“ถ้าการกู้คืนอดีตต้องแลกด้วยการบิดเบือนวิญญาณของกวี... ฉันยอมให้มันสาบสูญไปตลอดกาลเสียยังดีกว่า”
เสียงของอคินไม่ได้ดัง แต่ทุกคำที่กรีดผ่านอากาศในห้องจดหมายเหตุใต้ดินกลับสั่นสะเทือนไปถึงผนังหินที่เรียงรายด้วยม้วนคัมภีร์เก่าแก่ เขาโยนพู่กันด้ามโปรดลงบนโต๊ะไม้โอ๊คจนเกิดเสียงดังสนั่น หมึกสีดำสนิทกระเซ็นเป็นหยดราวกับหยาดเลือดบนกระดาษสาที่รินรดากำลังวางแผนการ ‘ดึง’ ความทรงจำออกมา
รินรดาไม่แม้แต่จะเงยหน้า มือเรียวบางของเธอยังสั่นน้อยๆ ขณะจดจ่ออยู่กับการถอดรหัสอักษรจารึกโบราณที่ส่องแสงเรืองรองในความมืด “ความรักของคุณมันหรูหราเกินไป อคิน คุณมีทางเลือกที่จะปล่อยวาง แต่คนทั้งตระกูลที่ถูกลบชื่อออกจากประวัติศาสตร์ล่ะ? พวกเขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะได้รับความยุติธรรมจากสิ่งที่พวกเขาไม่ได้ก่อเหรอ?”
“ยุติธรรม?” อคินแค่นหัวเราะ รอยยิ้มของเขาขมขื่นจนกลายเป็นความเจ็บปวด “การกระชากความทรงจำจากเศษเสี้ยวที่แตกสลาย มันไม่ใช่การค้นหาความจริง แต่มันคือการทำศัลยกรรมบนศพที่ไม่มีวันฟื้น ริน... เธอเคยเห็นไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ถูกดึงความทรงจำออกมา? พวกเขาไม่ได้กลับมามีชีวิต พวกเขาแค่กลายเป็น ‘เปลือก’ ที่รอวันแตกสลาย”
รินรดาวางปากกาขนนกในมือลง เธอหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา แววตาของเธอแข็งกร้าวแต่แฝงไปด้วยความร้าวราน “ใช่ ฉันเห็น แต่ฉันก็เห็นด้วยว่าถ้าเราไม่ทำ อดีตของตระกูลคุณก็จะกลายเป็นแค่ ‘นิทานหลอกเด็ก’ ที่ไม่มีอยู่จริง คุณแบกปมความผิดบาปไว้จนมองไม่เห็นความจริงที่สำคัญกว่า นั่นคือการที่ความจริงถูกบิดเบือนไปแล้วตั้งแต่วันที่คุณเผาบทกวีพวกนั้น!”
คำพูดนั้นเหมือนคมมีดที่กรีดลงบนบาดแผลเก่า อคินชะงักไป ความเย็นเยียบแล่นเข้าจับขั้วหัวใจ เขาไม่ได้เผาบทกวีเพื่อทำลายมัน แต่เขาเผาเพื่อ ‘ปกป้อง’ ความทรงจำเหล่านั้นจากการถูกแสวงหาประโยชน์โดยพวกอำนาจมืด แต่เขากลับพูดมันออกไปไม่ได้ เพราะความลับนั้นหนักอึ้งเกินกว่าจะฝากไว้กับใคร
“เธอไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมฉันถึงต้องทำแบบนั้น” อคินก้าวเข้าไปใกล้ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ ความตึงเครียดทำให้อากาศรอบกายดูเบาบางลง “ริน... การมีชีวิตอยู่กับรอยจารึกที่เจ็บปวด ดีกว่าการต้องตายด้วยความทรงจำที่ถูกแต่งเติมใหม่”
“งั้นเราก็คงอยู่บนเส้นขนานที่ไม่วันบรรจบ” รินรดาเบือนหน้าหนี แต่หยดน้ำตาที่ร่วงหล่นลงมาบนกระดาษสาทำให้อักษรโบราณเริ่มเปลี่ยนสี แสงสีครามสว่างวาบขึ้นกลางห้องจดหมายเหตุ มันไม่ใช่แสงปกติ แต่มันคือปฏิกิริยาของ ‘รอยแยก’ ที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งของทั้งคู่
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ได้ยินเพียงเสียงชีพจรที่เต้นระรัวในโสตประสาท อคินมองดูแสงสีครามที่เริ่มลุกลามจากกระดาษขึ้นมาถึงปลายนิ้วของรินรดา เธอไม่ได้หวาดกลัว แต่เธอกำลังก้าวเข้าสู่พื้นที่ต้องห้ามโดยไม่สนว่าผลกระทบจะเป็นอย่างไร
“หยุดริน!” อคินถลาเข้าไปหวังจะคว้าข้อมือเธอไว้ แต่เขากลับพบเพียงความว่างเปล่า เหมือนเธอกำลังจมลงสู่ห้วงมิติที่ซ้อนทับกันอยู่เบื้องหลังชั้นหนังสือเก่าแก่
ร่างของรินรดาเริ่มพร่าเลือนไปกับแสงสีครามนั้น ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงกระซิบของเหล่ากวีที่สาบสูญ เธอหันกลับมามองเขาเป็นครั้งสุดท้าย แววตาที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้เหลือเพียงความเศร้าโศกอย่างที่สุด “ถ้าการที่คุณรักฉัน คือการที่คุณกลัวความจริงที่ฉันกำลังค้นหา... งั้นเราก็คงไม่มีวันเข้าใจกันเลย”
ทันใดนั้นเอง ผนังหอจดหมายเหตุก็สั่นสะเทือนราวกับถูกกระแทกด้วยพลังมหาศาล หนังสือเล่มเก่าแก่บนชั้นพากันร่วงหล่นลงมา อคินเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากรอยแยกมิติตรงจุดที่รินรดาเคยยืนอยู่ ร่างนั้นสวมชุดกวีโบราณที่เปื้อนคราบเลือด และที่น่าตกใจที่สุดคือใบหน้าของชายผู้นั้น... มันเหมือนกับอคินราวกับส่องกระจก แต่ในมือของเขากลับถือม้วนคัมภีร์ที่อคินเคยเผาทิ้งไปกับมือเมื่อสิบปีก่อน!
"เจ้าไม่ได้เป็นคนเดียวที่เก็บงำความลับไว้หรอก อคิน" ร่างนั้นเอ่ยเสียงแหบพร่าพลางส่งยิ้มที่สั่นคลอนหัวใจของเขาให้แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ "เพราะรอยจารึกในหยาดน้ำค้างนั้น... ไม่เคยสาบสูญ แต่มันกำลังรอให้คนที่ไม่กลัวความตายมาเปิดมันอ่านอีกครั้ง"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความสั่นไหวของรอยจารึกนี้ไปด้วยกันครับ - บทกวีใต้ร่มเงา
รอยจารึกในหยาดน้ำค้าง: บันทึกกวีผู้สาบสูญ•ตอนที่ 9
รอยแยกของความเชื่อ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในหยาดน้ำค้าง: บันทึกกวีผู้สาบสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!