สถาปนิกหน้านิ่งปะทะยัยติวเตอร์สายรีโนเวทใจ•ตอนที่ 16

ความลับในสมุดร่าง

ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
"ถ้าคุณยังไม่เลิกทำหน้าเหมือนฉันไปกินรังแตนใส่ คุณธันวาคะ... ฉันจะคิดว่าคุณแอบหลงเสน่ห์ยัยติวเตอร์หน้ามึนคนนี้เข้าจริงๆ แล้วนะ" มินตราเอียงคอเล็กน้อย ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับด้วยความสนุกสนาน ปนความเจ้าเล่ห์นิดๆ ในขณะที่มือบางข้างหนึ่งถือดินสอแท่งโปรดหมุนเล่นไปมาบนโต๊ะทำงานไม้สักตัวใหญ่ บรรยากาศรอบตัวในห้องสตูดิโอเวลานี้อบอวลไปด้วยความเงียบงันที่ชวนให้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าเจ้าตัวกลับดูไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด ธันวาเม้มริมฝีปากแน่นเป็นเส้นตรง สันจมูกโด่งรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อยตามสัญชาตญาณของการป้องกันตัว สถาปนิกหนุ่มผู้เคร่งครัดในระเบียบแบบแผน กำลังยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าโต๊ะทำงานของตัวเอง ดวงตาคู่คมกริบกวาดมองสิ่งของบนโต๊ะสลับกับร่างบางที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้ามด้วยความรู้สึกที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ แผนชีวิตที่เขาใช้เวลาบรรจงขีดเขียนและวางรากฐานมานานนับปี พังทลายไม่เป็นท่า... เพียงเพราะคุณแม่บังเกิดเกล้าดันนึกสนุกอยากจัดบ้านใหม่ และส่งผู้หญิงคนนี้เข้ามา "รีโนเวท" ทั้งบ้าน ทั้งตารางเวลาชีวิต และที่สำคัญที่สุด... หัวใจที่เคยปิดตายของเขา แต่เรื่องนั้นยังไม่น่าตกใจเท่ากับเหตุการณ์เมื่อสلاةครู่ที่ผ่านมา! ในจังหวะที่ธันวาเดินเข้ามาหยิบสมุดบันทึกเล่มหนาเพื่อตรวจดูแปลนงาน เขากลับเห็นมินตรากำลังก้มหน้าก้มตาวาดบางสิ่งลงในสมุดร่างส่วนตัวของเขา—สมุดที่ห้ามใครแตะต้องยิ่งกว่ารหัสผ่านตู้เซฟธนาคาร และภาพที่ปรากฏอยู่บนกระดาษแผ่นนั้น... มันไม่ใช่แปลนบ้านสไตล์มินิมอลสุดเนี้ยบที่เขาภาคภูมิใจ แต่มันคือภาพใบหน้าของเขาเอง... ในมุมที่ยุ่งเหยิงที่สุด! ผมเผ้าชี้ฟูจากการตื่นนอน นัยน์ตาสะลึงสะลือเพราะยังไม่ตื่นเต็มตา แถมยังสวมเสื้อยืดคอกลมย้วยๆ ยืนถือแก้วกาแฟทำหน้ามึนงงใส่กล้อง เป็นภาพที่หลุดโลกและห่างไกลจากคำว่า "สถาปนิกหนุ่มผู้เนียบทุกระเบียบนิ้ว" แบบฟ้ากับเหว! "คุณเอามันมาดูเดี๋ยวนี้เลยนะ มินตรา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นลอดไรฟัน พยายามกดเสียงให้ราบเรียบที่สุดเพื่อไม่ให้สติหลุดไปมากกว่านี้ "อุ๊ย! จะเสียงดังทำไมล่ะคะคุณสถาปนิก กลัวคนอื่นเขาไม่ได้ยินหรือไงว่าแอบมีความลับกับติวเตอร์สาว" มินตราแกล้งทำเป็นตกใจ ยกมือขึ้นทาบอกด้วยจริตจะก้านที่ชวนให้หมั่นไส้นิดๆ ก่อนจะเลื่อนสมุดร่างเล่มนั้นหลบไปด้านหลังลำตัว เมื่อธันวาทำท่าจะพุ่งเข้ามาแย่งคืน "นั่นมันสมุดบันทึกของผม คุณไม่มีสิทธิ์มาเปิดดู แถมยัง... แถมยังวาดอะไรเรื่อยเปื่อยลงไปอีก!" ธันวาชี้ปลายนิ้วเรียวยาวไปยังสมุดเล่มนั้น ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความเขินอายที่ถูกจับจุดอ่อนได้ "เรื่อยเปื่อยตรงไหนคะ ออกจะเหมือนตัวจริงพิมพ์นิยม... อ๊ะๆ ไม่สิ ตัวจริงดูยุ่งเหยิงกว่าในรูปตั้งเยอะ" เธอยักคิ้วหลิ่วตาใส่ ยอมยกสมุดขึ้นมาดูผลงานตัวเองอีกครั้งแล้วหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ "ดูสิคะเนี่ย หน้าตาตอนคุณงפס่งัวเงียมันน่ารักเป็นบ้าเลยรู้ตัวไหม หายากนะภาพที่คุณธันวาผู้แสนเย่อหยิ่งจะหลุดมาดขรึมได้เนี่ย ฉันควรเอาไปปริ้นท์แจกแปะรอบบ้านดีไหมนะ?" "มินตรา!" ธันวาเผลอตะโกนชื่อเธอเสียงดังลั่นห้อง ขายาวก้าวพรวดเดียวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานจนแทบจะชิดขอบโต๊ะ โน้มตัวลงไปใช้สองมือค้ำยันพื้นโต๊ะไว้ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่แหงนมองขึ้นมาสบตาเขาพอดี ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่คืบ ลมหายใจอุ่นๆ รดรินเข้าหากันจนสัมผัสได้ บรรยากาศรอบตัวที่เคยตึงเครียดเมื่อครู่ พลันเปลี่ยนเป็นความร้อนรุ่มที่แล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้มของคนทั้งคู่โดยไม่ได้นัดหมาย มินตรานิ่งงันไปชั่วขณะ รอยยิ้มทะเล้นบนใบหน้าค่อยๆ เจือจางลงเมื่อถูกสายตาจริงจังคู่นั้นตรึงไว้ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับมีกลองชุดมาตีอยู่ข้างหู เธอไม่คิดว่าคนเจ้าระเบียบอย่างเขาจะกล้าทำท่าทางคุกคามแบบนี้ใส่ "อะ... อะไรคะ เข้ามาใกล้เกินไปแล้วนะคุณ" เสียงหวานเอ่ยตะกุกตะกักเล็กน้อย พยายามเบือนหน้าหนีสายตาคู่นั้น แต่ก็ทำไม่ได้เพราะถูกวงแขนแกร่งกักตัวไว้กลายๆ "กลัวเหรอครับ?" ธันวาเอ่ยถามเสียงพร่า ทอดมองริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันแน่น ความโกรธเคืองเมื่อครู่อันตรธานหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ เหลือเพียงความรู้สึกแปลกประหลาดที่ตีรวนอยู่ในอก "ใครกลัวกันล่ะคะ ฉันแค่... แค่เกรงใจกลัวคุณจะหัวใจวายตายไปซะก่อนต่างหากที่เห็นฝีมือการวาดรูปขั้นเทพของฉัน" เธอยังคงพยายามงัดเอาความกวนประสาทมากลบเกลื่อนความประหม่า ทว่าน้ำเสียงกลับสั่นเครือเล็กน้อยจนปิดไม่มิด ธันวาแอบอมยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ เมื่อเห็นว่าแม่ตัวดีเริ่มไปไม่เป็นเสียแล้ว สถาปนิกหนุ่มขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกแทบจะชนกัน สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของแชมพูเด็กที่ลอยมาจากเส้นผมของเธอ มันชวนให้จิตใจที่เคยสงบราบเรียบปั่นป่วนจนควบคุมไม่อยู่ "ไหน... ขอผมดูหน่อยสิครับ ว่าในสมุดร่างของคุณยังมีรูปอะไรแปลกๆ ของผมอีกบ้าง" กระซิิบบอกเสียงนุ่มทุ้มชวนใจสั่น มือหนาเอื้อมออกไปหมายจะแย่งสมุดเล่มนั้นคืนมา "ไม่ให้ดูค่ะ! อันนี้เป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญาของฉันเด็ดขาด!" มินตราโวยวายลั่น พยายามพลิกตัวหลบพร้อมกับกอดสมุดแนบอกแน่น แต่ด้วยความที่โต๊ะแคบและท่าทางทุลักทุเล ทำให้ข้อศอกของเธอไปปัดโดนแก้วกาแฟเซรามิกที่วางอยู่ริมโต๊ะจนเซถลา *เพล้ง!* เสียงแก้วกาแฟตกกระทบพื้นกระเบื้องแตกกระจาย กาแฟสีดำไหลนองเต็มพื้นห้อง พร้อมๆ กับร่างของมินตราที่เสียหลักหงหลังล้มลงไปตามสัญชาตญาณ โดยมีธันวารีบคว้าตัวเธอไว้ตามสัญชาตญาณความปลอดภัย ร่างบางล้มทับลงไปบนโซฟาตัวยาวด้านหลัง โดยมีร่างสูงของสถาปนิกหนุ่มทาบทับอยู่ด้านบน แขนแกร่งข้างหนึ่งยันพนักโซฟาไว้เพื่อรับน้ำหนัก ส่วนมืออีกข้างโอบเอวบางไว้แน่นเพื่อไม่ให้เธอได้รับบาดเจ็บ เวลาในห้องราวกับหยุดเดิน... ดวงตาสองคู่ประสานกันนิ่งสนิท ท่ามกลางความเงียบงันที่กลับมาเยือนอีกครั้ง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวแก้มของกันและกัน ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นโครมครามของอีกฝ่ายดังสะท้อนก้องอยู่ในความรู้สึก มินตราเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ใบงดงามร้อนผ่าวขึ้นสีแดงจัดจนลามไปถึงใบหู สมองขาวโพลนคิดอะไรไม่ออกเมื่อปลายนิ้วอุ่นๆ ของเขาเผลอสัมผัสโดนเอวบางผ่านเนื้อผ้าบางเบา ส่วนธันวา... สมองที่เคยมีระเบียบวินัยและแผนการร้อยแปดพันเก้า บัดนี้ว่างเปล่าสิ้นเชิง เขากำลังจ้องมองริมฝีปากสีพีชธรรมชาติที่เผยอขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจอย่างเหม่อลอย กลิ่นหอมหวานละมุนจากตัวเธอดึงดูดให้เขารู้สึกเหมือนถูกมนต์สะกด "คุณ... ลุกขึ้นได้แล้วมั้งคะ" มินตรากระซิบเสียงแผ่วเบา ดวงตากลมโตหลบวูบไม่กล้าสบตาคมกริบคู่นั้น หัวใจเจ้ากรรมเต้นแรงจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน ธันวากะพริบตาปริบๆ เหมือนเพิ่งได้สติ เขารีบดันตัวเองลุกขึ้นยืนตรงอย่างเก้ๆ กังๆ ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำไม่แพ้กัน ชายหนุ่มกระแอมไอเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความเก้อเขิน ก่อนจะยื่นมือหนออกไปให้เธอบาง "อะแฮ่ม... เจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ?" เสียงทุ้มเอ่ยถามด้วยความห่วงใย แม้จะพยายามรักษาฟอร์มขรึมไว้แค่ไหน แต่ใบหูที่แดงแจ๋ก็ฟ้องชัดเจนว่าเจ้าตัวเขินจนแทบแทรกแผ่นดินหนี มินตราบีบมืออุ่นที่ยื่นมาให้ แล้วยันตัวลุกขึ้นยืนปัดกระโปรงเบาๆ เธอก้มหน้ามองพื้นหนีสายตาเขา พยายามซ่อนรอยยิ้มเขินอายที่ระบายอยู่บนใบหน้า "เปล่าค่ะ... ไม่ได้เจ็บตรงไหน" เธอตอบเสียงเบาหวิว ธันวาก้มมองเศษแก้วที่แตกกระจายบนพื้น ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วก้มตัวลงเก็บเศษแก้วพวกนั้น โดยมีมินตรานั่งยองๆ ช่วยเก็บด้วยความเงียบ บรรยากาศรอบตัวไม่ได้อึดอัดเหมือนตอนแรก หากแต่เต็มไปด้วยความหวานละมุนที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในใจของคนทั้งคู่ ทว่า... ในจังหวะที่ธันวากำลังจะเอื้อมมือไปเก็บเศษแก้วชิ้นสุดท้ายที่กระเด็นไปใต้โต๊ะทำงาน สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่หลุดร่วงออกมาจากสมุดร่างของมินตรา มันเป็นกระดาษโน้ตโพสต์อิตสีชมพูอ่อน ที่มีลายมือคุ้นตาเขียนข้อความบางอย่างไว้ด้วยตัวหนังสือยึกยือแต่น่ารัก ธันวาหยิบมันขึ้นมาพลิดูด้วยความสงสัย และเมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความบนกระดาษแผ่นนั้น ดวงตาคมกริบก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ลมหายใจสะดุดกึกไปชั่วขณะ *“แผนรีโนเวทหัวใจคุณสถาปนิกหน้านิ่ง... ข้อที่ 1: ห้ามทำให้เขายิ้มบ่อยเกินไป เพราะรอยยิ้มนั้นมันอันตรายต่อหัวใจยัยติวเตอร์เกินต้าน”* มินตราที่เพิ่งเงยหน้าขึ้นมาเห็นพอดี ใบหน้าหวานซีดเผือดลงในพริบตา เธอพุ่งตัวเข้าไปแย่งกระดาษในมือเขาด้วยความรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ แต่ธันวาไวกว่า เขาชูกระดาษแผ่นนั้นขึ้นสูงเหนือหัวพล้อยอ่านออกเสียงด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือแววเจ้าเล่ห์อย่างชัดเจน "อ๋อ... นี่คือแผนรีโนเวทขั้นต่อไปของคุณเหรอครับ คุณมินตรา?" ธันวาก้มลงมองหญิงสาวที่ยืนหน้าแดงแจ๋อยู่ตรงหน้า รอยยิ้มอบอุ่นที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อนระบายขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาอย่างชัดเจน เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเย่อหยิ่งหรือถือตัวใดๆ เหลืออยู่เลย... มินตราชะงักค้าง แข็งทื่อเป็นหุ่นยนต์ หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อสบเข้ากับประกายตาคู่คมที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง และคำพูดประโยคถัดมาของเขาก็ทำเอาเธอน็อคเอาท์ไปในทันที "ถ้าอย่างนั้น... ผมขออนุญาต **'ทำลายแผน'** ข้อนี้ของคุณทิ้ง ตั้งแต่ตอนนี้เลยก็แล้วกันนะครับ... ว่าที่แฟนของผม" --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาอมยิ้มและฟินไปกับความน่ารักของยัยติวเตอร์กับสถาปนิกหน้านิ่งคนนี้นะคะ!
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งปะทะยัยติวเตอร์สายรีโนเวทใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%