"อย่าขยับ... ถ้าไม่อยากให้รอยจารึกบนฝาผนังพวกนี้กลายเป็นหลุมศพของพวกเราทั้งคู่"
น้ำเสียงของรินรดาสั่นพร่า ทว่าหนักแน่นพอจะทำให้ผมหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน ปลายกระบอกไฟฉายที่ถืออยู่ในมือสั่นไหวไปตามจังหวะชีพจรที่เต้นระรัวอยู่ในอก เบื้องหน้าของเราไม่ใช่ผนังหินธรรมดา แต่มันคือสุสานกวีบรรพกาลที่ถูกลบเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์นานนับพันปี อักษรโบราณที่สลักลึกเรียงรายคล้ายมวลหมู่หยาดน้ำค้างที่เกาะพราวบนใบไม้ในเช้าที่ไร้แสงตะวัน แต่มันกลับแผ่ไอเย็นเยียบจนลมหายใจกลายเป็นไอขาว
ผมหันไปมองรินรดาที่ยืนอยู่เคียงข้าง แววตาของเธอในตอนนี้ไม่ใช่หญิงสาวผู้พิทักษ์ที่ผมคุ้นเคย แต่มันคือแววตาของนักโบราณคดีที่กำลังเผชิญหน้ากับความจริงที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิต เธอค่อยๆ ปลายนิ้วแตะลงบนรอยสลักรูป 'นกฟีนิกซ์ไร้ปีก' ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ปิดตายของสุสานแห่งนี้
"อคิน... คุณเชื่อไหมว่าบทกวีไม่ใช่แค่คำพูดที่ร้อยเรียงกัน" เธอถามโดยไม่หันมามอง ผมขยับตัวอย่างระมัดระวัง พยายามรักษาระยะห่างจากช่องแคบที่เบื้องหน้าดูเหมือนจะมีกลไกซ่อนอยู่ "มันคือคำสาปที่ถูกกักขังไว้ในกาลเวลา และเรากำลังจะเปิดประตูบานที่ไม่มีใครควรย่างกรายเข้าไป"
"ถ้าเราไม่เปิด รอยจารึกที่ตระกูลของผมทำลายไปก็จะไม่มีวันถูกชำระล้าง" ผมตอบกลับ น้ำเสียงที่พยายามรักษาความราบเรียบไว้เริ่มสั่นคลอน ผมก้าวเข้าไปยืนข้างเธอ กลิ่นอายของกระดาษเก่าและฝุ่นผงโบราณอบอวลไปทั่ว ห้วงความคิดของผมหวนกลับไปถึงความผิดบาปที่ผมเคยก่อไว้—การทำลายบันทึกกวีประจำตระกูลที่ควรจะเก็บรักษาไว้ให้ดีที่สุด
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกดนิ้วลงบนจุดสำคัญของรอยสลัก เสียงกลไกหินกระทบกันดังก้องกัมปนาทไปทั่วหุบเขาพันปีราวกับเสียงครวญครางของวิญญาณกวีที่หลับใหล แรงสั่นสะเทือนทำเอาฝุ่นผงบนเพดานถ้ำร่วงกราวลงมาเหมือนม่านหมอกที่ร่วงหล่น ช่องว่างกลางผนังหินค่อยๆ แยกตัวออก เผยให้เห็นโพรงมืดมิดที่ดูดกลืนแสงไฟของผมเข้าไปจนหมดสิ้น
"เข้าไปข้างในกันครับ" ผมบอก พร้อมกับคว้ามือเธอไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของรินรดาเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมมั่นใจว่าผมยังอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่ในมิติของบทกวีที่บิดเบี้ยว
เมื่อเราก้าวข้ามธรณีประตูไป พื้นที่เบื้องหน้าเปิดกว้างออกเป็นโถงขนาดมหาศาล ตรงกลางโถงมีแท่นหินวางตั้งอยู่ และบนนั้นไม่ได้มีสมบัติทองคำหรือของมีค่าใดๆ หากแต่เป็นหนังสือที่ทำจากแผ่นหินบางเฉียบสลักด้วยลายมือที่ผมจำได้ขึ้นใจ... ลายมือของบรรพบุรุษผม
"นี่มันไม่ใช่สุสานกวี" รินรดาพึมพำขณะเดินเข้าไปใกล้ "แต่มันคือ... สารพินัยกรรมที่ไม่มีใครเคยได้อ่าน"
ผมก้าวตามไป หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองศึก ทันทีที่นิ้วของผมสัมผัสกับแผ่นหิน ภาพความทรงจำนับพันปีก็ถาโถมเข้ามาในหัวสมอง ราวกับกระแสน้ำป่าที่ไหลบ่าเข้าท่วมใจกลางจิตวิญญาณ ผมเห็นบรรพบุรุษของผม ไม่ใช่คนเข้มแข็งอย่างที่ตำนานกล่าวขาน แต่เป็นกวีที่โศกเศร้าและเปราะบางเสียจนยอมแลกทุกอย่างเพื่อซ่อนความจริงที่ว่า... บทกวีที่ทุกคนบูชา คือบทกวีที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ศัตรู
"อคิน! ระวัง!"
เสียงตะโกนของรินรดามาพร้อมกับแรงผลักที่ทำให้ผมล้มลงไปกองกับพื้น แสงไฟฉายกระพริบถี่ก่อนจะดับวูบลง เหลือเพียงความมืดมิดที่ปกคลุมไปทั่วโถงหิน ทว่าในความมืดนั้น กลับมีแสงสีครามเรืองรองขึ้นจากรอยจารึกทั่วห้อง มันไม่ได้ส่องสว่างนำทาง แต่กลับส่องให้เห็นเงาร่างคนนับสิบที่ยืนล้อมรอบเราอยู่
ผมควานหาที่ยึดเหนี่ยวและพบเข้ากับมือของใครบางคน แต่นั่นไม่ใช่มือของรินรดา เพราะผิวสัมผัสนั้นเย็นเฉียบเหมือนรูปสลักหิน และเมื่อเงาร่างเหล่านั้นขยับตัวเข้ามาใกล้ เสียงกระซิบที่คุ้นหูแต่ไม่มีชีวิตก็ดังขึ้นข้างหูผม
"ทายาทผู้ทรยศ... กลับมาเพื่อชดใช้หรือกลับมาเพื่อทำลายอีกครั้ง?"
แสงสีครามดับวูบลงอีกครั้งพร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ความเงียบงันกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้อยู่ลำพังกับรินรดาเสียแล้ว ความมืดที่เบื้องหน้าเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างของบุคคลที่ผมคิดว่าตายจากโลกนี้ไปนานแล้ว... พ่อของผมเอง
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ความลับใต้หุบเขาพันปีไปกับผมนะครับ - บทกวีใต้ร่มเงา
รอยจารึกในหยาดน้ำค้าง: บันทึกกวีผู้สาบสูญ•ตอนที่ 13
ความลับใต้หุบเขาพันปี
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในหยาดน้ำค้าง: บันทึกกวีผู้สาบสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!