อัสนีสีเลือดรadกระหน่ำฟาดลงมาดั่งห่าฝนทัณฑ์สวรรค์ ประหนึ่งมังกรเพลิงเก้าสิบเก้าตัวกำลังคำรามก้องฉีกกระชากมิติให้ขาดวิ่น ในห้วงมิติแห่งค่ายกลมารโลหิตพันปีนี้ กลิ่นอายคาวเลือดและความตายคละคลุ้งจนแทบสำลัก ทว่าใจกลางพายุอัสนีกลับปรากฏร่างสองร่างยืนหยัดตระหง่านราวกับหอคอยค้ำฟ้า
"ถอยไป!"
เสียงหวานดุจหยกกระทบกันเอ่ยขึ้นด้วยความร้อนรน แม้ดวงหน้าสะโอดสะองของไป๋อวี๋ซวงจะซีดขาวไร้สีเลือด หยาดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าผากเนียนละเอียด ทว่าแววตาคู่คมดั่งดาราน้ำแข็งยังคงทอประกายความเย่อหยิ่งทระนง นางกำลังฝืนโคจรปราณเหมันต์สวรรค์ขั้นสูงสุดเพื่อต้านทานเสาอัสนีมารที่กำลังพุ่งดิ่งลงมาหมายบดขยี้วิญญาณให้แตกดับ
ทว่า ค่ายกลมารโลหิตนี้หาใช่ค่ายกลธรรมดา มันคือมหาวิถีดูดกลืนวิญญาณที่สืบทอดมาจากยุคบรรพกาล ยิ่งต้านทาน พลังยิ่งสะท้อนย้อนกลับเข้าสู่จุดชีพจรหลัก บัดนี้โลหิตสีชาดสายหนึ่งไหลรินออกจากมุมปากเรียวบางของนาง ความหนาวเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวนางเริ่มสั่นสะท้านจนควบคุมไม่อยู่
หลี่เทียนเฉินไม่เอ่ยคำใด ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเท้าข้ามผ่านมิติมาหยุดยืนเบื้องหน้านางอย่างแนบเนียน แผ่นหลังกว้างที่ดูราวกับแบกรับฟ้าดินเอาไว้ได้ทั้งดวงพลิกผันกลายเป็นโล่กำบังอันแข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า
"เจ้า... เจ้าเข้ามาทำไม! ข้าบอกให้เจ้าหนีไป!" ไป๋อวี๋ซวงตวาดเสียงสั่น นางไม่เคยรู้สึกหวาดหวั่นเช่นนี้มาก่อนในรอบร้อยปีแห่งการบำเพ็ญเพียร มิใช่เพราะความตายที่อยู่ตรงหน้า ทว่า... เป็นเพราะแผ่นหลังของบุรุษผู้นี้ที่กำลังเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องนาง
"ศิษย์น้องไป๋... คำว่า 'ถอย' ไม่เคยอยู่ในพจนานุกรมของหลี่เทียนเฉิน"
น้ำเสียงของหลี่เทียนเฉินราบเรียบทว่าทรงพลังดั่งระฆังทองคำสั่นระรัว ดวงตาคู่นั้นทอประกายลึกล้ำประหนึ่งห้วงจักรวาลที่บรรจุดวงดาวนับพัน ในชาติภพก่อนเขาคุม100,000เทพศาสตราต้านทัพมาร สัมผัสความตายมานับครั้งไม่ถ้วน เหตุการณ์ตรงหน้าจึงไม่อาจทำให้หัวใจของมหาเทพผู้กลับชาติมาเกิดไหวwสั่นได้แม้แต่น้อย
มือขวาของเขาแบออกช้าๆ ปราณกระบี่บรรพกาลสีทองอร่ามพวยพุ่งออกจากฝ่ามือ เสียงกัมปนาทสะท้านฟ้าดังขึ้นเมื่อกระบี่ไร้ลักษณ์ปรากฏกาย มันไม่ได้มีรูปร่างที่แน่นอน ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์ฟ้าดินที่สมบูรณ์แบบที่สุด
"วิถีกระบี่ฝืนฟ้า... กระบวนท่าที่หนึ่ง: ตัดสายใยวัฏสงสาร!"
*ฉึบ!*
ประกายกระบี่เจิดจ้าเสียดแทงนัยน์ตาจนมืดบอดไปชั่วขณะ พลังปราณอัสนีมารที่ถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์ถูกคมกระบี่ของหลี่เทียนเฉินผ่าออกเป็นสองซีกอย่างง่ายดายราวกับใช้มีดคมกริบตัดผ่านเต้าหู้ แรงระเบิดสะท้อนกลับกวาดล้างเสาอัสนีรอบด้านจนพังทลายลงมาเป็นจุล ค่ายกลมารโลหิตพันปีที่ม่อหลงใช้เวลาสะสมพลังมาเนิ่นนานพังครืนลงต่อหน้าต่อตา กลายเป็นเศษผงธุลีปลิวหายไปกับสายลมแห่งห้วงมิติ
ร่างของไป๋อวี๋ซวงทรุดฮวบลงเนื่องจากพลังลมปราณหมดสิ้น ทว่านางไม่ตกลงสู่พื้นเบื้องล่าง เพราะอ้อมแขนที่อบอุ่นและแข็งแกร่งคู่หนึ่งได้ช้อนเข้ารับร่างของนางเอาไว้เสียก่อน
กลิ่นอายบุรุษอันเจือจางด้วยกลิ่นหอมของจันทน์หอมโชยเข้าจมูก ไป๋อวี๋ซวงสะท้านเฮือก เปลือกตางามกระพริบปริบๆ เงยขึ้นสบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างลึกซึ้งของหลี่เทียนเฉิน
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของนางเซียนผู้เย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี ที่มีบุรุษกล้าสัมผัสเนื้อตัวนางใกล้ชิดถึงเพียงนี้ หัวใจที่เคยด้านชาและปิดตายมาตลอดกาลกลับเต้นระรัวดั่งกลองศึก ร้อนรุ่มยิ่งกว่าถูกไฟสวรรค์แผดเผา ความรู้สึกแปลกประหลาดสายหนึ่งไหลซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย สร้างความปั่นป่วนที่นางไม่เคยประสบมาก่อนในวิถีเซียน
"ท่าน... เหตุใดต้องทำถึงเพียงนี้?" เสียงของนางแผ่วเบาลงราวกับเสียงกระซิบ ความเยือกเย็นก่อนหน้านี้มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ก้นบึ้งของดวงตาคู่สวย
หลี่เทียนเฉินก้มลงมองสตรีในอ้อมแขน รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"เพราะเจ้าคือสตรีที่ข้า... หลี่เทียนเฉิน สัญญาว่าจะปกป้องด้วยชีวิต"
คำกล่าวนี้มิใช่เพียงคำหวานหูของจอมยุทธ์เจ้าสำราญ แต่มันคือสัจวาจาที่กลั่นออกมาจากดวงจิตอันทรงพลัง ไป๋อวี๋ซวงเม้มริมฝีปากแน่น แก้มเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างหาได้ยากยิ่ง นางรีบเบือนหน้าหนีซบลงกับอกเสื้อของเขาเพื่อซ่อนความเขินอายที่ระเบิดออกในอก ทว่ามุมปากกลับยกย่องรอยยิ้มบางเบาที่งดงามหยาดเยิ้มจนล่มบ้านล่มเมืองได้
ทว่า ความเงียบงันอันแสนหวานนี้ดำรงอยู่ได้เพียงชั่วลมหายใจ
"ฮ่าๆๆๆ! ช่างเป็นภาพความรักที่น่าประทับใจยิ่งนัก!"
เสียงหัวเราะก้องกังวานด้วยความโกรธเกรี้ยวและอำมหิตดังสะท้อนมาจากความมืดมิดเบื้องล่าง พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ม่อหลง ผู้อาวุโสสำนักกระบี่นภา ก้าวเดินออกมาจากเงาหมอกทมิฬ ร่างกายของมันอาบย้อมไปด้วยโลหิตสีดำ ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำด้วยความคลุ้มคลั่งจากการที่ค่ายกลมารถูกทำลาย กระบี่มารในมือปล่อยรังสีอำมหิตพุ่งเสียดฟ้า
"หลี่เทียนเฉิน! เจ้าเด็กสารเลว เจ้ากล้าทำลายค่ายกลบรรพกาลของข้า วันนี้ต่อให้เจ้ามีปีกบินได้ ก็อย่าหวังว่าจะได้ออกไปจากที่นี่ทั้งเป็น!" ม่อหลงคำรามลั่น แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แบบกดทับลงมาจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว
หลี่เทียนเฉินค่อยๆ วางไป๋อวี๋ซวงลงพิงกับโขดหินอย่างนุ่มนวล ก่อนจะค่อยๆ ยืดกายขึ้นช้าๆ แววตาที่มองไปยังม่อหลงแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาดุจน้ำแข็ง ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ประหนึ่งกำลังมองดูมดปลวกตัวหนึ่ง
"ม่อหลง... หนี้เลือดในชาติก่อนและชาตินี้ ถึงเวลาต้องชำระกันให้เสร็จสิ้นเสียที"
หลี่เทียนเฉินก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว เสียงอัสนีคำรามก้องรับการเคลื่อนไหว ปราณกระบี่ในมือระเบิดแสงเจิดจ้าทะยานขึ้นสู่ท้องนภา ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะชักกระบี่เข้าปะทะกับม่อหลงนั้นเอง...
เงาร่างสีขาวปริศนาร่างหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมาจากรอยแยกมิติเบื้องบนอย่างไร้ซุ่มเสียง ปลายกระบี่สีเงินยวดยวงจ่อเข้าที่ลำคอของหลี่เทียนเฉินในระยะประชิด พร้อมกับเสียงกระซิบเยือกเย็นที่ทำเอาลมหายใจของทุกคนต้องสะดุดหยุดลง
"ผู้ที่ต้องชำระหนี้... หาใช่มีเพียงแค่มันคนเดียวไม่... หลี่เทียนเฉิน เจ้าจำข้าได้หรือไม่?"
*ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปพร้อมกับข้าพเจ้า หายใจเข้าพร้อมคมกระบี่ หายใจออกพร้อมสัจธรรม แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ* — **หมื่นกระบี่คืนรัง**
สยบวิถีเซียนด้วยกำปั้นมารสะท้านนภา•ตอนที่ 8
ร่วมทางฝ่าด่านอัสนี
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกำปั้นมารสะท้านนภา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!