"บังเอิญจังเลยนะครับ... ไม่คิดว่าจะมาเจอคุณที่นี่, มินตรา"
ประโยคสั้นๆ ที่ลอยละลิ่วมาปะทะโสตประสาท ทำเอามินตราที่กำลังงละล่ำงละลั่กเลือกกระเบื้องลายโบราณถึงกับสะดุ้งสุดตัว จนแผ่นกระเบื้องดินเผาในมือแทบจะร่วงลงไปกระแทกพื้นร้าน ถ้าสถาปนิกหนุ่มมาดนิ่งอย่างธันวาไม่ยื่นมือหนาเข้ามาคว้าขอบลังไม้ไว้เสียก่อน
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ เจือกลิ่นฝุ่นปูนและกาแฟคั่วบดลอยแตะจมูก ระยะห่างระหว่างเธอกับเขายามนี้ใกล้เสียจนมินตราได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองชัดเจน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากำลังมองมาที่เธอด้วยแววตาระยิบระยับที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ภายใต้มาดขรึม แต่มันตบตาคนเจ้าเล่ห์อย่างเธอไม่ได้หรอกค่ะ
"คะ... ใครบังเอิญกันคะคุณธันวา!" มินตราแกล้งทำเป็นสะบัดเสียงใส่เพื่อกลบเกลื่อนความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหู มือบางรีบดึงมือออกจากรัศมีวงแขนของเขาแล้วถอยหลังกรูดไปสองก้าว "นี่มันย่านร้านวัสดุเก่าแก่ ใครๆ เขาก็มากันทั้งนั้นแหละค่ะ อย่ามามโนว่าเป็นพรหมลิขิตหน่อยเลย สถาปนิกเจ้าแผนการ"
ธันวาเพียงแต่ยกมุมปากขึ้นนิดหนึ่ง เป็นรอยยิ้มบางเบาที่ทำเอาหัวใจคนมองกระตุกวูบอย่างไม่น่าให้อภัย เขายืดตัวตรง จัดปกเสื้อเชิ้ตพับแขนลวกๆ ให้เข้าที่ ก่อนจะกวาดสายตามองกองกระเบื้องโบราณตรงหน้าสลับกับใบหน้ามอมแมมหงุดหงิดของติวเตอร์สาวสายรีโนเวท
"ผมไม่ได้พูดคำว่าพรหมลิขิตสักคำ... คุณร้อนตัวไปเองหรือเปล่าครับ, คุณติวเตอร์" น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้าแหย่นั่นช่างน่าหมั่นไส้เสียเหลือเกินในความรู้สึกของมินตรา
ให้ตายเถอะค่ะ! นี่มันตอนที่สิบแปดเข้าไปแล้วนะ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงยังรักษามาตรฐานความกวนประสาทไว้ได้คงเส้นคงวาไม่มีตกหล่นแถมยังทวีความแพรวพราวขึ้นทุกครั้งที่เข้าใกล้มนุษยสัมพันธ์ติดลบคนเดิมหายไปไหนหมดแล้ว เหลือแต่ตาบ้านี่ที่ขยันมาปั่นป่วนหัวใจเธอเล่นอยู่เรื่อย
แล้วทำไม... ธันวาถึงต้องมาโผล่ที่นี่ ในเวลาเดียวกับที่เธอFUJIสติหลุดลอยไปไกลถึงไหนต่อไหนด้วยล่ะคะ?
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คำถามเดิมๆ วนเวียนอยู่ในหัวสมองของธันวาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน *'เรากำลังรู้สึกอะไรกับยัยตัวแสบนี่กันแน่?'* จากเดิมที่เป็นแค่ผู้ว่าจ้างกับสถาปนิกที่ต้องมาช่วยแก้ปัญหาพื้นที่ใช้สอย กลายมาเป็นคนที่เขาเผลอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองหน้าจอทุกสิบนาทีเพื่อเช็กว่าเธอส่งข้อความมารายงานความคืบหน้าเรื่องหน้างานหรือยัง วันไหนที่เงียบหาย เขาก็หงุดหงิดอย่างไร้เหตุผล วันไหนที่เถียงกันชนะ เขากลับอมยิ้มคนเดียวเหมือนคนบ้า
นี่มันไม่ใช่แค่อาการของ "เพื่อนร่วมงาน" ทั่วไปแน่นอนค่ะ แต่มันคืออาการของคนที่กำลังพ่ายแพ้ให้กับความสดใสของอีกฝ่ายอย่างราบคาบ
"แล้วนี่... มาเลือกกระเบื้องให้ร้านกาแฟโครงการเพื่อนคุณ หรือว่าแอบมานั่งคิดถึงผมจนหลงทางมาแถวนี้กันแน่ครับ" ธันวาเอ่ยถามต่อ พรางก้าวเข้าไปใกล้ทีละนิดจนมินตราต้องถอยหลังไปจนติดชั้นวางของเก่า
"หลงทางอะไรล่ะคะ! ฉันไม่ใช่เด็กหลงทางนะ หน้าตาออกจะเฉลียวฉลาดขนาดนี้" มินตราเชิดหน้าขึ้นเถียง แม้ว่าหัวใจจะเต้นรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอกอยู่แล้วก็ตาม "แล้วอีกอย่าง... ฉันไม่ได้คิดถึงคุณสักหน่อย อย่าสำคัญตัวผิดนะคะคุณสถาปนิก!"
"อ้าวเหรอครับ..." ธันวาแกล้งทำเสียงลากยาว นัยน์ตาสีเข้มทอประกายพราวระยับ "แต่แปลกจัง... เมื่อคืนก่อน ในฝันผมเห็นใครก็ไม่รู้มายืนบ่นเรื่องสีผนังห้องนั่งเล่นจนหูชาแถมยังเรียกชื่อผมซ้ำๆ ทั้งคืนด้วยสิ"
*กรี๊ด! ตาบ้า! นั่นมันความลับในจิตใต้สำนึกเธอนี่นา!*
มินตราอ้าปากค้าง หน้าแดงแจ๋จนลามไปถึงต้นคอ เธอจำได้แม่นว่าคืนก่อนเผลอฝันประหลาดแล้วละเมอชื่อเขาออกมาเสียงดังจนข้างห้องแทบจะปารองเท้าใส่ แต่นี่ธันวารู้ได้อย่างไร หรือว่า... หรือว่าเธอไม่ได้ละเมอแค่ในห้อง แต่เผลอเมาโทรไปพثำอะไรตอนตีสองหรือเปล่าคะเนี่ย!
"คะ... คุณพูดเรื่องอะไร ฉันไม่รู้เรื่อง! เลิกแกล้งฉันสักทีได้ไหมคะ!" มินตราใช้มือเรียวตีเข้าที่แขนแกร่งของเขาแก้เขินไปหนึ่งที แต่แรงแค่นั้นสำหรับธันวากลับเหมือนแมวข่วนแถมยังทำให้เขายิ่งได้ใจ หัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างอารมณ์ดี
บรรยากาศรอบตัวในร้านขายวัสดุตบแต่งโบราณที่อบอวลไปด้วยฝุ่นผงและกลิ่นอายคลาสสิก กลับกลายเป็นเวทีประลองความรู้สึกที่เต็มไปด้วยประกายไฟสีชมพูฟุ้งกระจายไปทั่ว ธันวาก้มมองหญิงสาวที่กำลังพยายามซ่อนใบหน้าแดงก่ำไว้หลังกองแคตตาล็อกกระเบื้อง เขารู้สึกได้เลยว่าความกลัวการเปลี่ยนแปลงที่เคยเป็นเกราะกำบังชีวิตอันแสนเป๊ะของเขามาตลอด พังทลายลงทีละน้อย... ตั้งแต่วันที่มีผู้หญิงคนนี้เข้ามาปั่นป่วนในชีวิต
ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงาน... และแน่นอนว่าคำว่าคนรู้จักมันแคบเกินไปสำหรับความรู้สึกในตอนนี้
ธันวาผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ แววตากวนประสาทเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังนุ่มนวลจนมินตราต้องชะงัก นิ้วเรียวที่ถือแคตตาล็อกอยู่ค่อยๆ ลดระดับลง เผลอสบเข้ากับนัยน์ตาคู่คมที่สะท้อนภาพเงาของเธอไว้อย่างชัดเจน
"มินตรา..." น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป ไม่มีลูกเล่น ไม่มีคำหยอกล้อ มีเพียงความอบอุ่นที่ส่งผ่านร่องเสียง "ถ้าผมบอกว่า... ผมไม่ได้อยากเป็นแค่เพื่อนร่วมงานของคุณแล้ว คุณจะว่ายังไง?"
โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ เสียงจอแจของพ่อค้าแม่ค้าในย่านการค้าเก่าแก่รอบตัวพลันเงียบหายไป ปลายจมูกของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่กี่คืบ มินตราเบิกตากว้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับคำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากผู้ชายหน้านิ่งคนนี้
นี่คือการสารภาพรักใช่ไหมคะ? นี่เธอไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม!
มินตราอ้าปากพะงาบๆ สมองขาวโพลน หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลักออกมานอกอก ความเขินอายตีรวนขึ้นมาจนพูดไม่ออกสักคำ ได้แต่ยืนแข็งทื่อเป็นหุ่นปูนปั้นอยู่ตรงนั้น
ในจังหวะที่ธันวากำลังจะเอ่ยประโยคถัดเพื่อตอกย้ำความชัดเจนในความสัมพันธ์ ประตูหน้าร้านไม้โบราณก็ถูกผลักเปิดออกกะทันหัน พร้อมกับเสียงใสแจ๋วของลูกมือสาวฝึกงานที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
"พี่มินคะ! แย่แล้วค่ะ! ช่างปูนบอกว่าท่อประปาตรงผนังจุดที่รื้อออกเกิดแตก น้ำพุ่งทะลักออกมาเลอะสีรองพื้นหมดแล้วค่ะ! พี่ต้องรีบกลับไปดูด่วนเลยนะคะ!"
มินตราสะดุ้งสุดขีด หลุดออกจากภวังค์สีชมพูทันที เธอมองหน้าธันวาสลับกับน้องฝึกงานด้วยความเลิกลั่ก
"อะ... อะไรนะ น้ำแตกเหรอ! ตายแล้ว โครงการฉัน!" มินตราอุทานลั่นด้วยความตกใจ สติสตางค์ที่กระเจิงอยู่แล้วยิ่งกระจัดกระจายหนักกว่าเดิม เธอหันขวับมามองสถาปนิกหนุ่มที่ยืนคิ้วกระตุกทันทีเมื่อแผนการสารภาพรักถูกขัดจังหวะแบบไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหม
"เอ่อ... คือว่า... ฉันต้องไปก่อนนะคะคุณธันวา งานด่วนค่ะ!" มินตราละล่ำละลักบอก พรางควσόกระเป๋าผ้าขึ้นสะพายไหล่เตรียมวิ่งสี่คูณร้อยหนีสถานการณ์หัวใจเต้นแรงตรงนี้
แต่ทว่า... ข้อความแจ้งเตือนในหน้าจอโทรศัพท์มือถือของธันวาที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ใกล้ตัว กลับสว่างวาบขึ้นมาพร้อมกับข้อความแชตที่เขายังพิมพ์ค้างคาไว้และเผลอกดส่งออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจเพราะความตกใจเมื่อครู่—
*[ธันวา]: งั้นสรุปว่า... เป็นแฟนกันนะครับ?*
มินตราที่บังเอิญเหลือบไปเห็นข้อความนั้นพพอดีถึงกับชะתาขาแข็งก้าวไม่ออก ใบหน้าที่ร้อนผ่าวอยู่แล้วยิ่งแดงซ่านจนแทบจะระเบิดเป็นโกโก้ครั้นช์ เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ค่อยๆ หันกลับมาสบตากับสถาปนิกหนุ่มที่ตอนนี้ยืนนิ่งค้าง เผลอกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ ด้วยความทำอะไรไม่ถูก
มือหนาของธันวารีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาหมายจะกดยกเลิกข้อความ แต่นิ้วเจ้ากรรมดันไปกดโดนปุ่มส่งซ้ำแทนที่จะเป็นลบข้อความเสียนี่!
แถมหน้าจอยังขึ้นสถานะโชว์หราว่า... **Read (อ่านแล้ว)** ทันที!
ขอบคุณที่อยู่ข้างกันและคอยส่งกำลังใจให้ยัยติวเตอร์กับสถาปนิกหน้านิ่งคนนี้เสมอนะคะ แล้วมาลุ้นคำตอบของเธอกันต่อในตอนหน้าค่ะ!
สถาปนิกหน้านิ่งปะทะยัยติวเตอร์สายรีโนเวทใจ•ตอนที่ 18
เพื่อนร่วมงานหรือมากกว่านั้น?
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งปะทะยัยติวเตอร์สายรีโนเวทใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!