"คุณกำลังจะบอกผมว่า... คนที่ตายไปแล้วสิบปี เป็นคนส่งพัสดุชิ้นนี้มาให้คุณงั้นหรือ อลิน?"
รณภพวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเสียงดังจนน่าตกใจ ความเงียบงันในห้องทำงานของเขาดูจะหนักอึ้งขึ้นทันตาเห็น ชายหนุ่มโน้มตัวไปข้างหน้า ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอลินที่กำลังสั่นไหว เธอไม่ได้ตอบในทันที มือของเธอที่สวมถุงมือผ้าสีดำกำลังกุมกล่องไม้เก่าคร่ำคร่าใบหนึ่งไว้แน่น ราวกับว่าหากปล่อยมือเพียงเสี้ยววินาที สิ่งที่อยู่ในกล่องจะเลือนหายไปเหมือนหมอกควัน
อลินกลืนน้ำลายลงคอ ความเย็นเฉียบจากตัวกล่องแล่นปราดผ่านถุงมือเข้าสู่ปลายนิ้ว เธอไม่ได้เป็นบ้า และเธอก็ไม่ได้ประสาทหลอน
"ชื่อผู้ส่งไม่ใช่ชื่อเขาค่ะรณภพ" อลินเอ่ยเสียงแหบพร่า "แต่ลายมือ... ลายมือบนหน้ากล่อง คือลายมือของพ่อ"
รณภพชะงักไปครู่หนึ่ง เขาลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะทำงานมาหยุดยืนตรงหน้าเธอ ความกดดันแผ่ออกมาจากตัวเขาราวกับกำแพงที่มองไม่เห็น อลินขยับตัวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ แต่ทนายหนุ่มกลับยื่นมือออกไปแตะที่ฝากล่องไม้แผ่วเบา
"คุณมั่นใจแค่ไหน?" เขาถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบอย่างน่าประหลาด
"มั่นใจเท่ากับที่ฉันมั่นใจว่าตัวเองยังมีลมหายใจอยู่" อลินตอบพลางเปิดฝากล่องออก ด้านในไม่มีจดหมาย ไม่มีความลับที่ถูกเขียนเป็นอักษร มีเพียงเครื่องบันทึกเสียงรุ่นวินเทจที่ดูเหมือนจะผ่านกาลเวลามาอย่างทรมาน ตัวเครื่องมีรอยถลอกและคราบสนิมจางๆ แต่มันยังดูสะอาดสะอ้านเกินกว่าจะเป็นของที่ถูกทิ้งร้าง
รณภพขมวดคิ้ว "เครื่องอัดเสียงอนาล็อก? ในยุคที่ทุกคนเก็บความลับไว้ในคลาวด์เนี่ยนะ?"
อลินไม่ตอบ เธอสั่นนิ้วกดปุ่มเล่น (Play) ทันที
เสียงซ่าของคลื่นสัญญาณรบกวนดังขึ้นยาวเหยียดในห้องที่เงียบสงัด มันเป็นเสียงที่ทำให้คนฟังรู้สึกปวดกระบอกตา อลินหลับตาลงแน่น พยายามตั้งสติกับสิ่งที่กำลังจะได้ยิน ก่อนที่เสียงซ่าจะค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอ... แล้วตามมาด้วยเสียงเคาะโต๊ะเป็นจังหวะที่คุ้นเคย
*'หนึ่ง... สอง... สาม... ได้ยินไหมอลิน ถ้าเธอได้ยินเสียงนี้ แสดงว่าเธอยังไม่ลืมวิธีฟัง... ฟังให้ดีนะ ลูกรัก อย่าเชื่อความเงียบที่รายล้อมรอบตัวเธอ มันไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือกับดักที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อขังความจริงไว้ภายใต้กรงเล็บของเงา'*
อลินเบิกตากว้างจนแทบถลน ลมหายใจของเธอสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป
"เสียงพ่อ..." เธอพึมพำ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงเผาะลงบนหลังมือ "เป็นไปไม่ได้ พ่อตายไปตั้งแต่วันที่ไฟไหม้ห้องสมุดนั่นแล้ว!"
รณภพก้าวยาวเข้าไปคว้าเครื่องบันทึกเสียงมาจากมือเธออย่างรวดเร็ว เขากดปุ่มย้อนกลับแล้วกดเล่นอีกครั้ง คิ้วหนาของเขาขมวดเป็นปมแน่น ความเยือกเย็นที่เคยมีมาตลอดค่อยๆ แตกสลายกลายเป็นความกังวลที่ปิดไม่มิด
*'อลิน... คนที่เดินข้างเธอในวันนี้ ไม่ใช่คนที่เธอรู้จักในวันวาน รอยจำที่เธอมี คือเศษเสี้ยวที่ถูกคัดกรองมาอย่างดี เพื่อให้เธอหลงลืมว่าใครคือตัวจริง... และใครคือฆาตกรที่สวมรอยอยู่ในบ้านของเธอ'*
เสียงในเครื่องบันทึกหยุดลงเพียงเท่านั้น ตามมาด้วยเสียงแหลมสูงที่บาดแก้วหูจนอลินต้องยกมือขึ้นปิดหู รณภพกดหยุดเครื่องทันที เขามองหน้าเธอด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป ความสงสัยที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความตระหนกที่แฝงไปด้วยเลศนัยบางอย่าง
"รณภพ... คุณรู้อะไรใช่ไหม?" อลินเค้นเสียงถาม มือที่ปิดหูเปลี่ยนมาจับแขนเสื้อของทนายหนุ่มไว้แน่น "เสียงนั่น... เขาหมายความว่ายังไงที่บอกว่า 'คนที่เดินข้างเธอในวันนี้'?"
รณภพไม่ตอบ เขากลับเดินไปที่ประตูห้องทำงานแล้วล็อคกลอนสองชั้นอย่างแน่นหนา ก่อนจะหันมามองอลินด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา เขาค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง แล้วหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา มันคือเหรียญตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลที่หายไปตั้งแต่วันที่เกิดโศกนาฏกรรมกับครอบครัวของเธอ
"ผมไม่ได้อยากปิดบังคุณอลิน" เขากล่าวพลางวางเหรียญลงบนโต๊ะ "แต่สิ่งที่พ่อคุณกำลังพยายามบอก คือคำเตือนที่แม้แต่ผมเองก็ไม่กล้าเชื่อจนกระทั่งวันนี้"
เขาก้าวเข้ามาใกล้เธอจนลมหายใจอุ่นๆ ปะทะเข้าที่ใบหน้า "คุณคิดว่าคนที่พาคุณหนีออกจากกองเพลิงในคืนนั้น คือใครกันแน่? ในเมื่อในบันทึกนี้... พ่อคุณระบุชื่อคนที่อยู่ในบ้านคืนนั้นไว้แค่สองคน"
อลินใจหายวาบ เธอรู้ดีว่าคนสองคนนั้นคือใคร พ่อและแม่ของเธอ แต่เธอยืนยันมาตลอดว่าเธอเห็นรณภพอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย
"คนสองคนคือพ่อกับแม่... แล้วคุณ... คุณล่ะรณภพ?" อลินก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังชนกับกำแพง
รณภพยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของเธอร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม "ผมไม่เคยอยู่ในบ้านหลังนั้นในคืนนั้นอลิน... คนที่ช่วยคุณออกมา ไม่ใช่ผม ไม่ใช่ตำรวจ และไม่ใช่ญาติคนไหนทั้งสิ้น"
เขาขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเธอ เสียงของเขาสั่นพร่าด้วยความหวาดกลัวที่ปิดบังไว้ "และคนที่กำลังเคาะประตูห้องทำงานผมอยู่นอกห้องตอนนี้... เขาไม่ใช่คนเดียวกับคนที่คุณกำลังตามหาหรอกนะ"
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูที่หน้าห้องทำงานดังขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่มันจังหวะเดียวกับเสียงเคาะที่เพิ่งเล่นจบไปในเครื่องบันทึกเสียงเมื่อครู่ไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งคู่หันไปมองที่ประตูห้องที่สั่นไหวเบาๆ พร้อมกับที่ลูกบิดประตูค่อยๆ หมุนอย่างช้าๆ ทั้งที่รณภพเพิ่งจะล็อคกลอนไว้แน่นหนาด้วยมือของเขาเอง
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่ 39 นี้นะครับ หวังว่าเรื่องราวจะเข้มข้นจนท่านต้องรีบพลิกไปอ่านตอนถัดไปในทันทีครับ
ฟีนิกซ์สีทอง
เงามายาในรอยจำ•ตอนที่ 39
เสียงจากความตาย
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงามายาในรอยจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!