หมึกสีนิลที่ยังไม่แห้งสนิทบนหน้ากระดาษเปรียบเสมือนรอยเลือดที่รอการตัดสินใจ อคินจ้องมองมันราวกับมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่กำลังหายใจรวยรินอยู่ตรงหน้า ปลายปากกาหมึกซึมในมือของเขาสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะข่มมันให้นิ่งสนิทที่สุด
"ถ้าคุณเขียนลงไป... ประวัติศาสตร์อาจจะถูกลบเลือน แต่ถ้าคุณไม่เขียน พวกเขาจะไม่ได้กลับไปเห็นแสงตะวันอีกเลย"
รินรดาเอ่ยขึ้น เสียงของเธอราบเรียบ หากทว่าแฝงไว้ด้วยความสั่นไหวที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็น เธอทิ้งตัวลงนั่งบนกองเอกสารโบราณที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นหอจดหมายเหตุ สายตาของเธอจับจ้องไปที่อคิน ไม่ใช่ในฐานะชายที่เธอหลงรัก แต่ในฐานะ 'กวี' ผู้ถือครองปากกาที่จะกำหนดชะตาชีวิตคนนับร้อย
อคินไม่ตอบ เขาลุกขึ้นยืนเดินไปที่หน้าต่างบานสูงที่เปิดแง้มไว้ กลิ่นอายของความชื้นและฝุ่นละอองจากม้วนคัมภีร์เก่าแก่คลุ้งอยู่ในอากาศ เขารู้ดีว่าหากเขาสลักความจริงลงไปในบทกวีบทนี้—ความจริงที่ว่าตระกูลผู้มีอิทธิพลเบื้องหลังหอสมุดนี้คือกลุ่มผู้บงการสังหารหมู่กวีในอดีต—หลักฐานที่ถูกซ่อนไว้ในรอยจารึกจะปรากฏชัด แต่ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกจับตัวไปเพื่อข่มขู่เขาจะกลายเป็นเถ้าถ่านทันทีที่หมึกแห้ง
"คุณคิดว่ากวีควรรับใช้ความจริง หรือรับใช้ชีวิตครับ รินรดา?" อคินถามพลางหมุนปากกาในมือ
รินรดาลุกขึ้นยืนเดินเข้ามาใกล้ เธอวางมือบนไหล่ของเขา สัมผัสนั้นไม่ได้นุ่มนวลอย่างที่เขาเคยได้รับ แต่มันเต็มไปด้วยน้ำหนักของความคาดหวัง "ถ้ากวีไร้ซึ่งความจริง กวีก็เป็นเพียงผู้โกหกที่ร้อยเรียงถ้อยคำให้ไพเราะ แต่ถ้ากวีไร้ซึ่งชีวิต กวีคนนั้นก็ไม่มีโอกาสได้ถ่ายทอดความจริงใดๆ ออกมาได้อีกเลย"
เขาหันกลับมามองเธอ ดวงตาของเธอฉายแววโศกเศร้าแต่มั่นคง อคินรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่คำถามทางปรัชญา แต่มันคือการแลกเปลี่ยนด้วยเลือด หากเขาเลือกความจริง เขาจะสูญเสียความรักและมิตรสหายไป แต่หากเขาเลือกความเท็จ เขาจะกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดที่ใช้ศิลปะเพื่อฉาบหน้าความชั่วร้ายไปตลอดกาล
"การโกหกที่สวยงาม เพื่อช่วยชีวิตคน มันคือบทกวีที่สมบูรณ์แบบที่สุดไหมครับ?" อคินพึมพำกับตัวเอง มือของเขาขยับกระดาษไปมา
"ไม่เลยอคิน" รินรดาโน้มตัวลงกระซิบใกล้หูเขา "มันคือคำสาปแช่งที่ปลอมปนอยู่ในความหอมหวานต่างหาก"
บรรยากาศในหอจดหมายเหตุบีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ เสียงนาฬิกาลูกตุ้มทองเหลืองบนผนังดังสะท้อนก้องทุกจังหวะราวกับเสียงฝีเท้าของยมทูตที่กำลังย่างกรายเข้ามา อคินจรดปลายปากกาลงบนกระดาษอีกครั้ง ครั้งนี้เขาไม่ได้ลังเล แต่มือของเขากลับนิ่งดั่งหินผา
เขาเริ่มเขียน... ไม่ใช่บทกวีสดุดีจอมปลอมอย่างที่ผู้มีอำนาจต้องการ แต่เป็นบทกวีที่ซ่อนรหัสลับ (Cipher) เอาไว้ในทุกวรรคตอน หากใครที่ไม่ได้อ่านด้วยหัวใจหรือไม่ได้ผ่านการฝึกฝนจากตระกูลกวีของเขามา จะไม่มีวันเข้าใจว่านี่คือการเปิดโปงความชั่วร้ายในรูปแบบของคำกลอนที่งดงามที่สุด
อคินตวัดปากกาเป็นเส้นสายที่คมชัดและรุนแรง ภาษาที่เขาใช้ลึกซึ้งเกินกว่าจะตีความได้เพียงชั้นเดียว เขาผสมผสานความเจ็บปวด ความโกรธแค้น และความหวังลงไปในหยดหมึกนั้น
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากโถงทางเดินด้านนอก ตามด้วยเสียงกระแทกประตูหอจดหมายเหตุจนดังสนั่น ประตูไม้โอ๊กบานเก่าสั่นสะเทือน รินรดาหน้าถอดสี เธอรีบดึงมืออคินให้ถอยออกมา
"พวกมันมาเร็วกว่าที่คิด" รินรดากล่าวเสียงสั่น
อคินวางปากกาลงบนกระดาษแผ่นสุดท้าย เขามองเห็นรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าของตนเอง นี่ไม่ใช่ความกลัว แต่มันคือความโล่งใจที่ได้เลือกทางเดินที่จิตวิญญาณของเขาต้องการจริงๆ ประตูใหญ่พังครืนลงมาพร้อมกับชายฉกรรจ์ในชุดดำที่กรูเข้ามา แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องชะงัก ไม่ใช่ความขัดขืนของอคิน หากแต่เป็นสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน
ชายหัวหน้ากลุ่มเดินตรงเข้ามา หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่าน สายตาของมันกวาดไปมาด้วยความพึงพอใจ เพราะในสายตาของคนเขลา มันคือบทกวีสรรเสริญเยินยอความยิ่งใหญ่ของนายมันอย่างไม่ตกหล่น
"ดี... ทำได้ดีมาก กวีผู้รอดชีวิต" มันแสยะยิ้มพลางโยนเงินถุงหนึ่งลงบนโต๊ะ "นายเลือกทางที่ถูกแล้ว"
อคินก้มหน้าลงซ่อนประกายตาที่วาวโรจน์ เขาเดินเลี่ยงออกมาโดยไม่หันกลับไปมองเงินเหล่านั้น รินรดารีบตามเขาออกไปท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมานอกอาคาร ทั้งคู่เดินเคียงข้างกันโดยไร้คำพูด จนกระทั่งพวกเขาหยุดอยู่ที่สะพานหินเก่าแก่ประจำเมือง
"คุณทำอะไรลงไปกันแน่ อคิน?" รินรดาถามด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย
อคินหยิบเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ ที่เขาฉีกออกมาจากบทกวีต้นฉบับก่อนที่พวกมันจะเห็นออกมาให้เธอเห็น บนกระดาษแผ่นนั้นมีรอยจารึกที่ลบเลือนด้วยน้ำหมึกที่เขาสลับไว้ในหน้าหลัก
"ผมไม่ได้โกหกครับรินรดา แต่ผมได้เขียน 'คำสาป' ลงไปในบทกวีที่พวกมันถือครองอยู่" อคินเงยหน้ามองฟ้าที่มืดมิด "นับจากวินาทีนี้ ใครก็ตามที่อ่านบทกวีนั้นออกเสียงต่อหน้าสาธารณชน... ความลับที่พวกมันพยายามฝังกลบจะหลุดออกมาจากปากของคนผู้นั้นเอง โดยที่พวกมันไม่มีวันหยุดยั้งได้"
ในตอนนั้นเอง เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากหลังเสาสะพาน แสงไฟสลัวจากตะเกียงข้างทางเผยให้เห็นใบหน้าที่อคินจำได้ดีที่สุด... พ่อของเขา ผู้ที่ควรจะสาบสูญไปนานแล้ว พร้อมกับดวงตาที่บอดสนิททว่าเต็มไปด้วยความอาฆาต
"ลูกเขียนความจริงที่ฆ่าเราทุกคนแล้ว อคิน"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหยาดน้ำค้างและรอยจารึกนี้ไปด้วยกันนะครับ
บทกวีใต้ร่มเงา
รอยจารึกในหยาดน้ำค้าง: บันทึกกวีผู้สาบสูญ•ตอนที่ 18
ทางเลือกของผู้เขียน
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในหยาดน้ำค้าง: บันทึกกวีผู้สาบสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!