"นายว่ายังไงนะ... โกดังหลักที่ท่าเรือ... โดนวางระเบิดงั้นเหรอ?!"
เสียงตะคอกด้วยความเกรี้ยวกราดดังลั่นห้องรับประทานอาหารสุดหรูสไตล์ยุโรป รินทร์กระชากโทรศัพท์มือถือออกจากหู ใบหน้าคมคายขึ้นสีจัดด้วยความโกรธจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ดวงตาสีสนิมกวาดมองลูกน้องมือขวาที่ยืนตัวสั่นเป็นลูกนกอยู่ริมประตู ก่อนที่สายตาดุดั่งพญาอินทรีย์จะตวัดกลับมาหยุดที่ร่างโปร่งของใครบางคนที่ยังนั่งไขว่ห้าง เคี้ยวสเต็กเนื้อมีเดียมแรร์อย่างไร้ความสะทกสะท้าน
คิรากรกลืนเนื้อชิ้นนั้นลงคออย่างเชื่องช้า ก่อนจะใช้กระดาษทิชชูซับมุมปากเบาๆ ราวกับว่าเสียงระเบิดล้านแปดที่ท่าเรือเมื่อครู่เป็นเพียงเสียงประทัดเด็กเล่นในงานวัด
"จะตะโกนทำไมคะคุณมาเฟีย หูฉันไม่ได้หนวกนะ... อีกอย่าง อาหารมื้อนี้ราคาแพงหูฉี่ ช่วยมีมารยาทเคี้ยวให้ละเอียดก่อนจะพ่นคำหยาบคายออกมาได้ไหมคะ มันเสียบรรยากาศหมด" คิรากรลอยหน้าลอยตาพูด ยั่วโมโหอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มมุมปากที่แสนจะหมั่นไส้
"คินน์!" รินทร์กัดฟันกรอดจนกรามขึ้นสันนูน เขาอยากจะพุ่งเข้าไปบีบคอคนตรงหน้าให้ตายคามือเหลือเกิน "นายยังจะมีอารมณ์มานั่งกินสเต็กหน้าตาเฉยอยู่อีกเหรอ?! โกดังฉันโดนระเบิด! สินค้ามูลค่าหลายร้อยล้านกำลังจะวอดวาย!"
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะคะ?" คิรากรเลิกคิ้วเรียวสูง ท่าทางกวนประสาทนั้นช่างน่าหยิกให้เนื้อเขียวเสียจริงๆ "ฉันเป็นแค่... เอ่อ ตัวประกันจำเป็น หรือจะเรียกว่าเชลยศึกของคุณดีล่ะคะ? ในเมื่อฉันไม่ได้เป็นคนจุดชนวน แล้วฉันจะต้องไปเดือดเนื้อร้อนใจกับธุรกิจสีเทาของคุณทำไมกัน"
"อย่ามาทำเป็นไขسาแดงนะคินน์!" รินทร์ตบโต๊ะอาหารเสียงดังสนั่น จานกระเบื้องราคาแพงสะเทือนจนมีดส้อมสั่นระริก ร่างสูงใหญ่ผุดลุกขึ้นเต็มความสูง ก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดตัวคนตัวเล็กที่ยังคงนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้บุหนังนุ่ม "ไอ้มาร์คมันเพิ่งประกาศสงครามกับฉันเมื่อวาน วันนี้โกดังระเบิด... และนาย! นายคือคนเดียวที่เพิ่งติดต่อกับมันก่อนเกิดเหตุ!"
คิรากรเงยหน้าขึ้นสบตากับร่างสูงที่โน้มตัวลงมาจนระยะห่างแทบไม่เหลือ แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่นต่อรัศมีคุกคามที่แผ่ออกมาจากตัวของมาเฟียหนุ่ม แต่ริมฝีปากบางก็ยังคงหยักยิ้มท้าทาย
"จับผิดฉันเหรอคะ?" คินน์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตฉายแววเย้ยหยัน "ถ้าฉันเก่งขนาดสั่งระเบิดโกดังคุณได้ ป่านนี้ฉันคงไม่ยอมมานั่งทนหายใจทิ้งอยู่ในคฤหาสน์น่าเบื่อนี้หรอกค่ะคุณรินทร์... ฉันคงบินไปนอนอาบแดดที่แคริบเบียนนานแล้ว"
"ปากดีนักนะ..." รินทร์ก้มลงกระซิบชิดริมฝีปากอิ่ม กลิ่นน้ำหอมผู้ชายราคาแพงปะปนกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัส "คิดเหอะว่าฉันจะปล่อยนายไปง่ายๆ ถ้าฉันรู้ว่านายมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้... ฉันจะขังนายไว้บนเตียง ไม่ให้ออกไปเจอเดือนเจอตะวันเลยคอยดู!"
คำขู่ที่เจือไปด้วยความหึงหวงและโทสะทำเอาคิรากรชะงักไปชั่ววินาที ใบหน้าหวานเห่อร้อนขึ้นมาอย่างกะทันหัน ไม่ใช่เพราะความกลัว... แต่เป็นเพราะสายตาคู่คมที่กำลังจ้องมองมา ราวกับจะกลืนกินเขาทั้งตัวต่างหากที่ทำให้หัวใจเจ้ากรรมเต้นไม่เป็นจังหวะ
"ทะลึ่ง..." คิรากรผลักอกกว้างออกห่าง พยายามซ่อนพิรุธด้วยการคว้าแก้วไวน์แดงขึ้นมาจิบแก้เก้อ "พูดจาอะไรไม่อายฟ้าดิน ระหว่างที่คุณกำลังหلวผวาเรื่องโกดังพัง ฉันว่าห่วงภาพลักษณ์บริษัทตัวเองเถอะค่ะ หุ้นร่วงกวาดล้างกระดานแน่ๆ งานนี้"
รินทร์จ้องมองท่าทางกระเง้ากระงอดนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก เสือร้ายที่เคยดุร้ายและพร้อมขย้ำเหยื่อ กลับกลายเป็นหมาโบ้หงุดหงิดที่ทำอะไรคนตรงหน้าไม่ได้ดั่งใจ เขารู้ดีว่าคิรากรไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเรื่องระเบิด แต่มันอดไม่ได้ที่จะโมโหที่อีกฝ่ายไม่เคยแสดงท่าทีหวาดกลัวเขาเลยสักนิด แถมยังทำตัวน่ารักน่าฟัดจนเขาอยากจะรวบตัวมากอดให้หายหมั่นไส้
"หึ เป็นห่วงฉันเหรอ?" รินทร์เปลี่ยนท่าทีเป็นยิ้มเจ้าเล่ห์ โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้กว่าเดิมจนปลายจมูกเกือบชนกัน "ปากบอกว่าเกลียดฉันนักหนา แต่เวลากลัวทีไร หน้าแดงทุกทีเลยนะตัวเล็ก"
"ใครหน้าแดงคะ! ร้อนต่างหาก! ห้องนี่ปรับแอร์กี่องศาเนี่ย หายใจไม่ออก!" คิรากรโวยวายกลบเกลื่อน พวงแก้มใสแดงปลั่งจนเห็นได้ชัด เขาเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาเจ้าเล่ห์คู่นั้น แต่ทว่า...
ติ๊ง!
เสียงข้อความเข้าจากโทรศัพท์มือถือของรินทร์ดังขึ้นขัดจังหวะ บรรยากาศมาคุบนโต๊ะอาหารกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง รินทร์ผละตัวออกไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ใบหน้าที่เคยโกรธเกรี้ยวแปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งสนิท ทว่าแววตากลับลุกโชนไปด้วยไฟโทสะที่น่ากลัวกว่าเดิม
คิรากรลอบมองปฏิกิริยานั้นอย่างนึกสงสัย "มีอะไรอีกคะ? หรือว่าโกดังระเบิดรอบสอง?"
รินทร์ไม่ได้ตอบคำถาม เขากดล็อกหน้าจอโทรศัพท์เก็บใส่กระเป๋าเสื้อสูท ก่อนจะหันมามองหน้าคิรากรด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่ไปไม่ถึงดวงตา น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาทีละคำอย่างชัดเจน
"ไม่ใช่เรื่องโกดัง..." รินทร์เว้นจังหวะ ปรายตามองไปที่ประตูห้องรับประทานอาหารที่กำลังเปิดออกช้าๆ "แต่เป็นแขกไม่ได้รับเชิญ... ที่เพิ่งเดินเข้ามาถึงห้องนั่งเล่นของเราต่างหาก"
คิรากรขมวดคิ้วมุ่น หันขวับไปมองตามทิศทางที่รินทร์มองทันที
ร่างสูงโปรغاتของใครบางคนก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าไร้เสียง ใบหน้าคมคายนั้นประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่คุ้นตาเป็นอย่างดี พร้อมกับช่อกุหลาบสีดำช่อใหญ่ในมือ
"สวัสดีครับคุณรินทร์... ดูท่าทางมื้อนี้จะอาหารรสจัดจ่านดีนะ พอดีผมแวะมาเยี่ยม 'คนของผม' ผิดเวลาไปหน่อยรึเปล่า?"
มาร์คกวาดสายตามองมาที่คิรากร ก่อนจะส่งยิ้มหวานหยดที่ทำให้เลือดในกายของรินทร์เดือดพล่านขึ้นมาทันที
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาลิ้มรสความแซ่บในตอนนี้นะคะ!
ดีลรักฉบับร้าย...นายตัวดีของมาเฟีย•ตอนที่ 4
สงครามบนโต๊ะอาหาร
ผลงานโดย แบล็กเวลเวต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กเวลเวต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลรักฉบับร้าย...นายตัวดีของมาเฟีย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!