หน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือของมินตราสั่นครืดคราดติดต่อกันสามครั้งติด เป็นสัญญาณเตือนจากแอปพลิเคชันแชตยอดฮิตที่เจ้าตัวเพิ่งกดปิดเสียงไปเมื่อสิบนาาทีก่อน แต่ดูท่าว่าปลายทางอีกฝั่งจะไม่มีความตั้งใจจะปล่อยให้เธอได้ใช้เวลาสงบสติอารมณ์ตามลำพังเลยแม้แต่น้อย
"อ่านแล้วไม่ตอบ แบบนี้เขาเรียกว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนทางดิจิทัลนะคะคุณติวเตอร์"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำเนียนเดินเข้ามาประชิดตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอกตามสไตล์สถาปนิกหนุ่มผู้เคร่งครัดในระเบียบ ยืนกอดอกพิงกรอบประตูห้องโถงโล่งกว้างของอาคารเก่าแก่ที่กำลังถูกรีโนเวต แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตานั้นไม่ได้มีความสำนึกผิดเลยสักนิด มีเพียงรอยยิ้มมุมปากที่เจ้าเล่ห์เกินกว่าจะหาคำมาบรรยาย
มินตราสะดุ้งเล็กน้อย เธอรีบกดล็อกหน้าจอโทรศัพท์มือถือแล้วยัดมันกลับลงไปในกระเป๋าเสื้อคลุมตัวเก่งอย่างลวกๆ ก่อนจะหันขวับกลับไปเผชิญหน้ากับคนตัวสูงด้วยท่าทีที่พยายามตีสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด ทั้งที่หัวใจข้างในกำลังเต้นโครมครามราวกับมีวงกลองรัวอยู่ในอก
"ใครเขาละเมิดสิทธิ์อะไรคุณกันคะคุณธันวา พูดจาเพ้อเจ้อใหญ่แล้วนะเนี่ย นี่ฉันกำลังสำรวจโครงสร้างไม้สักโบราณตรงนี้อยู่ต่างหาก ตาไม่ได้บอดนะคะ ถึงได้มองไม่เห็นข้อความทวงงานกวนๆ ของคุณน่ะ" มินตราเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า ปากก็เถียงฉอดๆ ตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
"อ๋อเหรอคะ นึกว่ากำลังยืนอ่านข้อความที่ฉันพิมพ์สารภาพความในใจจนหน้าดำหน้าแดงซะอีก" ธันวาไหวไหล่เบาๆ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้เธอยิ่งขึ้น ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ลดลงจนมินตราต้องเผลอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ
ให้ตายเถอะ ผู้ชายคนนี้ชักจะอันตรายต่อสุขภาพจิตของเธอเกินไปแล้วจริงๆ จากสถาปนิกมาดนิ่ง พูดน้อย ต่อยหนัก และเคร่งเครียดกับงานจนน่าหมั่นไส้ในวันแรกที่เจอกัน ตอนนี้ธันวาเวอร์ชันอัปเกรดกลับกลายเป็นพวกแพรวพราว ขยันหยอด ขยันแกล้ง และจู่โจมความรู้สึกเธอในจุดที่ตั้งรับไม่ทันอยู่เรื่อย
"ใครหน้าแดงกันคะคุณสถาปนิก อากาศในตึกนี้มันร้อนต่างหากล่ะ ระบบระบายอากาศยังไม่ได้ติด ตั้งหาก็ตั้งหาเรื่องแซวคนอื่นอยู่ได้ งานการไม่ทำหรือไงคะถึงได้ว่างมาเดินตามจับผิดฉันเนี่ย" มินตราแหวใส่กลบเกลื่อน พร้อมกับยกมือขึ้นพัดลมไล่ความร้อนที่เห่อร้อนขึ้นมาบนพวงแก้มจริงๆ อย่างช่วยไม่ได้
ธันวาหลุดหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นช่างน่าฟังเสียจนคนฟังต้องเมินหน้าหนีไปมองคานไม้โบราณด้านบนแทนเพื่อความปลอดภัยของหัวใจตัวเอง
"งานน่ะทำค่ะ และที่เรียกคุณมาวันนี้ ก็เพราะว่ามีโปรเจกต์ชิ้นสำคัญที่อยากให้ 'ผู้เชี่ยวชาญด้านการรีโนเวตหัวใจ... เอ้ย! รีโนเวตพื้นที่' อย่างคุณมาช่วยดูให้หน่อย" ธันวาจงใจเว้นวรรคคำพูดตรงกลางประโยค พร้อมกับส่งสายตากรุ้มกริ่มที่ทำเอาซับไตเติลในหัวของมินตราแทบจะรันคำว่า *'คนเจ้าเล่ห์'* ออกมาเป็นร้อยรอบ
มินตราหันขวับกลับมามองค้อนวงใหญ่ใส่เขา "เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะคะ หูฝาดไปหรือเปล่าเนี่ย"
"เปล่าสักหน่อย หูคุณปกติดีค่ะ มินตรา" ธันวาเปลี่ยนท่ามายืนตรง น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันทีเมื่อเขาผายมือไปยังพื้นที่โล่งตรงกลางห้องโถง ซึ่งมีแปลนงานพิมพ์เขียวขนาดใหญ่กางอยู่บนโต๊ะไม้ตัวยาว "เอาล่ะ เลิกเถียงกันสักนาทีเถอะ มาดูนี่หน่อย... ตรงนี้คือโจทย์ยากที่สุดของโปรเจกต์นี้"
มินตราขยับเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานชั่วคราวตามสัญชาตญาณนักออกแบบ สัญชาตญาณการทำงานเข้ามาแทนที่ความเขินอายเมื่อครู่ชั่วขณะ สายตาคมกวาดมองแปลนสถาปัตยกรรมและภาพถ่ายสภาพปัจจุบันของพื้นที่ ที่ถูกบันทึกไว้ในแท็บเล็ตที่ธันวายื่นส่งมาให้
"ห้องโถงรับรองเดิมของคฤหาสน์ตระกูลเก่า... คุณอยากจะรื้อผนังปูนฉาบด้านนั้นทิ้งใช่ไหมคะ?" มินตราเอ่ยถาม น้ำเสียงจริงจังขึ้น ดวงตาสดใสเป็นประกายเมื่อพูดถึงเรื่องงานที่เธอรัก "แต่โครงสร้างเดิมมันเป็นอิฐมอญโบราณ ถ้าทุบสุ่มสี่สุ่มห้า คานรับน้ำหนักด้านบนจะทรุดเอาได้ง่ายๆ นะคะคุณธันวา"
"เก่งมาก สมกับที่เป็นติวเตอร์ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมเก่าแก่" ธันวาเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตาที่มองเธอนั้นกลับพราวระยับไปด้วยความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด "ฉันถึงบอกไงคะว่าขาดคุณไม่ได้... ถ้าไม่มีคนคอยเบรกความหัวร้อนอยากรื้ออยากทุบของฉัน อาคารนี้คงพังลงมาก่อนจะได้เปิดให้บริการแน่ๆ"
"รู้ตัวก็ดีแล้วนี่คะ" มินตราพึมพำตอบเบาๆ ก้มหน้าก้มตาเลื่อนดูภาพถ่ายรายละเอียดรอยร้าวบนผนังปูนทีละรูปอย่างตั้งใจ ปลายนิ้วเรียวชี้ให้เขาดูจุดที่น่ากังวล "เนี่ยค่ะคุณธันวา ตรงรอยต่อระหว่างปูนฉาบโบราณกับเสาคอนกรีตเสริมเหล็กที่ถูกต่อเติมทีหลัง มันมีรอยแยกแบบเฉียง แสดงว่าโครงสร้างมีการทรุดตัวไม่เท่ากัน ถ้าเราจะรีโนเวตให้ที่นี่กลายเป็นคาเฟ่ผสมโคเวิร์กกิ้งสเปซตามที่คุณต้องการ เราต้องใช้วิธี 'เยียวยา' มันค่ะ ไม่ใช่การทำลายแล้วสร้างใหม่"
ธันวาเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบไม่ได้มองไปยังภาพในแท็บเล็ต แต่มันกลับหยุดนิ่งอยู่ที่ใบด้านข้างของหญิงสาวที่กำลังตั้งอกตั้งใจอธิบายด้วยความกระตือรือร้น คำพูดที่ว่า *'ต้องใช้วิธีเยียวยา ไม่ใช่การทำลาย'* ของเธอ มันช่างสะท้อนเข้ามาในความรู้สึกของเขาเสียเหลือเกิน... ไม่ใช่แค่กับอาคารเก่าหลังนี้หรอก แต่มันรวมถึงกำแพงในใจของเขาเองด้วย ที่มินตรากำลังค่อยๆ เข้ามาเยียวยาและรื้อถอนมันออกทีละนิด โดยที่เขาเองก็เต็มใจให้เธอทำแบบนั้น
"มินตรา..." น้ำเสียงของธันวาเปลี่ยนไป มันทุ้มนุ่มและจริงจังจนแปลกไปจากเดิม
มินตราเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยความสงสัย "คะ? มีอะไรตรงนี้อีกเหรอ ฉันคำนวณน้ำหนักรับโครงสร้างพลาดตรงไหนหรือเปล่า"
"เปล่าค่ะ..." ธันวาส่ายหัวเบาๆ เขยิบเข้าไปใกล้เธออีกนิดจนแทบจะไม่มีช่องว่างระหว่างกัน "ฉันแค่กำลังคิดว่า... บางที ฉันอาจจะกลัวการเปลี่ยนแปลงน้อยลงแล้วล่ะ"
มินตราขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ "จู่ๆ ก็พูดเรื่องปรัชญาชีวิตอะไรขึ้นมาเนี่ย คุณธันวา เครียดเรื่องงานจนสมองกลับแล้วหรือไงคะ"
"เปล่าเลย ฉันมีสติดีที่สุดในรอบหลายปีนี้เลยต่างหากล่ะ" ธันวาตอบยิ้มๆ ก่อนจะยื่นมือมาดึงปอยผมที่หลุดลุ่ยลงมาปรกแก้มของมินตราไปทัดไว้ที่ใบหูให้อย่างเบามือ การกระทำที่อ่อนโยนจนเกินขอบเขตเพื่อนร่วมงานคนนี้ ทำเอาลมหายใจของมินตราสะดุดกึก สมองขาวโพลนไปหมดในเสี้ยววินาที
"คุณ... ธันวา..." เธอเผลอเรียกชื่อเขาเสียงสั่น หัวใจเจ้ากรรมเต้นแรงจนกลัวว่าคนตรงหน้าจะได้ยินมัน
"ตั้งแต่มีคุณเข้ามาปั่นป่วนในชีวิตที่มีระเบียบแบบแผนเกินไปของฉัน..." ธันวาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ กระซิบถ้อยคำด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาคนฟังเขินจนแทบจะละลายหายไปกับพื้นปูนตรงนั้น "ฉันก็เพิ่งรู้ว่า... การมีใครสักคนเข้ามาเปลี่ยนแปลงแผนชีวิตที่วางไว้ มันไม่ได้แย่เลยสักนิด... กลับกัน มันทำให้ฉันอยากตื่นมาเจอแผนใหม่ที่มีคุณอยู่ด้วยทุกวันซะมากกว่า"
ตึ้บ! เหมือนมีค้อนยักษ์มาทุบเข้าที่กลางหัวใจ มินตราบอกไม่ถูกเลยว่าตอนนี้เธอควรจะโวยวายกลบเกลื่อนความเขิน หรือควรจะวิ่งหนีออกไปจากตึกนี้ให้รู้แล้วรู้รอด ร่างกายแข็งทื่อไปหมด ปลายหูร้อนผ่าวจนลามไปถึงต้นคอ
แต่มันยังไม่จบแค่นั้น เมื่อธันวาถือวิสาสะถือมือเรียวของเธอขึ้นมาวางทาบลงบนอกเสื้อด้านซ้ายของตัวเอง... ตรงตำแหน่งที่หัวใจกำลังเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะเสียยิ่งกว่าของเธอเสียอีก
"แล้วถ้าโปรเจกต์ต่อไปที่ฉันอยากจะรีโนเวต... ไม่ใช่อาคารเก่าหลังนี้..." ธันวาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่กำลังสั่นไหวด้วยความตกใจ รอยยิ้มอบอุ่นระบายอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาที่ใกล้แค่คืบ "แต่เป็น... สถานะหัวใจของคุณ... คุณติวเตอร์สนใจจะมารับหน้าที่เป็นสถาปนิกหลักตลอดชีวิตให้ฉันไหมคะ?"
มินตราอ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับคำสารภาพรักแบบไม่ทันตั้งตัวที่พุ่งชนใส่แบบเต็มแรง หน้าจอโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อที่เคยสั่นเตือนเมื่อครู่ยังเทียบไม่ได้เลยกับแรงกระแทกในอกตอนนี้ที่กำลังทำเอาเธอ...
สิ้นเสียงกระซิบนั้น ธันวาก็กดจมูกลงมาเบาๆ ที่กลุ่มผมนุ่มของเธอโดยอ้างว่าเป็นการกระเซ้าเย้าแหย่ แต่จังหวะนั้นเอง... เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นก้องกังวานจากบันไดทางขึ้นชั้นสอง พร้อมกับเสียงทักทายอันคุ้นเคยที่ดังแทรกบรรยากาศสีชมพูขึ้นมาอย่างไร้กาลเทศะ
"คุณธันวาครับ! แปลนโครงสร้างชุดใหม่ที่ขอไว้มาส่งแล้ว... เอ๊ะ! ผมมาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าครับเนี่ย?"
ธันวาผละออกจากตัวมินตราอย่างเสียดายเล็กน้อย แต่ดวงตาคมกลับฉายแววหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดที่ลูกน้องตัวแสบดันโผล่มาถูกจังหวะนรกเสียจริง ในขณะที่มินตรารีบกระโดดถอยหลังไปสามก้าว หน้าแดงแจ๋จนแทบจะมุดแผ่นดินหนี
และก่อนที่มินตราจะได้เอ่ยปากแก้ตัวอะไรออกไป ธันวาก็หันกลับมามองเธอ พร้อมกับยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วกระซิบด้วยเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคนก่อนที่บุคคลที่สามจะเดินมาถึงตัว
"ไว้เรามาคุย 'โปรเจกต์พิสูจน์ใจ' นี้กันต่อ... คืนนี้นะคะ คุณแฟนในอนาคต"
*(ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความรักละมุนหัวใจเรื่องนี้เสมอนะคะ)*
สถาปนิกหน้านิ่งปะทะยัยติวเตอร์สายรีโนเวทใจ•ตอนที่ 12
โปรเจกต์พิสูจน์ใจ
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งปะทะยัยติวเตอร์สายรีโนเวทใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!