ถ้วยเซรามิกสีขาวเคลือบด้านในมือของธันวาอุ่นเสียจนเกือบจะร้อนลวกฝ่ามือ แต่เขากลับไม่มีทีท่าว่าจะวางมันลง ผนังกระจกใสของสำนักงานสถาปัตยกรรมยามค่ำคืนสะท้อนเงาของเขาที่กำลังยืนนิ่งค้างอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ แสงไฟนีออนสีส้มอมเหลืองจากตึกฝั่งตรงข้ามสาดส่องเข้ามาเป็นเส้นยาว ตัดผ่านความเงียบงันที่โรยตัวอยู่ระหว่างเขากับหญิงสาวที่นั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาหนังสีน้ำตาลเข้ม
มินตราในยามนี้ไม่มีเค้าลางของติวเตอร์สาวสายลุยผู้มีพลังงานเหลือล้น หรือนักจัดการพื้นที่จอมกวนประสาทที่ชอบเถียงเขาฉอดๆ อีกต่อไป
ดวงตากลมโตที่มักจะพราวระยับด้วยความซุกซน กำลังเหม่อมองไปยังรอยร้าวบนผนังปูนเปลือยที่เธอบังเอิญทำสีถลอกไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน เงียบ... เงียบเสียจนเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ กลายเป็นเสียงเดียวที่ดังอยู่ในห้อง
"สถาปนิกอย่างคุณ... คงไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของการพยายามซ่อมแซมอะไรบางอย่าง ด้วยสองมือที่สั่นเทาหรอกค่ะ"
เสียงหวานที่มักจะเจือรอยหัวเราะอยู่เสมอดังขึ้นแผ่วเบา เจือความสั่นพร่าที่เธอพยายามจะซ่อนไว้ แต่มันกลับชัดเจนยิ่งกว่าเสียงใดในความรู้สึกของธันวา
ธันวาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ เสียงกระทบเบาๆ ของก้นแก้วกับไม้เนื้อแข็งดึงสติของเธอให้หันกลับมามอง เขาก้าวช้าๆ เข้าไปใกล้โซฟาตัวนั้น ไม่ได้ทิ้งระยะห่างเหมือนทุกที แต่ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นพรมเบื้องหน้าเธอ สายตาคมกริบที่เคยใช้ตรวจแบบแปลนโครงสร้างอาคารนับร้อย กลับอ่อนแสงลงจนน่าใจหาย
"ถ้าหมายถึงการนั่งคำนวณโครงสร้างรับน้ำหนักที่ผิดพลาดไปจากหน้างานจริงจนทำให้คานบ้านร้าว... ผมเจอมาหมดแล้วครับ มินตรา" ธันวาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ พยายามผ่อนคลายบรรยากาศด้วยการหยอดมุกอาชีพตามความเคยชิน
แต่มินตราไม่ยิ้ม เธอกลับแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มที่ขื่นขมจนธันวาต้องหุบปากฉับ
"ไม่ใช่โครงสร้างปูนซิเมนต์หหรอกค่ะคุณธันวา... แต่มันคือโครงสร้างชีวิต" เธอสูดลมหายใจเข้าลึกราวกับกำลังรวบรวมเศษซากความทรงจำที่แตกละเอียด "คุณเห็นฉันเป็นคนร่าเริง เป็นยัยติวเตอร์จอมจุ้นที่พร้อมจะรีโนเวททุกอย่างบนโลกใบนี้ให้เข้าที่เข้าทางใช่ไหมคะ? แต่คุณไม่รู้หรอก... ว่าในอดีต ฉันเคยเป็นคนที่พังทลายที่สุดในโปรเจกต์ที่ตัวเองรักที่สุด"
นิ้วเรียวบางยกขึ้นเกลียวปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผาก ดวงตาคู่นั้นเริ่มเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใส
"ห้าปีที่แล้ว ฉันเคยคิดว่าตัวเองคือนักออกแบบที่เก่งที่สุด ฉันรับงานรีโนเวทอาคารเก่าแก่ใจกลางเมืองด้วยความมั่นใจเต็มร้อย วางแผนทุกอย่างอย่างรอบคอบตามตำราที่คุณชอบนักชอบหนานั่นแหละค่ะ... แต่พอถึงเวลาลงมือจริง ความโลภและความประมาทของฉันเองที่มองข้ามรอยร้าวเล็กๆ ตรงฐานราก"
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงเผาะลงบนหลังมือของเธอที่ประสานกันแน่น
"วันนั้น... ฝนตกหนักมากค่ะ อาคารหลังนั้นพังครืนลงมาต่อหน้าต่อตาฉัน โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่... อนาคตในฐานะสถาปนิกของฉันมันตายสนิทตั้งแต่วินาทีที่คานเหล็กหักโค่นลงมาแล้ว"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัด มันคือความเงียบที่หนักอึ้งราวกับมีก้อนหินมาถ่วงไว้ที่กลางอก ธันวานิ่งฟัง เขารู้จักความเจ็บปวดของการทำงานพลาด แต่นี่คือแผลเป็นในใจที่ลึกเกินกว่าที่เขาจะคาดคิด ผู้หญิงตรงหน้าแบกรับความรู้สึกผิดนี้มานานแค่ไหนกันนะ ลำพังแค่รอยยิ้มสดใสที่เธอใช้กลบเกลื่อนความพังทลายข้างใน ก็คงกินพลังชีวิตของเธอไปหมดแล้ว
"ฉันเกลียดความไม่สมบูรณ์แบบ... เกลียดความผิดพลาดที่แก้ไขไม่ได้ และที่แย่ที่สุด..." มินตราเงยหน้าขึ้นสบตาเขา หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มเนียน "ฉันเกลียดตัวเองที่พยายามจะวิ่งหนีมันมาตลอด จนกระทั่งมาเจอคุณ... คนที่ก้าวเข้ามาแล้วชี้ให้เห็นว่า ทุกรอยร้าวบนผนังมันมีเรื่องราวของมัน"
ธันวารู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบหัวใจของเขาแน่น เขาเอื้อมมือออกไปช้าๆ ปลาย นิ้วอุ่นแตะลงบนหลังมือที่สั่นเทาของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสที่ไร้คำพูดใดๆ แต่กลับส่งกระแสความอบอุ่นผ่านทะลุผิวสัมผัสเข้าไปถึงข้างใน
"คุณไม่ได้ล้มเหลวเพราะความสะินใจหรอกครับ มินตรา..." ธันวาเอ่ยเสียงนุ่ม แววตานิ่งสนิทที่มองเธอเต็มไปด้วยความลึกซึ้งที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน "สถาปนิกที่เก่งจริง... ไม่ใช่คนที่ไม่เคยทำบ้านพัง แต่คือคนกล้าที่จะยืนหยัดมองซากปรักหักพังนั้น แล้วลงมือออกแบบมันใหม่ด้วยความเข้าใจที่มากกว่าเดิมต่างหาก"
มินตราสะท้านเฮือกเมื่อปลายนิ้วอุ่นของเขาเคลื่อนมาเกลี่ยหยาดน้ำตาออกจากแก้มให้เธออย่างอ่อนโยน ความใกล้ชิดนี้ทำให้หัวใจที่ปิดตายมานานหลายปีเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก
"ขอบคุณนะคะ..." เธอพึมพำเสียงสั่น หัวใจดวงน้อยพองโตขึ้นมาอย่างประหลาดท่ามกลางความเปราะบาง "ที่คุณไม่หัวingเราะเยาะ"
"ผมจะหัวเราะคุณลงได้ยังไง..." ธันวายิ้มบางๆ รอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งและมีเสน่ห์เหลือเกินในสายตาของเธอ "ในเมื่อตอนนี้... พื้นที่ในใจของผม ถูกคุณเข้ามาจับจองจนไม่เหลือพื้นที่ให้ใครอื่นแล้วล่ะครับ"
มินตราเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย เลือดในกายสูบฉีดจนใบหน้าร้อนผ่าว ความเขินอายตีตื้นขึ้นมาจนเธอทำอะไรไม่ถูกกับคำหยอดตรงๆ ในจังหวะชีวิตแบบนี้
ทว่า ระหว่างที่บรรยากาศกำลังหวานซึ้งและเคมีของทั้งคู่กำลังหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของธันวาก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบกริบในยามวิกาล
ธันวาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความขัดใจ เขาเหลือบมองหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นมาในความมืด ชื่อและข้อความแจ้งเตือนที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอทำเอาลมหายใจของเขาสะดุดกึก ร่างสูงชะงักค้างไปทันทีเมื่อเห็นว่าใครเป็นผู้ส่งข้อความด่วนนี้เข้ามาในยามดึกดื่น
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความสัมพันธ์ของพวกเขานะคะ
สถาปนิกหน้านิ่งปะทะยัยติวเตอร์สายรีโนเวทใจ•ตอนที่ 21
ความเปราะบางของคนเก่ง
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งปะทะยัยติวเตอร์สายรีโนเวทใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!