สยบวิถีเซียนด้วยกำปั้นมารสะท้านนภา•ตอนที่ 15

เพลงกระบี่พิฆาตเซียน

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
"ม่อหลง... หนี้เลือดเมื่อชาติก่อน เจ้าคิดว่าจะชดใช้หมดสิ้นด้วยลมปากอันโสโครกของสุนัขเฒ่าเช่นนั้นหรือ?" สุ้มเสียงของหลี่เทียนเฉินมิได้ดังสะท้านสะเทือน ทว่ามันกลับแทรกซึมเข้าไปในห้วงจิตวิญญาณของทุกผู้คนบนลานประลองราวกับเสียงกระซิบจากยมทูตแห่งขุมนรกโลกันตร์ เมฆหมอกบนนภาที่เคยกระจ่างใสพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึน แรงกดดันจากปราณวิญญาณระดับบรรพกาลแผ่พุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องสูงราวกับเสาค้ำยันฟ้าดินที่กำลังพังทลาย เวทีประลองศิลาหยกขาวที่สร้างขึ้นด้วยอาคมโบราณ บัดนี้กลับปรากฏรอยร้าวรานกระจายตัวดั่งใยแมงมุมเป็นวงกว้าง เพียงแค่จิตสังหารที่ระเบิดออกมาโดยไร้ซึ่งการกระบี่ทว่ากลับคมกริบยิ่งกว่าศาสตราใดในใต้หล้า "นี่มัน... พลังวิญญาณอันใดกัน!?" ผู้อาวุโสสำนักกระบี่นภาอย่างม่อหลง ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำสลับขาวซีด ภายในอกของมันปั่นป่วนราวกับคลื่นลมในมหาสมุทร เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายไหลท่วมแผ่นหลังจนอาภรณ์ชุ่มโชก ในฐานะยอดฝีมือผู้ผ่านโลกมานับร้อยปี ย่อมเคยเผชิญหน้ากับศัตรูคู่อาฆาตมานักต่อนัก ทว่าไม่เคยมีครั้งใดที่กระดูกสันหลังของมันจะเย็นเฉียบและสั่นสะท้านถึงเพียงนี้ แรงกดดันที่ถาโถมเข้ามามิใช่เพียงพลังกดขี่ทางกายภาพ แต่มันคือ "เจตจำนงแห่งการฆ่า" ที่ผ่านการขัดเกลามาผ่านความตายและการเกิดใหม่นับร้อยชาติ เป็นความน่าสะพรึงกลัวที่เหนือล้ำกว่าขอบเขตพลังยุทธ์ทั่วไปโดยสิ้นเชิง เท้าของม่อหลงที่เคยยืนหยัดอย่างมั่นคง บัดนี้กลับต้องก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัวถึงสามก้าวติดต่อกัน เสียงรองเท้ากระทบพื้นศิลาฟังดูอัปลักษณ์และน่าสมเพชท่ามกลางความเงียบงันของฝูงชนนับหมื่นที่รายล้อมลานประลอง เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสจากสำนักต่างๆ ต่างอ้าปากค้างจนแทบกลืนกินหมัดของตนเองลงไป ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงระคนหวาดผวา พวกเขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า ศิษย์สวะผู้ถูกตราหน้าว่าไร้รากปราณและเป็นตัวถ่วงของตระกูลหลี่เมื่อหลายเดือนก่อน บัดนี้กลับสามารถใช้เพียงแค่รัศมีปราณและจิตสังหาร บีบคั้นให้ยอดฝีมืออันดับต้นๆ ของสำนักกระบี่นภาต้องก้าวถอยร่นอย่างน่าอนาถ "ถอยทำไมเล่า ม่อหลง?" หลี่เทียนเฉินก้าวเท้าเดินเข้าไปหาช้าๆ ทุกย่างก้าวที่ประทับลงไปบนพื้นศิลา เกิดเสียงก้องกังวานราฆอมคำรามในฤดูใบไม้ร่วง ร่างกายของเขายังคงตั้งตรงสง่างามดั่งกระบี่วิเศษที่ซ่อนคมอยู่ในฝัก ใบหน้าหล่อเหลาเยือกเย็นไร้ซึ่งความรู้สึก ทว่าแววตาดำขลับคู่นั้นกลับลึกล้ำดึงดูดดั่งห้วงเหวแห่งกาลเวลา "เมื่อสามร้อยปีก่อน ตอนที่เจ้าลอบกัดข้าที่หน้าผาอเวจี เจ้ามิได้ทำท่าทางหวาดกลัวเช่นนี้มิใช่หรือ? หรือว่าเกียรติภูมิของผู้อาวุโสสำนักใหญ่ เป็นเพียงแค่หน้ากากของสุนัขรับใช้ที่พร้อมจะหางจุกตูดเมื่อเผชิญหน้ากับความจริง?" "สามร้อยปี... เจ้าพูดเรื่องเหลวไหลอันใดกัน! ข้าไม่รู้จักเจ้า!" ม่อหลงแผดเสียงคำรามเพื่อข่มความหวาดกลัวในใจ แม้ปากจะปฏิเสธ ทว่ามือที่ถือกระบี่ประจำกายกลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ นัยน์ตาของมันฉายแววตื่นตระหนกสุดขีด คำว่า "สามร้อยปี" และ "หน้าผาอเวจี" เป็นความลับดำมืดที่มันเก็บงำไว้ในใจมาตลอดชีวิต เป็นเหตุการณ์ที่มันใช้สำสำเร็จในการลอบสังหารอัจฉริยะผู้หนึ่งเพื่อแย่งชิงเคล็ดวิชาบรรพกาล เหตุใด... เหตุใดเด็กหนุ่มตรงหน้าถึงล่วงรู้เรื่องนี้ ราวกับว่าเขาคือวิญญาณร้ายที่ปีนป่ายขึ้นมาจากขุมนรกเพื่อทวงคืนหนี้เลือดโดยเฉพาะ! "จำไม่ได้ไม่เป็นไร... ให้รอยแผลเป็นบนร่างของเจ้า เป็นเครื่องเตือนความจำก็แล้วกัน" สิ้นเสียงคำรามอันแผ่วเบา ร่างของหลี่เทียนเฉินก็เลือนหายไปจากจุดที่ยืนอยู่ราวกับภาพมายา! "เร็วเกินไป!" ม่อหลงเบิกตากว้างด้วยความตกใจขีดสุด สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องลั่นในหัว มันสะบัดกระบี่ในมือวาดเป็นโล่ปราณรูปดอกบัวเก้ากลีบหมายจะป้องกันตัวรอบทิศทาง ทว่ามันสายเกินไปเสียแล้ว ความเร็วของหลี่เทียนเฉินในยามนี้ทะลุผ่านขอบเขตของความเร็วทางกายภาพไปไกลลิบ มันคือการเคลื่อนย้ายผ่านมิติด้วยวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ *ฉับ!* ประกายแสงสีเงินยวดยิ่งกว่าแสงจันทร์ยามค่ำคืนพาดผ่านความว่างเปล่า ไม่มีเสียงระเบิดกึกก้อง ไม่มีแรงปะทะรุนแรง มีเพียงเสียงตัดผ่านอากาศอันแผ่วเบาราวกับสายลมพัดผ่านกิ่งหลิว ทว่าเมื่อแสงนั้นเลือนหายไป แขนเสื้อข้างขวาของม่อหลงก็ขาดวิ่นกลายเป็นจุล พร้อมกับรอยเลือดบางเฉียบที่ปรากฏขึ้นบนลำคอของมัน หยดโลหิตสีแดงฉานค่อยๆ ซึมผ่านผิวหนังบริเวณลำคอลงมา ม่อหลงแข็งค้างราวกับรูปปั้นหิน มันค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นแตะลำคอของตนเองด้วยความรู้สึกเย็นวาบถึงขั้วหัวใจ หากเมื่อครู่หลี่เทียนเฉินมิได้จงใจยั้งมือไว้เพียงแค่เสี้ยวลมหายใจ ศีรษะของผู้อาวุโสสำนักกระบี่นภาผู้นี้คงหลุดลอยออกจากบ่าและกลายเป็นศพไร้ญาติไปนานแล้ว "นี่คือ... กระบี่ที่สามร้อยปีที่แล้วเจ้าไม่คู่ควรจะได้เห็น..." หลี่เทียนเฉินปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่เบื้องหลังของม่อหลง ปลายเท้าของเขาลอยเหนือพื้นดินเพียงครึ่งนิ้ว แผ่นหลังตั้งตรงดั่งพู่กันเซียนสะท้านนภา เขาไม่ได้หันกลับมามองเหยื่อผู้พ่ายแพ้แม้แต่น้อย สายตาทอดยาวไปยังขอบฟ้าไกลโพ้น ที่ซึ่งกลุ่มเมฆสีครามกำลังก่อตัวเป็นรูปร่างประหลาดคล้ายค่ายกลโบราณ ท่ามกลางความเงียบงันชวนอึดอัดของฝูงชน บนระเบียงชมจันทร์ของหอคอยร้อยบุปผาที่ตั้งอยู่ไกลออกไป ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกฤดูยืนสง่างามอยู่ ณ ที่นั้น นางคือไป๋อวี๋ซวง นางเซียนแห่งตำหนักเหมืองสวรรค์ผู้เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี ผู้คนทั่วหล้าต่างรู้ดีว่านางไม่เคยชายตามองบุรุษใดในใต้หล้า แม้แต่เจ้าสำนักหรือองค์ชายจากแดนสวรรค์ก็ยังถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ทว่าในยามนี้ ดวงเนตรคู่สวยดั่งหงส์ของนางกลับจับจ้องไปยังแผ่นหลังของหลี่เทียนเฉินด้วยประกายความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่ง เป็นความอบอุ่นที่ละลายน้ำแข็งในดวงตาคู่นั้นจนหมดสิ้น มุมปากเรียวบางยกยดขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มที่งดงามราวกับภาพวาดสวรรค์ นางพึมพำกับตนเองด้วยสุ้มเสียงที่แม้แต่สายลมก็ยังไม่กล้ารบกวน "เจ้าคนโง่... ในที่สุดเจ้าก็กลับมาทวงทุกอย่างคืนแล้วสินะ..." ขณะที่บรรยากาศบนลานประลองกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด และม่อหลงกำลังจะทรุดตัวลงคุกเข่าด้วยความสิ้นหวังนั้นเอง ทันใดนั้น ท้องฟ้าเบื้องบนก็เกิดเสียงคำรามกึกก้องราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูหนาว *เปรี้ยง!* มิติเบื้องหน้าหลี่เทียนเฉินและม่อหลงพลันฉีกขาดออกเป็นช่องว่างสีดำสนิท แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าตอนของหลี่เทียนเฉินนับร้อยเท่าพรั่งพรูออกมาจากรอยแยกนั้น พร้อมกับเงาร่างของชายชราในชุดคลุมสีทองอร่ามผู้หนึ่ง ที่ก้าวเท้าเดินออกมาจากความว่างเปล่าอย่างเชื่องช้า ไอพลังระดับเซียนแท้จริงแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งรัศมีร้อยลี้ ทำให้ยอดฝีมือทุกคนบนลานประลองต่างต้องคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว เงาร่างนั้นหันมาจ้องมองหลี่เทียนเฉินด้วยแววตาดุจเหยี่ยวเพชรฆาต ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยสุ้มเสียงที่สะท้านไปถึงดวงวิญญาณ "บังอาจนัก! เจ้าเด็กเหลือขอ กล้าดียังไงมาสร้างความวุ่นวายในเขตแดนของสำนักกระบี่นภา... วันนี้ ต่อให้เจ้ามีวิชากระบี่เทพมาจากไหน ก็อย่าหวังว่าจะได้เดินออกจากที่นี่ทั้งร่าง!" หลี่เทียนเฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างชัดเจน เขาไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวต่อพลังระดับเซียนแท้จริงแม้แต่น้อย กลับกัน มือขวาของเขายื่นไปกุมด้ามกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาที่เหน็บอยู่ข้างเอว พร้อมกับเอמהสเสียงลอดไรฟันด้วยความท้าทาย "ในที่สุด... ตัวใหญ่ก็โผล่หัวออกมาจนได้สินะ..." ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่วิถีเซียนด้วยกันมาจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกำปั้นมารสะท้านนภา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%