“หากอักษรเหล่านี้คือลมหายใจสุดท้ายของบรรพชน แล้วชีวิตของผมกับคุณเล่า... รินรดา มันมีค่าพอที่จะเป็นรอยจารึกหน้าต่อไปหรือไม่”
อคินวางปากกาขนนกในมือลง เสียงปลายโลหะกระทบกับโต๊ะไม้โอ๊กเก่าแก่ดังก้องท่ามกลางความเงียบงันของหอจดหมายเหตุใต้ดิน แสงเทียนวูบไหวสะท้อนดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามของเขา ชายหนุ่มไม่ได้มองไปยังสมุดบันทึกที่เปิดค้างอยู่ แต่เขากำลังจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่เคยผ่านการอ่านความลับของโลกมานับไม่ถ้วนของหญิงสาวตรงหน้า
รินรดาชะงักมือที่กำลังจัดเรียงม้วนกระดาษปาปิรุส เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับชั่งน้ำหนักระหว่างความปลอดภัยที่เธอถือครองมาตลอดชีวิต กับความเสี่ยงที่อคินเพิ่งหยิบยื่นให้เมื่อครู่นี้
“คุณถามเหมือนคนที่กำลังจะเดินเข้าสู่สนามรบ อคิน” เธอตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่กังวาน “กวีไม่ได้มีหน้าที่รบพุ่ง แต่ทำหน้าที่จารึกความพ่ายแพ้และชัยชนะของหัวใจ... หากวันนี้คุณต้องการให้ฉันเป็นส่วนหนึ่งในรอยจารึกนั้น คุณต้องรู้ก่อนว่าหมึกที่ใช้... อาจไม่ใช่หมึกทั่วไป แต่มันคือหยดเลือดจากความทรงจำที่ไม่มีวันลบเลือนได้”
อคินขยับกายเข้าไปใกล้ กลิ่นกระดาษเก่าและกลิ่นอายจางๆ ของดอกมะลิที่ติดตัวรินรดาทำให้นัยน์ตาของเขาอ่อนแสงลง เขาเอื้อมมือไปกุมมือของเธอไว้เบาๆ สัมผัสนั้นเย็นเยียบแต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่นที่เขาส่งผ่านไปให้
“ผมยอมแลกทุกอย่างครับ แม้กระทั่งความทรงจำที่ผมพยายามลบเลือนตระกูลของตัวเองมาตลอดชีวิต หากนั่นหมายถึงการที่เราจะได้เขียนบทกวีบทสุดท้ายร่วมกัน... ไม่ใช่ในฐานะกวีที่ถูกสาบสูญ แต่ในฐานะคนสองคนที่เลือกจะลิขิตโชคชะตาด้วยตนเอง”
รินรดาเงยหน้าขึ้น สายตาของเธอสั่นไหวชั่วครู่ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น เธอไม่ดึงมือออก ตรงกันข้าม เธอกลับบีบมือของเขาตอบ “ถ้าเช่นนั้น เรามาทำพันธสัญญาต่อหน้าอักษรเหล่านี้... ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณจะไม่ยอมให้ความผิดบาปในอดีตพรากคุณไปจากปัจจุบัน และฉัน... จะไม่ยอมให้หอจดหมายเหตุแห่งนี้กลายเป็นเพียงสุสานของความลับ หากคุณสัญญากับฉันเช่นนี้ ฉันก็จะขอเป็นเงาที่คอยปกป้องทุกหยดหมึกของคุณ จนกว่าหยาดน้ำค้างหยดสุดท้ายจะระเหยหายไป”
คำมั่นสัญญานั้นหนักแน่นราวกับคำสาบานที่สลักลงบนศิลา อคินรู้สึกได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่ไหลเวียนผ่านปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ ปมความผิดบาปที่เคยกัดกินวิญญาณมานานแรมปีดูเหมือนจะคลายตัวออก ทว่าในจังหวะที่หัวใจของเขากำลังพองโตด้วยความหวัง เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าก็ดังแทรกเข้ามาในความเงียบ
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของบรรณารักษ์คนไหน และไม่ใช่เสียงของคนแปลกหน้าที่หลงทาง เสียงนั้นเนิบนาบแต่เปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ทำให้บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนไปทันที ราวกับอากาศถูกสูบออกจนหมดสิ้น
อคินปล่อยมือจากรินรดาโดยสัญชาตญาณ รินรดารีบดึงผ้าคลุมสีหม่นขึ้นปิดบังม้วนกระดาษที่ยังไม่ได้ถูกบันทึก ทั้งคู่หันไปมองยังประตูไม้หนาทึบที่ถูกล็อคไว้อย่างแน่นหนาจากด้านนอก แต่บัดนี้ บานประตูค่อยๆ แง้มเปิดออกช้าๆ พร้อมกับเงาร่างชายชราในชุดสีดำสนิทที่ก้าวเข้ามา ท่ามกลางแสงเทียนที่ดับวูบลงพร้อมกันทุกเล่ม
“พวกเจ้าช่างกล้านัก ที่มาทำพันธสัญญากันในดินแดนที่ข้าเป็นผู้ถือปากกา” เสียงแหบพร่าดังก้องในความมืดสนิท “อคิน... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าความผิดบาปของตระกูลเจ้า จะจบลงได้ง่ายๆ เพียงแค่การสาบานกับเด็กสาวคนนี้?”
เงาของชายชราก้าวเข้ามาใกล้จนแสงจันทร์ภายนอกสะท้อนให้เห็นใบหน้าที่ซีกหนึ่งถูกปกคลุมด้วยรอยแผลเป็นรูปตัวอักษรโบราณที่อคินจำได้ดี... มันคืออักษรเดียวกับที่สลักอยู่บนหน้าแรกของบันทึกที่เขาพยายามเผาทิ้งในอดีต
อคินตัวชาไปทั้งร่าง เขาขยับบังรินรดาไว้ข้างหลังขณะที่ชายชราคนนั้นหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ มันคือจดหมายเหตุฉบับที่หายสาบสูญไปนานกว่าศตวรรษ ซึ่งในนั้นมีรายชื่อของผู้ที่ต้องถูกลบชื่อออกจากประวัติศาสตร์กวี... และหนึ่งในนั้น คือชื่อของ 'อคิน' ที่กำลังค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้ากระดาษต่อหน้าต่อตาเขา
การเดินทางผ่านหยาดน้ำค้างและรอยจารึกกำลังจะเปลี่ยนทิศทางไปตลอดกาลนะครับ
บทกวีใต้ร่มเงา
รอยจารึกในหยาดน้ำค้าง: บันทึกกวีผู้สาบสูญ•ตอนที่ 19
พันธสัญญาแห่งอักษร
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในหยาดน้ำค้าง: บันทึกกวีผู้สาบสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!