รอยจารึกในหยาดน้ำค้าง: บันทึกกวีผู้สาบสูญ•ตอนที่ 31

เส้นขนานที่มาบรรจบ

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
"หลักฐานชิ้นนี้ไม่ได้โกหกคุณหรอกนะ อคิน... แต่หัวใจของคุณต่างหากที่กำลังพยายามหลอกตัวเอง" รินรดาวางม้วนกระดาษหนังที่กรอบแห้งลงบนโต๊ะไม้โอ๊คเก่าแก่ แรงกระแทกของมันเบาหวิว ทว่ากลับดังกึกก้องในความรู้สึกของอคินราวกับเสียงฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน เขามองรอยหมึกจางๆ ที่ประทับตราประจำตระกูล 'วรโชติเมธี' ตราสัญลักษณ์รูปดาบไขว้กับขนนกที่ถูกหักครึ่ง—ตราสัญลักษณ์ของผู้มีอำนาจสูงสุดในยุคเผด็จการวัฒนธรรม ผู้ที่ออกคำสั่งเนรเทศเหล่ากวีและเผาทำลายหอจดหมายเหตุจนมอดไหม้ อคินนิ่งไป มือของเขาที่เคยจับปากกาขนนกด้วยความมั่นใจ บัดนี้กลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาไม่ได้หันไปมองรินรดา เพราะเขารู้ดีว่าแววตาของหญิงสาวที่เขาเทิดทูนและไว้วางใจที่สุด บัดนี้กำลังจับจ้องมาที่เขาด้วยความรู้สึกผสมปนเป ทั้งความเห็นใจ ความหวาดกลัว และความชิงชังที่ถูกกักเก็บไว้ "ตราประทับนี้..." อคินเค้นเสียงออกมา ลำคอของเขาแห้งผากราวกับถูกกรอกด้วยทราย "มันอาจจะเป็นของปลอม ริน... ใครสักคนอาจจะสร้างเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อทำลายความเชื่อมั่นที่ฉันมีต่อบรรพบุรุษ" "ความเชื่อมั่นหรือครับ?" รินรดาแค่นยิ้ม เสียงของเธอเย็นเยียบแต่ทว่าแฝงความร้าวราน "คุณอ่านบทกวีที่หลงเหลือมานับพันชิ้น คุณเห็นหยาดเลือดของกวีที่ตายไปเพราะคำสั่งของคนในตระกูลคุณ อคิน... คุณอ่านมันด้วยสัมผัสพิเศษที่คุณภูมิใจนักหนา แล้วทำไมคราวนี้ คุณถึงเลือกที่จะปิดตาตัวเองล่ะ" ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนกะทันหันจนเก้าอี้ไม้ล้มลงกับพื้น เสียงโครมครามนั้นดูเหมือนจะดึงเอาความเงียบงันของห้องสมุดใต้ดินให้ขยายตัวออกไปจนน่าอึดอัด เขาเดินวนไปรอบห้อง แสงเทียนที่เต้นเร่าอยู่บนเชิงเชิงกะไหล่ทองส่องให้เห็นเงาทอดยาวของเขาบนผนังที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือ เขาคือผู้พิทักษ์บทกวี เป็นคนที่เขียนถ้อยคำเพื่อเยียวยาบาดแผลของโลกใบนี้ แต่ตัวตนของเขากลับกลายเป็นผลผลิตจากมือสังหารศิลปะเหล่านั้นเสียเอง ความย้อนแย้งนี้มันกัดกินใจเขาจนแทบจะแตกสลาย "ถ้าฉันคือเลือดเนื้อเชื้อไขของคนคนนั้น" อคินหยุดเดิน หันกลับมาจ้องตารินรดา สายตาของเขาเปลี่ยนจากความสับสนกลายเป็นความนิ่งงันที่น่ากลัว "แล้วทำไมฉันถึงยังต้องมานั่งรวบรวมเศษเสี้ยวของสิ่งที่บรรพบุรุษฉันสั่งห้าม ทำไมฉันถึงต้องเจ็บปวดกับทุกตัวอักษรที่ถูกทำลายไปเหมือนกับคุณล่ะ" "เพราะนั่นคือคำสาปไงครับ" รินรดาก้าวเข้ามาใกล้ เธอหยุดห่างจากเขาเพียงก้าวเดียว กลิ่นหอมจางๆ ของกระดาษเก่าและดอกลาเวนเดอร์จากตัวเธอไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสงบลงเลย "การที่คุณมีความสามารถในการรับรู้ความทรงจำผ่านอักษร มันไม่ใช่พรจากสวรรค์ แต่มันคือกรรมที่ส่งต่อมาจากสายเลือดกวีที่คุณเคยเข่นฆ่า คุณเกิดมาเพื่อชดใช้ และคุณหนีมันไม่พ้น" อคินเม้มปากแน่น เขาไม่ได้ปฏิเสธคำพูดนั้น เพราะความรู้สึกที่เขามักจะได้รับเวลาสัมผัสบทกวีที่ถูกทำลาย มันไม่ใช่แค่ความเศร้า แต่มันคือความรู้สึกผิดที่รุนแรงราวกับมีดกรีดลงบนวิญญาณ มันคือความรู้สึกของ 'ผู้กระทำ' ไม่ใช่ 'ผู้เฝ้ามอง' "แล้วคุณจะให้ฉันทำอย่างไร" อคินถาม เสียงอ่อนลงจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ "จะให้ฉันหยุดเขียน จะให้ฉันเผาตัวเองทิ้งไปพร้อมกับบทกวีที่เหลืออยู่ เพื่อล้างมลทินให้ตระกูลวรโชติเมธีอย่างนั้นหรือ" รินรดานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือออกไปสัมผัสที่ปกเสื้อของเขา นิ้วมือที่เรียวสวยของเธอสั่นเล็กน้อยเมื่อแตะลงบนผิวผ้าที่เย็นเฉียบ "ฉันไม่ได้อยากให้คุณตาย อคิน... ฉันแค่ต้องการให้คุณเลิกซ่อนตัวภายใต้ร่มเงาของคำว่าทายาทผู้นำ แล้วยอมรับความจริงว่า ตราบใดที่คุณยังคงหายใจ คุณก็คือคนเดียวที่จะสามารถหยุดยั้งวงจรความหายนะนี้ได้" ขณะที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าบูทคู่หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากบันไดวนด้านบน มันเป็นเสียงที่คุ้นเคยสำหรับหอจดหมายเหตุแห่งนี้... เสียงของคนที่พวกเขาพยายามหลบหน้ามาตลอดสามปี ประตูบานหนาค่อยๆ ถูกผลักเข้ามาด้วยแรงมหาศาล อคินและรินรดาต่างผินหน้าไปมองผู้มาเยือนคนใหม่ ร่างสูงใหญ่ในชุดโค้ทสีดำสนิทก้าวเข้ามาหยุดนิ่งที่ทางเข้า แสงไฟจากเทียนในห้องวูบไหวราวกับจะดับลงเสียให้ได้ ชายชราผู้นั้นยิ้ม มุมปากของเขาเผยให้เห็นรอยแผลเป็นที่น่าสะพรึงกลัว ในมือเขากำลังถือจดหมายประทับตราครั่งสีแดงสด ซึ่งอคินจำได้ดีว่าเป็นตราประทับเดียวกับที่เขาเห็นในม้วนกระดาษหนังเมื่อครู่ "หลานชาย..." ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังราวกับเสียงระฆังที่ดังก้องจากหุบเขา "เจ้าไม่ได้กลับมาเพื่อชดใช้ความผิดหรอก... เจ้ากลับมาเพื่อรับตำแหน่งที่ข้าทิ้งไว้ให้ต่างหาก" อคินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง เขาหันกลับไปมองรินรดาที่ตอนนี้มีสีหน้าซีดเผือดราวกับศพ แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้นจริงๆ ไม่ใช่คำพูดของชายชรา รินรดาค่อยๆ เลื่อนมือเข้าไปในกระโปรงซ่อนมีดสั้นเล่มหนึ่งไว้ แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายที่เธอเล็ง... เธอหันปลายมีดแหลมคมนั้นมาทางเขา พร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาและรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว "ขอโทษด้วยนะอคิน" เธอพึมพำ "แต่ภารกิจของฉัน... คือการกำจัดทายาทคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม" ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของชายชราผู้มาเยือน คมมีดของรินรดาเริ่มขยับเข้าใกล้ลำคอของเขามากขึ้นไปทุกที หวังว่าทุกท่านจะได้รับอรรถรสจากความขัดแย้งที่ก่อตัวขึ้นในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ บทกวีใต้ร่มเงา
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในหยาดน้ำค้าง: บันทึกกวีผู้สาบสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%