"ความเงียบงันในยามวิกาล มักสัตย์ซื่อกว่าคำสาบานของผู้คนนับหมื่นในยามกลางวันนัก..."
น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่ลอยแว่วมาท่ามกลางความมืดมิดของระเบียงเรือนไผ่เขียว ชะงักฝีเท้าของร่างระหงในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ที่กำลังก้าวเข้ามา ไป๋อวี๋ซวงสะท้านเฮือก ดวงตากลมโตคู่สวยที่มักราบเรียบราวน้ำแข็งพันปีไหววับดั่งผิวน้ำถูกลมกวาด นางปรายตามองบุรุษผู้ยืนกอดอกพิงเสาเรือน แผ่นหลังกว้างนั้นราวกับแบกรับฟ้าดินเอาไว้ครึ่งซีก แต่ยามนี้กลับแฝงไว้ด้วยความโดดเดี่ยวที่ทำให้นางรู้สึกปวดแปลบในทรวงอก
หลี่เทียนเฉินหมุนตัวกลับมา เผยให้เห็นรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่ที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในฝัก เปล่งประกายล้ำลึกราวกับดวงดาวในห้วงจักรวาล
"ดึกดื่นป่านนี้แล้ว... ลมหนาวจากยอดเขาเหมันต์ไม่ได้พัดพาความเย็นเยือกมาอย่างเดียว แต่ดูท่าจะพัดพาดอกบัวหิมะผู้สูงส่งให้หลงทางมาถึงเรือนพักของศิษย์สวะเช่นข้าเสียด้วยนะครับ"
คำหยอกเย้าเจือความนัยนั้นทำให้ไป๋อวี๋ซวงเม้มริมฝีปากบางเฉียบ นางปรายตามองรอบกายด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ ค่ายกลป้องกันเสียงและจิตสัมผัสก็แผ่ขยายออกไปปิดกั้นโลกภายนอกทันที
"เจ้ายังคงมีอารมณ์มาล้อเล่นในสถานการณ์เช่นนี้อีกหรือ หลี่เทียนเฉิน"
เสียงหวานใสดุจหยกกระทบกันเอ่ยขึ้น แม้จะพยายามราบเรียบและเย็นชาเพียงใด แต่ความสั่นไหวเล็กๆ ในน้ำเสียงนั้นหาได้รอดพ้นประสาทสัมผัสอันแหลมคมของอดีตมหาเทพไม่ ไป๋อวี๋ซวงก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวนางคล้ายกลิ่นเหมันต์ผสมผสานกับกลิ่นอายดอกไม้ป่าลอยเข้าแตะนาสิก ปลุกความทรงจำนับพันปีในห้วงจิตวิญญาณของหลี่เทียนเฉินให้ตื่นขึ้น
"สถานการณ์ใดเล่า? หรือเจ้าหมายถึงความเคลื่อนไหวของผู้อาวุโสโม่หลงกับพรรคพวกที่กำลังวางแผนสุนัขจนตรอก?" หลี่เทียนเฉินแค่นหัวเราะในลำคอแผ่วเบา แววตาทอประกายเหยียดหยัน "คนพวกนั้นเป็นเพียงเศษธุลีในเส้นทางวิถีเซียนของข้า ต่อให้พวกมันรวบรวมยอดฝีมือทั้งสำนักมาขวางทาง สุดท้ายก็เป็นได้เพียงหินลับกระบี่ใต้เท้าข้าเท่านั้น... สิ่งที่ข้าสนใจในยามนี้ มีเพียงคนผู้เดียวเท่านั้นนะครับ"
ดวงตาของไป๋อวี๋ซวงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย หัวใจดวงน้อยที่ถูกแช่แข็งไว้ด้วยเคล็ดวิชาตระกูลไป๋มาค่อนชีวิต บัดนี้กลับเต้นรัวเร็วดั่งกลองศึก นางสบตาเขา มองเห็นเงาของตนเองสะท้อนอยู่ในดวงตาดำขลับคู่นั้น ทะเลอารมณ์ที่สงบนิ่งมาตลอดกลับปั่นป่วนด้วยคลื่นลมแห่งความเสน่หา
"เจ้า... คนปากหวาน" ไป๋อวี๋ซวงเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนพวงแก้มที่ขึ้นสีเรื่อระเรื่อราวกับกุหลาบป่ากลางหิมะ "ข้ามาเตือนเจ้าด้วยความหวังดี ม่อหลงแอบติดต่อกับนิกายโลหิตโลกันตร์ พวกมันเตรียมใช้ 'ค่ายกลกลืนโลหิตอสูร' ในงานชุมนุมกระบี่ร้อยสำนักที่จะถึงนี้ เป้าหมายของมันคือการดูดกลืนพลังปราณของศิษย์สายตรงทั้งหมดเพื่อทะลวงสู่ขอบเขตราชันย์เทวะ เจ้า... ห้ามประมาทเด็ดขาดนะ"
หลี่เทียนเฉินหุบยิ้ม แววตาแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที ออร่าพลังปราณบรรพกาลสายหนึ่งแผ่ซ่านออกมาโดยไม่ตั้งใจจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเล็กน้อย ความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดทับไว้ใต้ความเยือกเย็นพุ่งพล่านขึ้นมา
นิกายโลหิตโลกันตร์! ในอดีตชาติ พวกมันคือหนอนแมลงที่บังอาจลอบกัดเขาในยามที่เขากำลังเผชิญทัณฑ์สวรรค์ขั้นเก้าสเกล จนเป็นเหตุให้ร่างทองคำแหลกสลาย วันนี้พวกมันยังกล้าคิดใช้เล่ห์กลสกปรกเช่นนี้อีกหรือ?
"พวกมันรนหาที่ตายเอง..." หลี่เทียนเฉินเอ่ยเสียงต่ำ รังสีฆ่าฟัตตลบอบอวลขึ้นรอบกาย
แต่ก่อนที่ความมืดมนจะครอบงำบรรยากาศ ไป๋อวี๋ซวงก็ยื่นมือเรียวดุจหยกขาวมาแตะที่หลังมือของเขาเบาๆ ความเย็นยะเยือกจากปลายนิ้วของนางผสานเข้ากับความร้อนรุ่มในกระแสปราณของเขาอย่างน่าประหลาด ความโกรธเกรี้ยวดับมอดลงในพริบตา เหลือเพียงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้าสู่หัวใจ
"ข้าไม่ได้มาเพื่อฟังเจ้าประกาศกร้าวว่าจะสังหารใคร..." ไป๋อวี๋ซวงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง แววตาดื้อรั้นและจริงจังฉายชัด "ข้าแค่อยากรู้... หากวันหนึ่งเจ้าต้องก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของวิถีเซียน แล้วโลกหล้าใบนี้ไม่มีที่ให้เจ้าอยู่อีกต่อไป เจ้า... จะยังมี 'ข้า' อยู่ในสายตาบ้างหรือไม่"
คำถามนี้น้ำหนักดั่งขุนเขา ทว่ากลับเปราะบางราวกระจกแก้ว หลี่เทียนเฉินมองสตรีนตรงหน้า นางคือผู้ที่ยอมทรยศต่อสำนักและกฎเกณฑ์สวรรค์เพื่อยืนเคียงข้างเขาในชาติก่อน และในชาตินี้ นางก็ยังคงเป็นคนเดียวที่มองทะลุเปลือกนอกอันเย่อหยิ่งของเขา เข้าไปถึงจิตวิญญาณที่โดดเดี่ยว
บุรุษหนุ่มยกมือขึ้นโอบเอวคอดกิ่วของนางเข้ามาแนบชิดอย่างไร้การลังเล ไป๋อวี๋ซวงอุทานเบาๆ ด้วยความตกใจ ร่างบางแนบสนิทไปกับแผงอกกว้าง ความอบอุ่นจากร่างกายของเขาล้อมรอบนางไว้ราวกับเกราะคุ้มกันภัยที่ดีที่สุดในใต้หล้า
"อวี๋ซวง..." หลี่เทียนเฉินกระซิบชิดริมหใบหูของนาง เสียงทุ้มนุ่มนั้นสั่นพร่าเล็กน้อยแต่เต็มไปด้วยความหนักแน่นดั่งคำประกาศิตสวรรค์ "ต่อให้ฟ้าดินล่มสลาย วัฏสงสารแหลกสลายเป็นจุล กระบี่ในมือข้าอาจหักสะบั้น วิญญาณอาจดับสูญนิรันดร์ แต่ดวงใจของหลี่เทียนเฉินผู้นี้... จักมีไว้เพื่อสลักนามของเจ้าเพียงผู้เดียว ตราบจนนิรันดร์กาล"
หยาดน้ำใสเอ่อคลอขึ้นที่หน่วยตาของไป๋อวี๋ซวง นางซบหน้าลงกับอกเสื้อของเขา ปล่อยให้ความรู้สึกทั้งมวลไหลรินไปกับอ้อมกอดนี้ คำสัญญาที่นางรอคอยมานับชาติภพ บัดนี้ถูกเอื้อIนเอ่ยออกมาอย่างสัตย์จริงแล้ว ท่ามกลางแสงจันทร์นวลตาที่สาดส่องลงมา ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนเวียนเพื่อเป็นพยาน
ทั้งสองยืนนิ่งแนบชิดกันท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืน ปล่อยให้เวลาเดินผ่านไปช้าๆ ซึมซับความอบอุ่นที่หาได้ยากยิ่งในยุทธภพอันโหดร้าย
ทว่า... ความเงียบสงบมักอยู่ได้ไม่นานนัก
*เปรี้ยงงงง!*
เสียงสายฟ้าคำรามสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มฉีกกระชากความเงียบของราตรีกาลให้ขาดวิ่น เมฆดำทะมึนกลุ่มใหญ่พวยพุ่งปกคลุมยอดเขาสำนักกระบี่นภาในพริบตา แรงกดดันจากปราณปริศนาสายหนึ่งแผ่ซ่ายกดทับลงมาจากฟากฟ้า ราวกับมีเทพเซียนองค์มหึมากำลังจ้องมองลงมาด้วยความโกรธเกรี้ยว
ไป๋อวี๋ซวงผละออกจากอ้อมกอด สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ดวงตาสวยกวาดมองขึ้นไปบนท้องฟ้า "นั่นมัน... ปราณอสูรบรรพกาล? หรือว่าพคมหาวิบัติดาราจักรถูกกระตุ้นก่อนกำหนด!"
หลี่เทียนเฉินเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามที่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง ดวงตาคมกริบเปล่งประกายเจิดจ้าดั่งดารา
"ดูท่า... จะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเคาะประตูบ้านเราเร็วกว่าที่คิดเสียแล้วนะครับ"
เขายื่นมือไปชักกระบี่เหล็กไร้คมที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมาช้าๆ เสียงคมดาบเสียดสีกับฝักดัง *กริ๊ง* กังวานใส ทันใดนั้น เงาร่างสีดำสายหนึ่งก็พุ่งทะลวงผ่านม่านค่ายกลเข้ามาปรากฏตัวเบื้องหน้าพวกเขาอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา
"ฮ่าๆๆๆ หลี่เทียนเฉิน! รัตติกาลนี้... คือวันตายของเจ้า!"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่วิถีเซียนด้วยกันมาจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สยบวิถีเซียนด้วยกำปั้นมารสะท้านนภา•ตอนที่ 16
ค่ำคืนใต้แสงจันทร์และคำสัญญา
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกำปั้นมารสะท้านนภา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!