หน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือของมินตรากำลังสั่นระรัวด้วยข้อความแชตที่วิ่งเข้ามาไม่หยุด ราวกับมันรับรู้ถึงอุณหภูมิความร้อนระอุบนใบหน้าของเธอที่ตอนนี้แดงก่ำลามไปจนถึงใบหู เหตุการณ์เมื่อครู่ที่ปลายสายคือเสียงของ “คุณหญิงวิภา” มารดาผู้เจ้าระเบียบและอยู่ในแผนการชีวิตทุกกระเบียดนิ้วของธันวา ทำให้บรรยากาศรอบตัวสถาปนิกหนุ่มมาดนิ่งดิ่งวูบลงจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็งแห้ง
ธันวาไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมาเลยสักคำตั้งแต่สายตัดไป ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตพับแขนที่เคยดูผ่อนคลายเมื่อไม่กี่นาทีก่อน บัดนี้กลับยืนนิ่งสนิทอยู่หน้าโต๊ะทำงาน พื้นที่ห้องสตูดิโอรีโนเวทที่เต็มไปด้วยแปลนบ้านและโมเดลกระดาษกลับเงียบสงบจนได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกที่หนักหน่วงของเขา
มินตรากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองเจ้ากรรมที่ปกติมักจะมีมุกตลกคำคมมาแก้สถานการณ์ได้ตลอด กลับว่างเปล่าสนิท เธอกำโทรศัพท์ในมือแน่นจนนิ้วเรียวขาวซีด เธอเป็นคนต้นเรื่องเองที่ดันไปรับสายนั้น แถมยังเผลอพูดจาฉอดๆ ใส่คุณแม่ของเขาไปซะชุดใหญ่ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นลูกค้าจู้จี้
“เอ่อ... ธันวาคะ คือว่า...” มินตราเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงอ่อยยวบ ยطตัวหดเหลือสองนิ้วเมื่อเห็นสายตาคมกริบที่หันขวับมามอง “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะ...”
“คุณมินตรา” ธันวาขัดขึ้น น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งจนน่ากลัว มันไม่ใช่ความโกรธแบบตะโกนโวยวาย แต่เป็นความเงียบที่กดดันเสียยิ่งกว่าพายุฝนฟ้าคะนอง “คุณรู้ไหมว่าผมต้องใช้เวลาวางแผนชีวิตเรื่องนี้มานานแค่ไหน”
“ฉันขอโทษ! ฉันก็แค่คิดว่า... แบบว่าใครโทรมาตอนดึกดื่น แถมเสียงดุยิ่งกว่าแม่เสือดาวซะอีก ฉันจะรู้ไหมล่ะคะว่าเป็นคุณแม่สุดที่รักของคุณสถาปนิกผู้ไร้ที่ติ!” มินตราเผลอเสียงดังขึ้นมาบ้างเพื่อกลบเกลื่อนความกลัว แต่พอเห็นมุมปากของธันวาที่กระตุกขึ้นนิดๆ ด้วยความระAะระอา เธอก็รีบหุบปากฉับทันที
บรรยากาศในห้องอึมครึมลงอีกระลอก ธันวาถอนหายใจยาวเหยียด มือหนายกขึ้นเสยผมสีเข้มลวกๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงาน ปล่อยให้มินตรายืนเคว้งคว้างอยู่กลางห้องเหมือนเด็กนักเรียนทำความผิดยืนสำนึกผิดหน้าห้องปกครอง
“คุณแม่โทรมาว่าอะไรบ้าง” ธันวาเอ่ยถามเสียงเรียบ ตาคมมองตรงมาที่เธอ
“ท่านก็... แค่บอกว่าพรุ่งนี้จะแวะมาดูหน้าคนที่มารีโนเวทตึกเก่าให้คุณ แล้วก็บอกว่า... ให้ฉันดูแลคุณดีๆ อย่าปล่อยให้คุณทำงานจนลืมกินข้าว แล้วก็...” มินตราเว้นวรรค เหล่ตามองปฏิกิริยาของเขา “แล้วก็แซวว่าเสียงฉันน่ารักดี เหมาะจะเป็นลูกสะใภ้...”
ประโยคสุดท้ายมินตราจงใจพูดพึมพำเบาหวิวในลำคอ แต่ทว่าคนหูดีอย่างธันวากลับได้ยินชัดเจนเต็มสองรูหู ใบหน้าที่เคยเคร่งเครียดของสถาปนิกหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาสีเข้มไหววูบชั่วพริบตา ก่อนที่เขาจะแสร้งทำเป็นกระแอมไอแล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนรอยยิ้มมุมปากที่แอบหลุดออกมา
แต่มีหรือที่ “มินตราสายรีโนเวทใจ” จะพลาดท่ามองไม่เห็นรอยยิ้มนั้น!
*อ๋อ... ที่แท้ก็แอบเขินสินะพ่อคุณหน้านิ่ง* มินตราคิดในใจ สมองเริ่มหมุนเร็วจี๋เพื่อหาทางง้อพ่อหนุ่มเจ้าระเบียบคนนี้ให้กลับมาเป็นปกติ เธอรู้ดีว่าจุดอ่อนของธันวาคือการที่แผนชีวิตของเขาถูกปั่นป่วน แต่การที่แม่ของเขาเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้ มันก้าวข้ามเส้นเขตปลอดภัยที่เขาขีดไว้หมดแล้ว
หากปล่อยให้บรรยากาศมาคุแบบนี้ต่อไป ความสัมพันธ์ที่กำลังก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างคงพังทลายลงแน่ๆ
มินตราสูดหายใจเข้าลึกเรียกความกล้า เดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของเขาช้าๆ สองมือไขว้ไว้ข้างหลัง ก้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้ใบหน้าอยู่ในระดับสายตาของเขาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้
“คุณธันวาขา...” น้ำเสียงลากยาวสองสามสัปดาห์ถูกดัดให้หวานหยดจนมดแทบขึ้นจอ “โกรธฉันเหรอคะ หน้าบึ้งเป็นตูดแมวแบบนี้เดี๋ยวริ้วรอยก่อนวัยถามหานะคะ สถาปนิกชื่อดังหน้าตาดี ดีกรีนักเรียนนอก จะมาหน้าแก่ก่อนวัยเพราะติวเตอร์ปากเสียไม่ได้นะรู้ไหม”
ธันวาปรายตามองเล็กน้อย ยังคงรักษาฟอร์มตีสีหน้าขรึม “ผมไม่ได้หน้าบึ้ง และผมก็ไม่ได้แก่”
“ค่ะๆ ไม่แก่ค่ะ หนุ่มแน่นปึ๋งปั๋งที่สุดในสามโลกเลย!” มินตราเออออตามทันที พร้อมกับยื่นมือถือของตัวเองไปตรงหน้าเขา หน้าจอแสดงผลแอปพลิเคชันแชตที่เธอกำลังเปิดค้างไว้
ธันวาขมวดคิ้วมองหน้าจอ “อะไรของคุณ”
“เปิดดูสคะ”
ธันวายอมชำเลืองมองตามคำบัญชา บนหน้าจอแชตนั้นไม่มีข้อความยาวเหยียดหรือคำแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงสติกเกอร์ไลน์ตัวการ์ตูนแมวอ้วนกลมหน้าตากวนประสาทสุดขีด กำลังทำหน้าทำตาแป้นแล้นชูสองนิ้ว พร้อมข้อความดุ๊กดิ๊กประกอบว่า *"แมวขอโทษฮะทาส ขนมแมวเลียสองแท่งเลยเอ้า!"*
ตามด้วยสติกเกอร์ตัวที่สอง เป็นรูปหมาน้อยหูลู่ น้ำตาคลอเบ้า พร้อมป้ายข้อความว่า *"สำนึกผิดแล้วครับ ปล่อยตัวกลับบ้านเถอะนะคนดี"*
ธันวากะพริบตาปริบๆ มุมปากที่พยายามเม้มแน่นเมื่อครู่เริ่มหลุดยิ้มออกมาทีละน้อยอย่างห้ามไม่อยู่ ไอ้ความพยายามง้อด้วยวิธีเด็กๆ แบบนี้... มันช่างไม่เข้ากับภาพลักษณ์ติวเตอร์สาวฝีปากกล้าเอาเสียเลย แต่มันกลับทรงพลังจนทำให้กำแพงความหงุดหงิดของเขาทลายลงในพริบตา
“คุณคิดว่าสติกเกอร์ไร้สาระพวกนี้จะทำให้ผมหายโกรธเหรอครับ” ธันวาแกล้งตีหน้าขรึมต่อ ทั้งที่แววตาพราวระยับไปหมดแล้ว
“อ้าวยังไม่หายเหรอคะ?” มินตราทำหน้าตาตื่นตระหนกแบบเกินเบอร์ ปรบมือแปะๆ แล้วแกล้งทำเป็นคิดหนัก “งั้นต้องใช้ไม้ตายสุดท้ายแล้วสินะคะ...”
ยังไม่ทันที่ธันวาจะได้เอ่ยถามว่าไม้ตายอะไร มินตราก็ก้าวเข้าไปประชิดตัวเขามากขึ้น มือเรียวยื่นไปแตะที่ปลายคางคมสันของเขาเบาๆ แล้วเขย่งปลายเท้ากระซิบเสียงหวานข้างหูด้วยจังหวะที่หัวใจคนฟังเต้นตึ้กตั้ก
“ถ้าคุณธันวาไม่หายโกรธ... คืนนี้ฉันจะนั่งเฝ้าหน้าบ้านคุณจนกว่าคุณจะยอมยิ้ม หรือไม่ก็... จะส่งสติกเกอร์กวนประสาทไปรัวๆ ให้โทรศัพท์คุณแบตหมดคามือไปเลย เอาไหมคะ?”
ธันวานิ่งงัน หัวใจกระตุกวูบไปกับความใกล้ชิดที่จู่โจมอย่างไร้การป้องกัน กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธอโชยเข้าจมูกจนสติสตางค์ที่เคยควบคุมได้เริ่มกระเจิดกระเจิง มือหนาที่วางอยู่บนโต๊ะเผลอขยับขึ้นคว้าข้อมือเรียวของเธอไว้โดยอัตโนมัติ ไม่ยอมให้เธอถอยหนีไปไหน
ดวงตาสีเข้มมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่กำลังระยิบระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ผสมความเขินอายที่ซ่อนไว้ไม่มิด บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความตึงเครียดเป็นความอบอุ่นละมุนละไมที่อบอวลจนหัวใจเต้นแรงผิดจังหวะ
“คุณนี่มัน... เหลืออดจริงๆ เลยนะมินตรา” ธันวาถอนหายใจออกมาเบาๆ แต่ริมฝีปากกลับระบายยิ้มกว้างอย่างยอมจำนน
“แปลว่าหายโกรธแล้วใช่ไหมคะ?” มินตราเอียงคอถาม ตาเป็นประกาย
“ใครบอกว่าผมหาย...”
ธันวายังพูดไม่ทันจบประโยค เสียงแจ้งเตือนข้อความแชตจากโทรศัพท์มือถือของธันวาที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน หน้าจอเรืองแสงวาบพร้อมกับข้อความใหม่ที่เด้งขึ้นมาจากบุคคลที่สามที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะส่งข้อความมาในเวลานี้
*แม่: "ธันวาพรุ่งนี้พาหนูมินตรามากินข้าวที่บ้านด้วยนะ แม่เตรียมของโปรดไว้รอแล้ว ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด!"*
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มินตราเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ส่วนธันวาชะงักค้างกลางอากาศ สีหน้าของสถาปนิกหนุ่มผู้รักความสงบและวางแผนชีวิตไว้ทุกย่างก้าวแปรเปลี่ยนเป็นความอึ้งงันชนิดที่เรียกว่าหาคำบรรยายไม่ได้ เมื่อรู้ว่า... แผนชีวิตที่เขาอุตส่าห์ขีดเส้นไว้ ถูกคุณแม่สุดที่รักและติวเตอร์สาวจอมกวนคนนี้พังทลายลงราบคาบในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
ขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาเติมรอยยิ้มในบันทึกหน้าสีน้ำตาลนี้นะคะ
สถาปนิกหน้านิ่งปะทะยัยติวเตอร์สายรีโนเวทใจ•ตอนที่ 15
ขอโทษด้วยสติ๊กเกอร์กวนประสาท
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งปะทะยัยติวเตอร์สายรีโนเวทใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!