หน้าจอโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องสถาปนิกหนุ่ม ธันวาจ้องมองข้อความในแชตที่ค้างเติ่งอยู่บนหน้าจอราวกับมันเป็นวัตถุอันตรายที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะเมื่อตระหนักได้ว่า *'บ้านหลังริมคลองเก่าแก่หลังนั้น'* ที่มินตราเพิ่งพิมพ์บอกว่ากำลังยืนอยู่ คือสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันเปราะบางที่สุดในชีวิตของเขา
สถานที่ที่เขาพยายามหลบหนีมาตลอดหลายปี
นิ้วเรียวที่มักจะจับดินสอเขียนแบบด้วยความมั่นคงกลับสั่นเทาเล็กน้อย ธันวากดโทรศัพท์โทรออกทันที เสียงรอสายดังอยู่นานราวกับมันยืดเยื้อออกไปเป็นชั่วกัลปสาน ไม่มีเสียงตอบรับจากปลายสาย มีเพียงความเงียบที่บาดลึกเข้าไปในความรู้สึก
"ให้ตายสิ ยัยตัวแสบเอ๊ย..." เขาพึมพำกับความว่างเปล่า ก่อนจะคว้ากุญแจรถบนโต๊ะแล้วก้าวฉับๆ ออกจากห้องทำงานด้วยความร้อนรนที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังแปลกใจ
ในขณะเดียวกัน ที่บ้านไม้เก่าริมคลองอันเงียบสงบ มินตรายืนกอดอกมองโครงสร้างไม้สักทองที่เริ่มผุพังตามกาลเวลา บรรยากาศรอบตัวช่างเงียบเชียบจนได้ยินเสียงน้ำกระแทกตườngปูนเบาๆ ความตั้งใจแรกคือเธอแค่อยากมาสำรวจพื้นที่เพื่อหาแรงบันดาลใจในการรีโนเวทตามโปรเจกต์ใหม่ แต่พอมายืนอยู่ตรงนี้จริงๆ ความเงียบงันกลับแผ่ขยายเข้ามาในอกอย่างประหลาด
มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบสุข แต่มันเป็นความเงียบที่แสนเหงา—เหงาจนน่าใจหาย
"ปกติยัยนี่ต้องส่งข้อความมาบ่นโน่นบ่นนี่สิ ทำไมวันนี้เงียบจัง..." มินตราพึมพำกับตัวเองขณะเปิดหน้าจอแชตดู เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงแล้วที่เธอไม่ได้ส่งข้อความหาธันวา ปกติแล้วหน้าจอของพวกเขาจะเต็มไปด้วยการปะทะคารม ยัยติวเตอร์จอมกวนกับสถาปนิกหนุ่มจอมเฮี้ยบมักจะมีเรื่องให้เถียงกันได้ตลอดเวลาแม้กระทั่งเรื่องสีของหมอนอิง แต่พอวันนี้ต่างฝ่ายต่างเงียบหาย ความรู้สึกโหว่เว้าแปลกๆ ก็ก่อตัวขึ้นในใจอย่างห้ามไม่อยู่
มินตราเม้มปากแน่น เธอชินเสียแล้วกับการที่มีข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาพร้อมคำบ่นยาวเหยียดที่แฝงความใส่ใจของเขา พอไม่มีมัน... โลกใบนี้ก็ดูกว้างและเงียบเหงาเกินกว่าจะทนไหว
*กริ๊ง...*
เสียงแจ้งเตือนข้อความแชตดังขึ้นทำลายความเงียบ มินตาราสดใสขึ้นทันตาเห็น เธอรีบกดเปิดหน้าจอด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม
[ธันวา]: อยู่เฉยๆ ตรงนั้น ห้ามเดินไปไหน ห้ามสำรวจชั้นสอง พื้นมันผุ เดี๋ยวตกลงมาเข้าใจไหม?
รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว แม้ประโยคจะดุและเจ้าระเบียบตามสไตล์เขา แต่มันกลับทำให้หัวใจที่ห่อเหี่ยวเมื่อครู่พองโตขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
[มินตรา]: แหม เป็นห่วงกันเหรอคะคุณสถาปนิก นึกว่านั่งเคลียร์แบบจนลืมโลกไปแล้วซะอีก
[ธันวา]: ใครเป็นห่วงคุณ ผมแค่ไม่อยากเสียเวลามาเขียนรายงานอุบัติเหตุหน้างานเพราะความซุ่มซ่ามของคุณต่างหาก ส่งโลเคชันมา เดี๋ยวนี้!
[มินตรา]: ไม่ส่งค่ะ อยากตามหาก็หาเอาเองซิคะ แบตฯ มือถือฉันใกล้จะหมดแล้วด้วยนะ
มินตราแกล้งพิมพ์หยอกล้อเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกสั่นไหวในอก เธอเงยหน้าขึ้นมองสายน้ำที่ไหลเอื่อย ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางเดินเข้าบ้าน
เธอยังไม่ทันได้หันไปมอง ร่างสูงโปรดของธันวาในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยหอบและแววตาที่ฉายความกังวลอย่างปิดไม่มิด
"บอกให้อยู่เฉยๆ ทำไมไม่ฟัง?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความดุ แต่ลมหายใจที่หอบถี่ของเขากลับบอกเรื่องราวอีกอย่าง
มินตราอึ้งไปชั่วขณะ เธอมองใบหน้าคมคายที่มีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผม ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มองไปที่โครงสร้างบ้านผุพังเลย แต่มันกำลังจ้องมองมาที่เธอ... ด้วยความห่วงใยที่ล้นปรี่จนแทบจะทะลักออกมา
"ก็... ฉันแค่อยากมาดูพื้นที่จริงๆ นี่คะ คุณรีบมาทำไมเนี่ย กลัวฉันทำบ้านพังเหรอ?" เธอยังคงพยายามทำเสียงกลบเกลื่อนความเขินอาย
ธันวาถอนหายใจยาวเหยียด เขาขยับเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว ดวงตาสีนิลคู่นั้นมองลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ความเงียบรอบตัวถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวใจที่เต้นรัวโครมคราม
"ผมไม่ได้กลัวบ้านพัง..." ธันวาเว้นจังหวะ เสียงของเขาเบาราวกับกระซิบแต่ชัดเจนในความรู้สึก "ผมกลัวคุณหายไปต่างหาก..."
มินตรานิ่งงิ่ง คล้ายกับสมองหยุดประมวลผลชั่วขณะ เธอยังไม่ทันได้เอ่ยคำใดแก้เก้อ แสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์ในมือของเธอก็สว่างวาบขึ้นมาพร้อมกับสายเรียกเข้าจากเบอร์แปลกประหลาดที่ไม่มีชื่อบันทึกไว้ ธันวาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นหน้าจอนั้น ขณะที่มินตากดรับสายด้วยความงุนงง
"สวัสดีค่ะ..." เธอกรอกเสียงลงไป
"น้องมินตราใช่ไหมครับ? ผมโทรมาจากโรงพยาบาล... คือคุณแม่ของน้องเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มที่บ้านพัก ตอนนี้อยู่ที่ห้องฉุกเฉินครับ!"
โทรศัพท์เกือบหลุดมือร่วงลงพื้นเมื่อได้ยินประโยคถัดมา โลกทั้งใบคล้ายหมุนเคว้ง ความตกใจและตื่นตระหนกพุ่งพล่านจนพูดไม่ออก มินตรายืนแข็งทื่อ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความทำอะไรไม่ถูก
ธันวาเห็นอาการหน้าซีดเผือดของหญิงสาว เขารีบคว้าโทรศัพท์มาจากมือเธอทันที พร้อมกับเอ่ยถามปลายสายด้วยน้ำเสียงนิ่งแต่เฉียบขาด "ครับ ผมเป็นญาติ... อาการเป็นยังไงบ้างครับ? โรงพยาบาลไหนครับ?"
เขาวางสายด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด ก่อนจะหันมามองมินตราที่กำลังตัวสั่นเทาด้วยความกลัว ธันวาไม่พูดพร่ำทำเพลง เขากุมมือบางที่เย็นเฉียบของเธอไว้แน่นด้วยความมั่น
"ไปครับ ผมพาไปเอง"
รถยนต์คันหรูพุ่งทะยานออกจากบ้านไม้ริมคลองด้วยความเร็วสูง ทว่าในระหว่างที่ความเงียบและตึงเครียดโรยตัวปกคลุมภายในห้องโดยสาร มินตราที่นั่งซบหน้าสะอื้นเบาๆ อยู่ที่เบาะข้างคนขับก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อจู่ๆ ธันวาก็กดเปิดระบบล็อกประตูอัตโนมัติ พร้อมกับหักพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้าสู่ทางหลวงเส้นทางออกนอกเมืองที่มืดสนิท—ไม่ใช่เส้นทางไปโรงพยาบาลที่เขาเพิ่งถามเมื่อครู่!
"ธันวา! คุณเลี้ยวมาทางนี้ทำไมคะ? นี่มันไม่ใช่ทางไปโรงพยาบาล!" มินตราโพล่งขึ้นด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดระแวงระคนสับสน
ธันวาไม่ตอบ เขายังคงมองตรงไปข้างหน้า ใบหน้าคมคายนั้นนิ่งสนิทจนน่ากลัว แต่ริมฝีปากหยักกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างมีความหมาย ขณะที่โทรศัพท์มือถือของเธอที่วางอยู่บนคอนโซลรถเกิดสั่นขึ้นมาพร้อมข้อความแจ้งเตือนจากเบอร์เดิม... แต่ข้อความใหม่ที่ปรากฏบนหน้าจอนั้นทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดกึกทันที!
[ข้อความจากเบอร์แปลก]: "แผนสำเร็จ... รอรับเซอร์ไพรส์จากคุณสถาปนิกได้เลยครับน้องมินตรา"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางมาถึงตอนที่ 10 ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สถาปนิกหน้านิ่งปะทะยัยติวเตอร์สายรีโนเวทใจ•ตอนที่ 10
ขอลาพักร้อนหนึ่งวัน
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งปะทะยัยติวเตอร์สายรีโนเวทใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!