โลหิตสีดำคล้ำหยดหนึ่งร่วงกระทบพื้นศิลา เกิดเสียง "ฟอด" ดังขึ้นพร้อมไอความร้อนและควันสีเทาพวยพุ่งจนหินแกร่งสึกกร่อนเป็นหลุมลึก นั่นคือพิษโลหิตอัคคีทมิฬที่ม่อหลงลอบแฝงไว้ในร่างของหลี่เทียนเฉินเมื่อสามวันก่อน พิษร้ายนี้หมายแผดเผาเส้นลมปราณและกัดกินไขกระดูกให้มอดไหม้ แต่มันกลับประเมินค่าความลึกซึ้งแห่ง "เคล็ดวิชากายาเทวะบรรพกาล" ต่ำเกินไป
ภายในห้องพักศิษย์สาย外อันเงียบงัน หลี่เทียนเฉินนั่งขัดสมาธิบนเบาะฟางเก่าคร่ำคร่า แผ่นหลังเหยียดตรงดั่งกระบี่เหล็กกล้าที่ปักค้ำฟ้า ดวงตาทั้งคู่ปิดสนิท ทว่าห้วงสำนึกกลับกว้างใหญ่ไพศาลดั่งมหาสมุทรดารา ลมหายใจเข้าออกของเขาประสานเข้ากับจังหวะการเต้นของหัวใจ สอดรับกับพลังฟ้าดินรอบกายจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกเบาๆ ระลอกแล้วระลอกเล่า
"คิดใช้พิษเดรัจฉานนี้สะกัดกั้นข้า... ม่อหลง เฒ่าชั่วช้า เจ้ายังอ่อนหัดนักในวิถีมาร"
เสียงพึมพำลอดผ่านริมฝีปากที่ซีดเซียว ทว่าแฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่งทระนงที่แม้แต่สวรรค์ก็ยังต้องก้มหัวให้ หลี่เทียนเฉินโคจรพลังปราณสายดั้งเดิมจากชาติภพก่อน—ปราณมหาเทพสยบฟ้า—ที่ถูกผนึกไว้ในจุดตันเถียน มันเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูงดั่งพายุหมุนทมิฬ กลืนกินพิษร้ายสีดำคล้ำเข้าสู่เตาหลอมแห่งร่างกายอย่างไร้ความปรานี
ทันใดนั้น ผิวหนังทั่วร่างของเขาก็เปล่งแสงสีทองเรืองรองออกมา ราวกับมีอักขระโบราณนับหมื่นตัวกำลังวิ่งพล่านอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง ความเจ็บปวดจากการชำระล้างเส้นชีพจรนั้นรุนแรงถึงขั้นทำให้คนจิตใจแข็งแกร่งแค่ไหนก็ต้องหลั่งเลือดออกทางทวารทั้งเจ็ด ทว่าใบหน้าของหลี่เทียนเฉินกลับไร้ซึ่งความบิดเบี้ยว เขายังคงรักษาความสงบนิ่งดั่งขุนเขาไท่ซานที่ถูกแผ่นดินไหวถล่ม
*เปร๊าะ!*
เสียงจุดชีพจรเส้นแรก "จงฝู่" (จุดคลังกลาง) ระเบิดออก เปิดทางให้สายธารปราณอันบริสุทธิ์ทะลักผ่าน ราวกับเขื่อนกั้นน้ำที่พังทลายลงมาอย่างไร้แรงต้าน ตามด้วยจุดชีพจรที่สอง สาม และสี่ ที่เปิดโล่งตามกันมาอย่างต่อเนื่อง ความรู้สึกเบาสบายดั่งนกอินทรีทะยานสู่ห้วงนภาแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ทว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน ที่ศาลาชมจันทร์ห่างออกไปสามลีก ไป๋อวี๋ซวงยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางสายลมราตรี ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวตามแรงลม นางเซียนผู้เย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี กำลังแหงนมองท้องฟ้าที่จู่ๆ ก็แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม กลุ่มเมฆทมิฬหมุนวนเป็นรูปวงกลมเหนือน่านฟ้าสำนักกระบี่นภา รังสีความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่ายกดทับทุกสรรพสิ่งจนเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ต่างหมอบกราบด้วยความหวาดกลัว
"ปราณทัณฑ์สวรรค์... หรือว่าเขา..."
ริมฝีปากบางเฉียบสีชาดพึมพำเบาๆ แววตาคู่คมที่ปกติไร้ระลอกคลื่น บัดนี้กลับฉายแววกังวลและเป็นห่วงอย่างสุดซึ้ง นางรู้ดีว่าการเปิดจุดชีพจรทั้งเก้าในค่ำคืนเดียวนั้น ฝืนกฎเกณฑ์ฟ้าดินมากเพียงใด มันคือการท้าทายสวรรค์โดยแท้ หากหลี่เทียนเฉินพลาดพลั้งแม้แต่น้อย ร่างกายจะแตกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี วิญญาณดับสูญชั่วนิรันดร์
นางก้าวเท้าออกไป ก้าวเดียวร่างบางก็หายวับไปจากศาลา ทิ้งไว้เพียงเกล็ดน้ำแข็งที่โปรยปรายลงสู่พื้นดิน
ตัดกลับมาที่ห้องพักของหลี่เทียนเฉิน เหงื่อกาฬไหลโทรมกายจนอาภรณ์ชุ่มโชก จุดชีพจรที่ห้า "เทียน突" และจุดที่หก "ชานจง" เปิดออกแล้ว พลังปราณในร่างปั่นป่วนดั่งมังกรคลั่ง พยายามฉีกกระชากกล้ามเนื้อของเขาเป็นชิ้นๆ เสียงกระดูกลั่นดังกรอบแกรบสะท้อนก้องในโสตประสาท ความเจ็บปวดระดับที่ทำให้จอมยุทธ์ทั่วไปวิกลจริตไปแล้ว แต่หลี่เทียนเฉินกลับส่งเสียงหัวเราะต่ำๆ ในลำคอ
"ฮ่าๆๆ... ดี มาก! ยิ่งเจ็บปวดมากเท่าไหร่ กายาเทวะบรรพกาลของข้าก็ยิ่งตื่น ็วเข้า! จงเปิดจุดที่เจ็ด แปด และเก้าเสียให้หมด!"
เขาคำรามก้องในใจ สะบัดมือขวาขึ้นฟ้า ฝ่ามือฟาดลงบนพื้นศิลาจนแตกละเอียดเป็นผุยผง แรงสะท้อนดึงดูดพลังปราณธรรมชาติจากรัศมีร้อยลีกให้ไหลทะลักเข้าสู่ร่างของเขาผ่านจุดกระหม่อมดั่งอุทกภัย ไล่ล่าและทะลวงจุดชีพจร "หย่งเฉวียน" (น้ำพุพุพнг) ที่ฝ่าเท้า และจุด "ไป๋ฮุ่ย" (ร้อยบรรจบ) บนศีรษะ
*เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!*
เสียงสายฟ้าฟาดคำรามลั่นสนั่นหวั่นไหว แม้จะไม่มีฝนตกลงมาแม้แต่หยดเดียว แต่สายฟ้าสีครามสายหนึ่งก็ผ่าทะลุหลังคาเรือนลงมาหมายทำลายล้างผู้ฝืนลิขิตฟ้าโดยตรง
ในเสี้ยววินาทีวิกฤตินั้น ประตูห้องไม้ก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของไป๋อวี๋ซวงที่พุ่งเข้ามาดั่งสายธารน้ำแข็ง นางกางเขตอาคมรูปดอกบัวเหมันต์ขึ้นปกป้องร่างของหลี่เทียนเฉินเอาไว้ทันท่วงที สายฟ้าฟาดเข้าใส่เขตอาคมจนเกิดเสียงระเบิดสนั่นหู แรงกระแทกทำให้นางกระออกโลหิตสีแดงสดคำโต ร่างเซถอยหลังไปหลายก้าว
"อวี๋ซวง เจ้าไม่ควรเข้ามา!" หลี่เทียนเฉินลืมตาขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกายแสงสีทองเจิดจ้า รัศมีพลังกดดันระดับก่อเกิดลมปราณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาจนเขตอาคมรอบตัวสั่นสะเทือน
"ข้า... ยอมให้ผู้ใดพรากท่านไปจากโลกนี้ไม่ได้ แม้แต่สวรรค์ก็ไม่มีสิทธิ์!" ไป๋อวี๋ซวงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา แต่นัยน์ตากลับเต็มไปด้วยความรักลึกซึ้งและเด็ดเดี่ยว นางกระชับกระบี่ประจำกายในมือแน่น พร้อมจะเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์เคียงข้างเขา
หลี่เทียนเฉินมองสตรีผู้ยอมตายแทนเขาด้วยแววตาที่อ่อนโยนลงวูบหนึ่ง ก่อนที่ประกายตาจะแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมดั่งพญามาร เขาค่อยๆ ยืนขึ้นช้าๆ แรงกดดันจากร่างของเขาทำเอาอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นคลื่น
"ในเมื่อสวรรค์อยากลองดีกับข้า วันนี้ ข้าจะใช้กำปั้นคู่นี้... ชกทะลวงเมฆาและสยบฟ้าดินให้ดู!"
เขายกหมัดขวาขึ้นชูEขึ้นสู่ท้องฟ้า พลังปราณทั้งหมดหลอมรวมเข้ากับหมัดจนเกิดเป็นรูปเงาหมัดมหึมาสีทองอร่ามพุ่งทะยานสวนสายฟ้าที่กำลังผ่าลงมาอย่างดุเดือด
*ตู้มมมม!*
แสงสว่างจ้าแสบตาสว่างวาบไปทั่วทั้งสำนักกระบี่นภา แรงระเบิดทำให้มิติรอบด้านสั่นไหวราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และในวินาทีที่กลุ่มควันและแสงสว่างจางลง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะหยันที่คุ้นเคย
"ฮ่าๆๆๆ... เกิดปรากฏการณ์ฟ้าดินสะเทือนเลื่อนลั่นเช่นนี้ ศิษย์น้องผู้ไร้ค่าผู้นี้คงแอบฝึกวิชาต้องห้ามจนธาตุไฟเข้าแทรกตายอย่างอนาถแล้วกระมัง?"
ร่างเงาของผู้อาวุโสม่อหลงปรากฏขึ้นที่กรอบประตู พร้อมกับศิษย์สายในนับสิบคนที่ถือดาบกระบี่ล้อมรอบเรือนพักไว้แน่นหนา ดวงตาของม่อหลงกวาดมองเข้าไปด้านในด้วยความโลภและระแวงสงสัย
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปพร้อมกับข้าพเจ้า หายใจเข้าพร้อมคมกระบี่ หายใจออกพร้อมสัจธรรม แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สยบวิถีเซียนด้วยกำปั้นมารสะท้านนภา•ตอนที่ 2
เคล็ดวิชากายาเทวะบรรพกาล
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกำปั้นมารสะท้านนภา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!