รอยจารึกในหยาดน้ำค้าง: บันทึกกวีผู้สาบสูญ•ตอนที่ 11

บาดแผลที่เริ่มปริร้าว

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
รสชาติของโลหิตจางๆ ที่เอ่อล้นขึ้นมาสัมผัสปลายลิ้น ไม่ได้มาจากบาดแผลบนเนื้อหนังมังสา หากแต่พรั่งพรูมาจากรอยปริร้าวลึกในวิญญาณ อคินทรุดกายลงคุกเข่าบนพื้นหินเย็นเยียบของห้องใต้ดิน หอจดหมายเหตุโบราณ ภาพตรงหน้าของเขากลับตาลปัตรและพร่ามัว ราวกับโลกทั้งใบกำลังถูกบดขยี้ด้วยแรงกดอากาศมหาศาล ปลอกแขนสีหม่นที่มีตราสัญลักษณ์รูปขนนกถูกหนามกุหลาบพันธนาการไว้—สัญลักษณ์ที่เขาจำได้แม่นยำแม้ในยามหลับตา—มันกำลังสั่นไหวตามจังหวะก้าวเดินของผู้มาใหม่ เงาที่ทาบทับร่างของรินรดานั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่น แต่กลับหนתนัดราวกับท่อนซุงที่กดทับทรวงอกของเธอไว้จนไร้เรี่ยวแรงจะเปล่งเสียง "คุณอคิน..." เสียงของรินรดาลอดผ่านริมฝีปากที่ซีดเซียว สั่นเทาและขาดห้วง เธอยื่นมือที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันพยายามจะเอื้อมมาคว้าชายเสื้อของเขา แต่ปลายนิ้วกลับหยุดชะงักกลางอากาศราวกับถูกแรงโน้มถ่วงบางอย่างผลักไส อคินไม่อาจขยับตัวได้ ดั่งกวีผู้สูญสิ้นซึ่งคำประพันธ์ในวินาทีที่กระดาษแผ่นสุดท้ายถูกไฟเผาผลาญ ความเจ็บปวดไม่ได้เริ่มจากภายนอก แต่มันแทรกซึมผ่านดวงตา ผ่านอักษรโบราณที่เขาเผลออ่านออกเสียงในใจเมื่อครู่—บทกวีต้องสาปที่ถูกผนึกไว้ด้วยเลือดเนื้อของตระกูลตนเอง อักษรแต่ละตัวในสมุดบันทึกหน้าสุดท้ายนั้นไม่ใช่หมึกธรรมดา หากแต่มันคือ "คำสาปแช่ง" ที่มีชีวิต มันเลื้อยคลานผ่านประสาทสัมผัส กัดกินความทรงจำสีขาวสะอาดในจิตใจของเขา ทีละน้อย... ทีละน้อย จนกระทั่งทุ่งหญ้าสีเขียวขจีในความทรงจำวัยเยาว์แปรเปลี่ยนเป็นเถ้าถ่านสีดำสนิท "ไม่... หยุดนะ" อคินพึมพำกับตัวเอง ลมหายใจของเขาติดขัด หน้าอกกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง เขายกมือขึ้นกุมขมับ สมองของเขากำลังกรีดร้องด้วยความทรมาน ภาพเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน—วันที่คฤหาสน์ของตระกูลเพลิงลุกท่วมและเสียงกรีดร้องของบิดาดังก้องในโสตประสาท—ถูกกระชากกลับมาฉายซ้ำด้วยความคมชัดระดับ HD ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ร่างสูงโปร่งของผู้มาใหม่ก้าวช้าๆ เข้ามาใกล้ แสงตะเกียงวับแวมสาดส่องให้เห็นใบหน้าครึ่งซีกที่ซ่อนอยู่ใต้ฮู้ดสีเข้ม ดวงตาคู่นั้นคมกริบ เย็นชา และเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนา ราวกับกำลังมองดูแมลงตัวหนึ่งที่กำลังดิ้นรนอยู่บนหยดน้ำค้างอันหนาบดบัง "น่าสมเพชเสียจริง..." น้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกเอื้อนเอ่ยขึ้น "กผู้ถือครองสัมผัสพิเศษ... กลับต้องมาคุกเข่าให้กับเศษกระดาษที่ตัวเองเป็นคนเขียนขึ้นมาในอดีตชาติ ช่างเป็นเรื่องตลกขบขันที่สวรรค์ประทานมาเสียจริง ท่านว่าไหมล่ะ... อคิน" ชื่อนั้น... ชื่อที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ซากปรักหักพังของกาลเวลา ถูกเอמהตอกย้ำด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด อคินเงยหน้าขึ้นช้าๆ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้า เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเต้นตุบๆ ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับมีหยดเลือดเอ่อคลอ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะ "พลัง" บางอย่างที่กำลังปะทะกันภายใน "แก... เป็นใคร" อคินเค้นเสียงลอดไรฟัน ความเจ็บปวดทางจิตวิญญาณทำให้เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเทา "สัญลักษณ์นั่น... ทำไมมันถึงมาอยู่บนแขนของแก" ผู้มาใหม่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่บาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของคนฟัง ร่างนั้นย่อตัวลงเล็กน้อย ใช้ปลายนิ้วเรียวยาวแตะที่คางของรินรดที่นอนหมดเรี่ยวแรงอยู่บนพื้น หญิงสาวพยายามเบือนหน้าหนีด้วยความหวาดกลัว แต่แรงกดดันรอบตัวทำให้เธอทำได้เพียงส่งเสียงครางแผ่วเบาในลำคอ "อย่าแตะต้องเธอ!" อคินคำรามลั่น พยายามจะพยุงร่างอันไร้เรี่ยวแรงของตนให้ลุกขึ้นยืน ทว่าทันทีที่ขาทั้งสองข้างรับน้ำหนัก คลื่นความเจ็บปวดระลอกใหม่ก็พุ่งพล่านขึ้นมาจากฝ่าเท้า แผ่ซ่านไปทั่วกระดูกสันหลัง ราวกับมีเข็มนับพันเล่มกำลังทิ่มแทงเข้าที่เส้นประสาททุกเส้น เขาทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง ลมหายใจหอบกระชั้น รสชาติคาวเลือดในปากชัดเจนยิ่งขึ้นจนไหลรินลงมาเปรอะเปื้อนคาง "ใจเย็นๆ สิครับ คุณกผู้ผู้ยิ่งใหญ่" ชายปริศนาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่าแฝงความเหยียดหยามอย่างชัดเจน เขายืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง ปลดฮู้ดที่คลุมศีรษะออก เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาแต่ไร้ซึ่งความรู้สึก ดวงตาคู่นั้นมีประกายสีอำพันประหลาดสะท้อนกับแสงไฟ อคินเบิกตากว้างยิ่งกว่าเดิม ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปชั่วขณะ สมองที่กำลังสับสนอลหม่านหยุดทำงานไปชั่วขณะ ภาพใบหน้านั้น... ใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นจางๆ บริเวณหางคิ้ว เป็นใบหน้าที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นอีกตลอดชีวิตนี้ "นะ... นาย..." อคินอ้าปากพะงาบๆ ราวกับปลาที่ขาดน้ำ ความทรงจำที่เคยคิดว่าตายด้านไปแล้วกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาพร้อมกับความเจ็บปวดที่ทวีคูณเป็นร้อยเท่า รินรดารวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย เงยหน้าขึ้นมองชายแปลกหน้าสลับกับอคิน ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเห็นสีหน้าของอคินในยามนี้—สีหน้าของคนที่กำลังเผชิญหน้ากับปีศาจตนเดียวกับที่หลอกหลอนเขาในฝันร้ายมาตลอดชีวิต บรรยากาศในห้องใต้ดินอับชื้นเงียบสงัดลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจของอคินและเสียงหยดน้ำที่รั่วซึมจากเพดานกระทบพื้นหิน *ติ๋ง... ติ๋ง...* ราวกับนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลังสู่จุดจบ ชายปริศนาย่อตัวลงมาอีกครั้ง กระซิบข้างใบหูของรินรดาด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้อคินได้ยินทุกถ้อยคำ ชัดเจน ราวกับเสียงก้องจากขุมนรก "บอกเขาสิครับ... ว่าสมุดบันทึกเล่มนั้น ที่แท้จริงแล้ว... ใครกันแน่ที่เป็นคนลงมือฆ่าเจ้าของบทกวีตัวจริง?" ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปกับตัวละครในบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในหยาดน้ำค้าง: บันทึกกวีผู้สาบสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%