"ถ้าคุณสถาปนิกจะกรุณาถอยห่างจากพื้นที่ส่วนตัวของน้องมินตราสักสามก้าว ฉันคิดว่าบรรยากาศแถวนี้คงหายใจได้คล่องขึ้นเยอะเลยนะคะ"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่วางก้ามของ 'ปรเมศร์' ดังแทรกขึ้นกลางคัน ทำเอาบรรยากาศรอบตัวที่กำลังคุกรุ่นไปด้วยความตึงเครียดระหว่างธันวาและมินตราพลནหยุดชะงักลงทันที มินตราสะดุ้งสุดตัว รีบผละถอยหลังออกมาจากรัศมีวงแขนของสถาปนิกหนุ่มที่กำลังโน้มตัวลงมาคาดคั้นเธอเมื่อครู่ ใบหน้าร้อนผ่าวราวกับมีคนเอาเตารีดมาแนบแก้ม สมองตื้อตันจนคิดคำแก้ตัวไม่ออก
ธันวาไม่ได้ถอยตามคำสั่ง เขายังคงยืนนิ่ง ค่อยๆ ยืดตัวขึ้นเต็มความสูงอย่างใจเย็น ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาหันไปมองหน้าผู้มาใหม่ด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก รังสีความเย็นชาและไม่เป็นมิตรแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนคนรอบข้างสัมผัสได้ ชายหนุ่มปรายตามองชุดสูทเนี๊ยบกริบและรอยยิ้มมุมปากที่อีกฝ่ายจงใจส่งมาให้ด้วยความหมั่นไส้ระดับสิบ
"พื้นที่ตรงนี้ไม่ได้ติดป้ายห้ามเข้า และถ้าฉันจำไม่ผิด โปรเจกต์รีโนเวทนี้อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทฉันค่ะ คุณปรเมศร์มีธุระอะไรถึงได้มาเดินป้วนเปี้ยนแถวไซต์งานคนอื่นในเวลาดึกดื่นแบบนี้" ธันวาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่ทุกคำพูดเชือดเฉือนจนคนฟังต้องเลิกคิ้ว
ปรเมศร์หัวเราะในลำคอเบาๆ ก้าวเท้าเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งสองคนอย่างถือวิสาสะ มือหนายื่นไปหยิบเอกสารแปลนแปลกปลอมที่มินตรากำลังถืออยู่ขึ้นมาดูหน้าตาเฉย "ดึกดื่นอะไรกันคะคุณธันวา นี่เพิ่งจะสามทุ่มเอง ในฐานะที่ฉันเป็นรุ่นพี่คนสนิทของคุณมินตรา และกำลังจะร่วมลงทุนในโปรเจกต์คาเฟ่โบราณถัดไป ฉันก็แค่มารับน้องมินตราไปทานมื้อค่ำเพื่อคุยงาน... อ้อ หรือว่าคุณสถาปนิกเจ้าระเบียบกลัวว่าลูกน้องจะทำงานเกินเวลาจนไม่มีแรงกลับบ้าน ถึงได้ทำหน้ายักษ์ใส่เด็กเขาแบบนี้ล่ะคะ"
มินตรากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง เธอรีบดึงเอกสารกลับมาถือไว้เอง ก่อนจะขยับตัวไปยืนกึ่งกลางระหว่างผู้ชายสองคนที่กำลังปล่อยกระแสไฟฟ้าใส่กันเปรี๊ยะๆ สายตาของธันวาตอนนี้คมกริบยิ่งกว่าใบมีดโกน ส่วนปรเมศร์ก็ยังคงส่งยิ้มกวนประสาทที่ขยันหาเรื่องมาให้เธอปวดหัวได้ตลอดเวลา
"เอ่อ... คือว่าพี่ปรเมศร์คะ พอดีวันนี้มินตราเคลียร์งานเสร็จแล้ว และก็... กำลังจะกลับบ้านค่ะ ไม่ได้จะไปทานข้าวที่ไหนหรอก" มินตราเอ่ยตัดบทด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ พยายามโบกมือปัดๆ เพื่อลดทอนความมาคุ
"อ้าว ไหนตะกี้บอกว่าจะไปหาอะไรรองท้องแถวนี้ไม่ใช่เหรอคะ หืม... หรือว่าอยากทานอาหารฝีมือใครบางคนแถวนี้มากกว่า" ปรเมศร์หันมาเลิกคิ้วล้อเลียนใส่เธอ พร้อมกับชำเลืองหางตาไปทางธันวาที่ตอนนี้ขมวดมولจนแทบจะเป็นปม
ธันวาแค่น "หึ" ออกมาคำหนึ่ง ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดตัวมินตราอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ชนิดที่เจ้าตัวไม่ทันตั้งตัว มือหนายื่นไปคว้าข้อมือเล็กของเธอไว้หลวมๆ แต่เด็ดขาด แรงดึงเบาๆ ทำให้มินตราต้องเซถลาเข้าไปใกล้เขาโดยอัตโนมัติ
"ขอโทษด้วยนะคะคุณปรเมศร์ พอดีว่ามินตรามี 'งานด่วน' ที่ต้องเคลียร์กับสถาปนิกประจำโปรเจกต์ต่อเป็นการส่วนตัว และคิดว่ามันเป็นเรื่องภายใน... คงไม่สะดวกให้ใครมารับไปไหนหรอกค่ะ" ธันวาเน้นเสียงคำว่างานด่วนและสถาปนิกประจำโปรเจกต์เสียจนชัดถ้อยชัดคำ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคู่แข่งทางธุรกิจอย่างไม่หลบ
มินตราอ้าปากค้าง ร้องอุทานเบาๆ "ฮะ? งานด่วนอะไรคะคุณธันวา ฉันเคลียร์แบบแปลนกับคุณเสร็จตั้งนานแล้วนะ!"
ธันวาหันขวับมามองเธอ สายตาดุๆ คู่นั้นส่งสัญญาณเตือนว่า *'ถ้าไม่อยากให้เรื่องมันใหญ่โต อยู่เงียบๆ ไปซะ'* ทำเอามินตราต้องหุบปากฉับอย่างรวดเร็ว แม้ในใจจะอยากหยิกแขนเขาให้เนื้อเขียวสักทีข้อหาเผด็จการไม่เข้าเรื่อง
ปรเมศร์หรี่ตามองการกระทำของธันวา รอยยิ้มบนใบหน้าเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยแววตาไม่พอใจ "อ๋อเหรอคะ งานด่วนประเภทไหนกันนะที่ต้องทำกันสองต่อสองในไซต์งานมืดๆ แบบนี้ ระวังนะคะคุณธันวา งานด่วนของคุณอาจจะทำให้น้องมินตราเข... อึดอัดจนอยากจะเปลี่ยนบริษัทรับเหมาขึ้นมาจริงๆ"
"เรื่องนั้นทางเราบริหารจัดการเองได้ค่ะ ไม่รบกวนคุณปรเมศร์มาเป็นห่วงหรอกค่ะเชิญกลับไปดูแลโปรเจกต์ของคุณเองเถอะนะคะ ก่อนที่มันจะพังไม่เป็นท่า" ธันวาตอกกลับเสียงเรียบแต่เฉียบขาด บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนหนาวเยือก
ปรเมศร์ขบกรามแน่น สบตากับธันวาอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะยอมถอยหลังไปหนึ่งก้าว เขาหันมาส่งยิ้มอบอุ่นให้มินตราตามฟอร์ม "งั้นวันนี้พี่ไม่กวนแล้วนะคะน้องมินตรา ไว้พรุ่งนี้พี่มารับไปทานกาแฟที่ร้านโปรดนะจ๊ะ มีอะไรก็โทรหาพี่ได้ตลอด... จำไว้นะคะ ว่ายังมีคนรอซัพพอร์ตเราอยู่เสมอ"
พูดจบ ปรเมศร์ก็หมุนตัวเดินขึ้นรถเก๋งคันหรูที่จอดสตาร์ทเครื่องรออยู่ริมถนนใหญ่ แสงไฟท้ายรถสีแดงวับแวมลับตาไปในความมืด เหลือไว้เพียงความเงียบงันและแรงกดดันมหาศาลที่ลอยเคว้งอยู่ในอากาศ
มินตราถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ไหล่ลู่ลงอย่างหมดแรง เธอบิดข้อมือออกจากจากการกอบกุมของธันวาเบาๆ แล้วบ่นอุบอับ "คุณนี่นะ! ไปหาเรื่องเขาทำไมเนี่ย พี่ปรเมศร์เขาก็แค่หวังดีชวนไปหาอะไรกิน..."
ธันวาหันขวับกลับมามองเธอทันที แววตาที่ฉายความหึงหวงเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความดุดิ่งและจริงจังจนเธอต้องกลืนน้ำลาย
"หวังดีเหรอคะ? มินตราดูไม่ออกจริงๆ หรือแกล้งซื่อกันแน่ ว่าผู้ชายคนนั้นมันคิดอะไรอยู่" ธันวาเสียงเข้ม ก้าวเข้ามาประชิดตัวจนเธอต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับเสาปูนเปลือยของไซต์งาน
"แล้ว... แล้วมันเรื่องอะไรที่คุณต้องมาทำท่าทางเป็นเจ้าเข้าเจ้าของฉันขนาดนี้ด้วยล่ะคะ! เราเป็นแค่..." มินตราเสียงแข็งขึ้นบ้าง ใบหน้าร้อนผ่าวเพราะระยะห่างที่ใกล้เกินไปจนหัวใจเต้นโครมคราม
"เป็นอะไรล่ะคะ? ลองพูดต่อให้จบสิคะ มินตรา..." ธันวาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รินรดอยู่ข้างแก้ม น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มทุ้มและพร่าปร่าลงอย่างกะทันหัน จนคนฟังถึงกับสมองรวนไปหมด "อยากให้ฉันย้ำเตือนอีกรอบไหมคะว่าเราเป็นอะไรกัน..."
นิ้วเรียวของสถาปนิกหนุ่มยกขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มของเธอออกอย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอาคนใจแข็งอย่างมินตราแทบละลายคาที่ ดวงตากลมโตสบเข้ากับดวงตาคู่คมที่ฉายแวววอนขอและหวงแหนอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรก
ในจังหวะที่หัวใจของมินตรากำลังเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะและเตรียมจะเอ่ยปากเถียงกลบเกลื่อนความเขิน จู่ๆ หน้าจอโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกาวน์ของเธอก็สั่นครืดคราดขึ้นมาทำลายบรรยากาศ หน้าจอแสดงชื่อผู้ติดต่อที่เพิ่งขับรถออกไปเมื่อครู่นี้... *'พี่ปรเมศร์'* พร้อมข้อความแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมาหราบนหน้าจอ
*'[พี่ปรเมศร์]: มินตราคะ พรุ่งนี้สิบโมง พี่จองโต๊ะร้านเดิมไว้นะ ห้ามปฏิเสธล่ะ'*
ธันวาเหลือบสายตาลงไปมองหน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างวาบขึ้นมาพอดีเป๊ะ ดวงตาคมกริบหรี่ลงทันที รังสีความหึงหวงพุ่งทะยานกลับมาอีกรอบในระดับร้อยเปอร์เซ็นต์ บรรยากาศรอบตัวกลับมาคุกรุ่นและอันตรายยิ่งกว่าเดิมในเสี้ยววินาที
ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันมาตลอดนะคะ รี้ดเดอร์ที่น่ารักของสมุดบันทึกสีน้ำตาล ❤️
สถาปนิกหน้านิ่งปะทะยัยติวเตอร์สายรีโนเวทใจ•ตอนที่ 25
ประชันหน้า
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งปะทะยัยติวเตอร์สายรีโนเวทใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!