"บอกแล้วไงคะว่าร้านนี้เด็ดจริง ไม่ได้โม้สักนิดเดียว"
มินตราส่งเสียงกลั้วหัวเราะ พร้อมกับใช้มือปัดเศษฝุ่นจางๆ ที่เกาะอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีแดงของร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำข้างทาง เจ้าของร้านส่งยิ้มกว้างต้อนรับ ขณะที่ธันวากำลังยืนมองโต๊ะอลูมิเนียมตัวนั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ตัวเลขอัตราความเสี่ยงเรื่องสุขอนามัยในหัวของสถาปนิกหนุ่มคงกำลังรันระบบเตือนภัยสีแดงแจ๋ แต่พอหันไปสบเข้ากับดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับของหญิงสาว เขาก็ทำได้แค่ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วหย่อนตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างจำยอม
บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยควันโขมงจากร้านอาหารริมทาง เสียงรถราวิ่งผ่านไปมา และกลิ่นหอมเตะจมูกของน้ำซุปกระดูกหมูกับพริกเผาั่ว ท่ามกลางความวุ่นวายของย่านการค้าใจกลางเมือง กลับมีมุมเล็กๆ ตรงนี้ที่ซ่อนความอบอุ่นแบบประหลาดเอาไว้
"นั่งเกร็งขนาดนั้น ระวังเส้นเลือดในสมองแตกนะคะคุณสถาปนิก" มินตราเอ่ยแซوพลางเลื่อนตะเกียบและช้อนพลาสติกที่ผ่านการลวกน้ำร้อนมาวางตรงหน้าเขาอย่างรู้ใจ "นี่ค่ะ ปลอดภัยหายห่วง เชื้อโรคตายเรียบแน่นอน"
"ผมไม่ได้เกร็งครับ... แค่กำลังประเมินโครงสร้างความมั่นคงของเก้าอี้ตัวนี้อยู่" ธันวาตอบเสียงเรียบ แต่ริมฝีปากหยักกลับแอบยกยิ้มขึ้นนิดหน่อยอย่างปิดไม่มิด "แล้วก็... เลิกเรียกผมว่าคุณสถาปนิกสักที ชื่อผมมีพยางค์เดียวนะคะ มินตรา"
"อ้าว ก็เรียกให้เกียรติคนเก่งไงคะ เผื่อคุณธันวาจะใจดีช่วยตรวจแบบแปลนคอนโดให้ฉันฟรีๆ อีกสักรอบ"
บทสนทนาโต้ตอบกันอย่างเป็นกันเอง เคมีของคนทั้งคู่ผสมผสานกันลงตัวราวกับกาแฟใส่นมที่หวานมันกำลังดี ธันวาพบว่าตัวเองเผลอมองรอยยิ้มของอีกฝ่ายนานเกินไปโดยไม่รู้ตัว ผู้หญิงตรงหน้าไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรเลย เธอลุยงานหนักมาทั้งวัน ผมเผ้าอาจจะมีหลุดรุ่ยบ้าง แต่พลังงานบวกที่แผ่ออกมาจากตัวเธอกลับทำให้พื้นที่รอบข้างสว่างไสวขึ้นมาเสียเฉยๆ
เส้นก๋วยเตี๋ยวต้มยำรสจัดจ้านถูกยกมาเสิร์ฟ ควันร้อนๆ ลอยกรุ่นขึ้นมาปะทะใบหน้า ธันวามองชามของตัวเองที่มีเครื่องแน่น ทั้งหมูสับ ไข่ต้มยางมะตูม และถั่วคั่วหอมกรุ่น เขาชำเลืองมองมินตราที่จัดการบีบมะนาวใส่ชามของตัวเองอย่างไร้ความลังเล ก่อนจะตักน้ำซุปเข้าปากแล้วทำหน้าฟินเหมือนขึ้นสวรรค์
"อร่อยใช่ไหมล่ะคะ? บอกแล้วว่าของอร่อยไม่จำเป็นต้องอยู่ในภัตตาคารหรูเสมอไป" มินตราพูดไปเคี้ยวไปอย่างเอร็ดอร่อย
"อืม... ก็ใช้ได้ครับ รสชาติจัดจ้านดี" ธันวาตอบรับสั้นๆ ก่อนจะตักชิมตาม เผ็ดร้อน กลมกล่อม และอร่อยอย่างเหลือเชื่อ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายโดยที่เจ้าตัวไม่ทันรู้ตัว
ระหว่างมื้ออาหาร ทั้งคู่ผลัดกันเล่าเรื่องตลกๆ สมสมัย เรื่องความปวดหัวกับลูกค้าจอมเรื่องมากของธันวา และเรื่องความแสบสันของลูกศิษย์ติวเตอร์ของมินตรา บรรยากาศไม่ได้มีความอึดอัดหลงเหลืออยู่เลย มีแต่เสียงหัวเราะคิกคักและการหยอกล้อที่คอยเติมเต็มช่องว่างระหว่างกัน
โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะสั่นครืดขึ้นมาขัดจังหวะ มินตราก้มลงมองหน้าจอแวบหนึ่งก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น ความสดใสบนใบหน้าจางหายไปแทนที่ด้วยความกังวลชั่วขณะ แต่เธอก็รีบพลิกหน้าจอคว่ำลงแล้วเงยหน้าส่งยิ้มฝืนๆ ให้ธันวา
"ไม่มีอะไรค่ะ แก๊งเพื่อนในกลุ่มตามจิกเรื่องงานเฉยๆ" เธอบอกปัดน้ำเสียงราบเรียบ
แต่ธันวาไม่ใช่คนสังเกตอะไรรอบตัวแย่ขนาดนั้น สายตาคมกริบของสถาปนิกผู้ใส่ใจรายละเอียดจับสังเกตความผิดปกติได้ทันที เขาวางตะเกียบลง ช้อนตาขึ้นมองเธอด้วยแววตาที่จริงจังขึ้นกว่าเดิม
"แน่ใจนะคะว่าแค่เรื่องงาน?" น้ำเสียงของเขาอ่อนลง นุ่มนวลขึ้นจนเกือบจะกลายเป็นความอบอุ่น "ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจ... เล่าให้ผมฟังได้นะ"
คำพูดนั้น... เรียบง่าย ทว่าทรงพลัง เหมือนกุญแจดอกเล็กๆ ที่ไขเปิดประตูห้องหัวใจของมินตราที่ปิดตายเอาไว้ เธอนิ่งอึ้งไปชั่ววินาที ดวงตากลมโตไหวระริกยามสบเข้ากับดวงตาคู่คมที่เต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด หัวใจเจ้ากรรมเต้นรัวแรงจนกลบเสียงรอบข้างเสียสนิท
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังจะลึกซึ้งเกินเลยไปกว่าความเป็น "เพื่อนร่วมงาน" หรือ "คู่กัด" หน้าจอโทรศัพท์มือถือของมินตราก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนข้อความแชตที่เด้งรัวติดต่อกันสามข้อความติด
มินตราสะดุ้งเล็กน้อย เธอเหลือบไปมองหน้าจอที่ยังไม่ได้ล็อก ร่างบางหน้าซีดเผือดลงทันทีเมื่อเห็นชื่อผู้ส่งที่ปรากฏหราอยู่บนหน้าจอ... ชื่อของคนในอดีตคนที่เธอพยายามหนีมาตลอดหลายเดือน
ธันวาสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นชัดเจน รอยยิ้มของเขาหายไป ดวงตาคมกวาดมองปฏิกิริยาของหญิงสาวด้วยความรู้สึกวูบโหวงในอกแปลกๆ
"มีปัญหาอะไรรึเปล่าคะมินตรา?" เขากล่าวถามเสียงนุ่ม แต่แฝงความตึงเครียดไว้เล็กน้อย
มินตราเม้มริมฝีปากแน่น มือเรียวสั่นเทาเล็กน้อยยามเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดอ่านข้อความเหล่านั้น ดวงตาคู่สวยคลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใสอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นมองสถาปนิกหนุ่มด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความลำบากใจและหวาดกลัวระคนกัน
"ธันวาคะ..." น้ำเสียงของเธอสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ "คือว่า... คนคนนั้น... เขาเพิ่งส่งข้อความมาบอกว่า..."
ข้อความบนหน้าจอดับลงพอดีในวินาทีที่วิกฤต พร้อมกับเงาร่างสูงโปร่งของใครบางคนที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะอาหารของพวกเขาอย่างกะทันหัน พร้อมกับน้ำเสียงคุ้นเคยที่เอמהทักทายขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน
"บังเอิญจังเลยนะครับ... ไม่คิดว่าจะมาเจอคุณที่นี่, มินตรา"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาอมยิ้มและอินไปกับความน่ารักของทั้งคู่ในตอนนี้มากๆ เลยนะคะ
สถาปนิกหน้านิ่งปะทะยัยติวเตอร์สายรีโนเวทใจ•ตอนที่ 17
ร้านอาหารริมทางกับความรู้สึกดีๆ
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งปะทะยัยติวเตอร์สายรีโนเวทใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!