถ้วยชาเคลือบหยกที่มีคราบพิษขึ้นจรดริมฝีปาก นางส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้เขา ก่อนจะเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของท่านอ๋องผู้เยือกเย็นต้องกระตุกวูบ
"ดูเหมือนว่า... เราสองคนถูกผูกไว้บนเรือลำเดียวกันเสียแล้วกระมัง ท่านอ๋อง?"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางพลิกชะตากรรมไปกับข้า "เฉินเว่ยสายลุย" ในตอนนี้นะครับ
กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมอำนาจเหล็ก•ตอนที่ 4
รอยเท้าของขุนศึก
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมอำนาจเหล็ก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!