“คุณธันวาคะ! จะยืนแข็งทื่อเป็นเสาเข็มให้คนเขารู้หมดเลยเหรอว่าเราแอบมาทำอะไรกันตรงนี้ ถอยไปข้างหลังนั่นเร็วเข้าค่ะ!”
ฉันกระซิบเสียงลอดไรฟัน พลางคว้าข้อมือหนาของสถาปนิกหน้านิ่งที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดเหมือนเห็นผี มากกว่าเห็นคนรู้จักที่กำลังก้าวลงมาจากรถคันหรูคันนั้น ธันวายังคงยืนนิ่งราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน แววตาที่ปกติจะฉายความมั่นใจและระเบียบจัด บัดนี้กลับวูบไหวและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
“นั่น... พี่ชายผม” เขาพึมพำ น้ำเสียงขาดห้วงเหมือนคนเพิ่งถูกกระชากออกจากคอมฟอร์ตโซน
ฉันไม่รอให้เขาได้ตั้งตัว ลากร่างสูงโปร่งให้มุดเข้าไปหลังกองวัสดุและโครงเหล็กที่ยังสร้างไม่เสร็จ กลิ่นปูนสดผสมกับกลิ่นน้ำหอมจางๆ ของธันวาตีกันอยู่ในจมูกเราทั้งคู่ พื้นที่แคบๆ หลังกองไม้พาเลททำให้เราต้องเบียดกันจนแทบจะรวมร่าง เสียงฝีเท้าของชายคนนั้นดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังแทรกความเงียบ
“ธันวา แกอยู่ไหน? ฉันรู้ว่าแกอยู่ที่นี่ อย่าให้ต้องให้คนไปรื้อดูนะ”
เสียงทรงอำนาจนั้นทำให้ธันวาหลับตาแน่น มือหนาที่เกาะแขนฉันอยู่บีบแน่นจนฉันรู้สึกถึงความเครียดที่ส่งผ่านผิวหนัง ฉันหันไปสบตาเขา แสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์ของฉันที่สว่างขึ้นเพียงนิดทำให้เห็นสันกรามคมที่ขบกันจนนูนเด่น ฉันตัดสินใจใช้นิ้วชี้แตะริมฝีปากเขาเบาๆ เป็นสัญญาณว่าให้เงียบ
จังหวะที่หัวใจเราเต้นระรัวแข่งกับเสียงฝีเท้าที่เดินวนอยู่รอบกองไม้ ฉันก็พลันนึกถึงแผนการบ้าๆ ที่เคยคิดไว้เล่นๆ แต่ตอนนี้คงต้องงัดออกมาใช้จริงๆ
“ถ้าไม่อยากถูกเจอ ก็ทำตัวให้เป็นเด็กติวหนังสือของฉันซะ” ฉันกระซิบข้างหูเขา ก่อนจะยัดกระดาษโน้ตตัวเลขวิชาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมใส่มือเขา พร้อมกับเปิดโหมดแอปพลิเคชันสอนออนไลน์ในโทรศัพท์ที่ค้างหน้าจอไว้ แล้วแสร้งทำเป็นพึมพำบทเรียนออกมาเบาๆ
“เอาล่ะ... ไหนบอกฉันสิคะว่า ‘สถาปัตยกรรมบาโรก’ ในมุมมองของคนอย่างคุณ มันต่างจากความตึงเครียดในตอนนี้ยังไง?”
ธันวามองหน้าฉันเหมือนคนสติหลุด แต่พอเห็นสายตาจริงจังที่ฉันส่งไปให้ เขาก็ยอมกลืนน้ำลายและปรับน้ำเสียงให้ดูเป็นปกติที่สุด แม้จะยังสั่นนิดๆ “มัน... คือการขยายขอบเขตของพื้นที่และความรู้สึกครับ มันไม่ใช่แค่การสร้าง แต่คือการทำให้ผู้ใช้อาคารรู้สึกถึง ‘พลัง’ ที่เหนือการควบคุม”
“ดีมากค่ะ แต่พลังงานตอนนี้ของคุณมันติดลบนะคุณสถาปนิก”
เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนกระทั่งเสียงรถคันนั้นขับออกไปจากเขตก่อสร้าง ธันวาทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง เขามองมือตัวเองที่ยังกำชีทสรุปบทเรียนไว้แน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองฉันด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป
“คุณทำแบบนี้ทำไม?” เขาถาม น้ำเสียงดูอ่อนล้าแต่ก็แฝงความสงสัย “คุณน่าจะปล่อยให้เขาเห็น แล้วจบๆ เรื่องไป ผมจะได้ไม่ต้องหนีอะไรอีก”
ฉันนั่งลงข้างๆ เขา ไม่สนว่ากางเกงทำงานจะเลอะฝุ่นแค่ไหน “เพราะสถาปนิกที่ชอบทำหน้านิ่งอย่างคุณ เวลาตั้งใจสอนหนังสือให้เด็กๆ มันดูเท่กว่าเวลาหนีปัญหาไงคะ”
เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ “ผมไม่ได้สอนหนังสือใครมานานแล้ว และผมก็ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นครูที่ดีได้”
ฉันขยับเข้าไปใกล้ มองใบหน้าด้านข้างของเขาที่ในจังหวะนี้ดูละมุนลงกว่าทุกที “งั้นลองพิสูจน์ดูไหมคะ? พรุ่งนี้ฉันมีคลาสสอนเด็กกลุ่มเล็กๆ ที่มูลนิธิ ถ้าคุณมาช่วย... ฉันจะถือว่าเราหายกันเรื่องที่ฉันแอบมาเซอรไพรส์คุณที่ไซด์งานวันนี้”
---
วันรุ่งขึ้น ณ มูลนิธิบ้านเด็กใจดี
บรรยากาศที่ควรจะวุ่นวายกลับดูอบอุ่นอย่างประหลาด ฉันมองดูธันวาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก ท่ามกลางเด็กๆ เจ็ดแปดคนที่ล้อมหน้าล้อมหลังเขาอยู่ เขาไม่ได้สวมสูทเนี้ยบกริบเหมือนปกติ แต่เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นเส้นเลือดที่แขนชัดเจน นิ้วเรียวยาวของเขากำลังจับดินสอ สอนเด็กหญิงตัวน้อยวาดโครงร่างบ้านในฝันด้วยความอดทน
“ตรงนี้ต้องเป็นเส้นตรงนะครับ ถ้าเราอยากให้บ้านมั่นคง เราต้องเริ่มจากฐานที่แน่นก่อน เหมือนกับการใช้ชีวิตนั่นแหละครับ”
เสียงของเขานุ่มนวลจนฉันเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ธันวาในมุมนี้... มันไม่มีภาพของสถาปนิกผู้เย็นชาหรือเจ้าระเบียบเลยสักนิด มีเพียงชายหนุ่มที่พร้อมจะแบ่งปันความรู้และรอยยิ้มจางๆ ให้กับคนรอบข้าง
“ครูธันวาคะ! บ้านหลังนี้หลังคาสูงไปไหมคะ?” เด็กหญิงคนหนึ่งถาม
ธันวายิ้มกว้าง — เป็นรอยยิ้มที่ฉันเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก — เขาโน้มตัวลงไปลูบหัวเด็กคนนั้นเบาๆ “ไม่สูงเกินไปหรอกครับ ถ้าเรามีความฝันที่อยากจะบินสูง เราก็ต้องสร้างหลังคาให้รับกับท้องฟ้า จริงไหม?”
ฉันยืนพิงกรอบประตู มองภาพนั้นด้วยหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ ความอ่อนโยนที่เขาซ่อนไว้หลังหน้ากากความนิ่งเฉย มันช่างเป็นอาวุธที่ร้ายกาจเสียจริง ยิ่งเห็นเขาตั้งใจทำหน้าที่ 'ติวเตอร์จำเป็น' ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่ากำแพงที่เขาพยายามสร้างขึ้นมา มันกำลังถูกรีโนเวทใหม่ด้วยความอบอุ่นที่เขามอบให้เด็กๆ เหล่านี้
“มองขนาดนี้ คิดค่าจ้างเพิ่มดีไหมครับ?”
เสียงทุ้มดังขึ้นใกล้หูจนฉันสะดุ้ง ธันวายืนอยู่ข้างหลังฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เขากำลังเช็ดคราบฝุ่นบนมือด้วยผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาด แววตาของเขาดูผ่อนคลายและเป็นประกายวิบวับอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
“แหม... ก็แค่กำลังดูว่าสถาปนิกหน้านิ่งคนนี้ ‘สอบผ่าน’ ในฐานะครูฝึกหัดหรือเปล่าเท่านั้นเองค่ะ” ฉันตอบกลบเกลื่อนความเขิน
เขาขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนฉันได้กลิ่นจางๆ ของดินสอไม้และสบู่หอมจากตัวเขา “งั้นคืนนี้คุณต้องเป็นคนสรุปคะแนนให้ผมแล้วนะ เพราะผมมีเรื่องจะบอกคุณ... เรื่องที่ผมตัดสินใจได้แล้ว หลังจากสอนเด็กๆ วันนี้”
ลมหายใจฉันแทบสะดุดเมื่อเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วกดส่งข้อความเข้าแชตส่วนตัวของฉัน ก่อนจะทำหน้ากวนๆ แล้วเดินเลี่ยงออกไปทิ้งให้ฉันยืนตัวแข็งทื่ออยู่คนเดียว
ฉันรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูข้อความที่เพิ่งเด้งขึ้นมา มันเป็นข้อความที่เขียนสั้นๆ ว่า:
*“ถ้าการรีโนเวทใจมันยากขนาดนี้... สนใจเปลี่ยนจากติวเตอร์ มาเป็น ‘เจ้าของบ้าน’ ของผมถาวรไหมครับ?”*
แต่ในวินาทีที่ฉันกำลังจะพิมพ์ตอบ มือของฉันดันสั่นจนเผลอกดปุ่ม ‘ยกเลิกข้อความ’ ที่เขาส่งมาทิ้งไปเสียสนิท... และนั่นยังไม่เท่ากับการที่ประตูห้องโถงถูกผลักเข้ามาโดยหญิงสาวที่ดูคุ้นตา... คนที่ธันวาพยายามหลบหน้ามาตลอดชีวิต!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านความสัมพันธ์ที่กำลังเริ่มก่อตัวของพวกเขานะคะ แล้วพบกันตอนหน้าค่ะ!
สถาปนิกหน้านิ่งปะทะยัยติวเตอร์สายรีโนเวทใจ•ตอนที่ 7
ติวเตอร์จอมแสบกับสถาปนิกหน้านิ่ง
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งปะทะยัยติวเตอร์สายรีโนเวทใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!