“ห้องสรรพาวุธแห่งสำนักกระบี่นภามีอายุยาวนานกว่าสามร้อยปี แต่ตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมา ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดเดินเข้ามาด้วยสายตาเช่นนี้มาก่อนเลย... ศิษย์น้องหลี่ เจ้ากำลังมองหาเศษเหล็ก หรือกำลังค้นหาศพของตัวเองกันแน่?”
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของศิษย์พี่ผู้ดูแลคลังแสงดังระคายหู ทว่าหลี่เทียนเฉินหาได้ใส่ใจไม่
ปลายนิ้วเรียวยาวดุจหยกขาวของเขาลูบไล้ไปตามชั้นวางอาวุธที่ปกคลุมด้วยชั้นฝุ่นหนาเตอะ กลิ่นอับชื้นของโลหะที่ถูกทอดทิ้งลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ทว่าประสาทสัมผัสของมหาเทพผู้กลับชาติมาเกิดกลับไม่ได้กลิ่นสนิมเหล็ก หากแต่ได้กลิ่นอายของ “กาลเวลา” และ “ความแค้นเคือง” ที่ถูกผนึกไว้ในขอบเขตอันลี้ลับ
ท่ามกลางศาสตราวุธนับหมื่นชิ้นที่เปล่งประกายแสงสีฟ้าและสีทองเรืองรอง ข่มขวัญผู้พบเห็นด้วยจิตสังหารอันด่วนได้ หลี่เทียนเฉินกลับเดินลึกลงไปจนถึงมุมอับมืดที่สุดของห้อง ชั้นวางไม้ผุพังรองรับดาบและกระบี่ที่หักงอ บิ่นร้าว ไร้ซึ่งคุณค่าใดในสายตาของเหล่าศิษย์สำนักกระบี่นภา พวกเขาต่างมุ่งมั่นแย่งชิงศาสตราวิญญาณระดับสูงเพื่อนำไปใช้ประชันความโดดเด่นในการประลองสำนัก แต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า... เพชรแท้ มักซ่อนตัวอยู่ในกองเถ้าถ่านเสมอ
สายตาของหลี่เทียนเฉินหยุดนิ่งอยู่ที่มุมมืดสุด สายลมปราณรอบตัวเขาหมุนวนอย่างเงียบเชียบ ราวกับมหาสمุทรที่สงบนิ่งก่อนเกิดคลื่นยักษ์
ที่นั่น... มีกระบี่เล่มหนึ่งพาดวางอย่างไร้ค่า ตัวฝักทำจากไม้เนื้อตายที่ผุกร่อนจนแทบกลายเป็นผงคลี ตัวกระบี่ถูกพอกพูนด้วยสนิมสีแดงเข้มจนหนาเตอะ น้ำหนักของมันดูราวกับภูเขาขนาดย่อมที่กดทับกาลเวลาอันยาวนาน ไม่มีประกายแสงสว่างวาบ ไม่มีจิตสังหารที่น่าสะพรึงกลัว มีเพียงความเงียบงัน... ความเงียบงันที่เยือกเย็นและดื้อรั้น ดุจดั่งยอดเขาหิมะที่ท้าทายผืนฟ้า
ในวินาทีนั้นเอง ที่มุมหนึ่งของห้องโถง ปรากฏร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชเชียบ
ไป๋อวี๋ซวง นางเซียนแห่งตำหนักเหมืองสวรรค์ นางก้าวเดินผ่านเหล่าศาสตราวุธวิญญาณราวกับเดินอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงเรืองรองจากผนังคลังแสง ทว่าความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากร่างของนางกลับทำให้อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งบางๆ เกาะตามพื้นไม้ ศิษย์ผู้ดูแลคลังแสงรีบก้มศีรษะลงคำนับด้วยความหวาดกลัวทันที นางเซียนผู้สูงส่งผู้นี้ไม่เคยย่างกรายมายังสถานที่ต่ำต้อยเช่นนี้มาก่อนในรอบร้อยปี
ทว่า ดวงตาดาราน้ำแข็งคู่นั้นกลับมิได้มองศาสตราวุธชิ้นใดเลย ร่างระหงหยุดยืนอยู่เบื้องหลังหลี่เทียนเฉิน เว้นระยะห่างเพียงก้าวเดียว แต่มันคือระยะที่หัวใจของคนทั้งสองเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น
“เจ้าคิดจะใช้เศษเหล็กเล่มนี้... ทรยศต่อฟ้าดินอย่างนั้นหรือ?” น้ำเสียงของไป๋อวี๋ซวงราบเรียบ เย็นชา และห่างเหินต่อคนทั้งโลก ทว่ากลับแฝงความห่วงใยล้ำลึกที่มอบให้แก่บุรุษเบื้องหน้าเพียงผู้เดียว
หลี่เทียนเฉินไม่หันกลับไปมอง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน “อวี๋ซวง บนโลกใบนี้ ไม่มีสิ่งใดไร้ค่า... มีเพียงสายตาของมนุษย์ที่คับแคบเกินกว่าจะมองเห็นแกแท้ที่ซ่อนอยู่ต่างหาก กระบี่เล่มนี้ถูกลืมเลือนโดยกาลเวลา แต่จิตวิญญาณของมัน... ยังคงร่ำร้องหาเลือดเนื้อของเหล่าทรชน”
พูดจบ มือแกร่งของหลี่เทียนเฉินก็ยื่นออกไปคว้าด้ามจับที่หุ้มด้วยหนังเก่าเปื่อยยุ่ย
*ครืนนน—!*
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส พื้นห้องสรรพาวุธทั้งห้องก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับแผ่นดินไหว แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวพวยพุ่งทะลักออกมาจากกระบี่สนิมเขรอะเล่มนั้น ปราณกระบี่โบราณที่ถูกกักขังมานานนับพันปีระเบิดออกเป็นระลอกคลื่นสีดำสนิท พัดพาเอาฝุ่นผงและศาสตราวุธรอบข้างกระเด็นกระดอนออกไปคนละทิศคนละทาง ศิษย์ผู้ดูแลคลังแสงถึงกับกระอักเลือดคำโตทรุดฮวบลงกับพื้นด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
“วิชา... พลังอันใดกันนี่!” เขาหวีดร้องในลำคอด้วยความหวาดกลัว
ไป๋อวี๋ซวงขยับกายเข้ามาใกล้ขึ้นอีกครึ่งก้าว นางยกมือเรียวขึ้นสร้างม่านพลังน้ำแข็งปกป้องแผ่นหลังของหลี่เทียนเฉินอย่างแนบเนียน ดวงตาสะท้อนประกายความกังวลชั่วพริบตาก่อนจะกลับคืนสู่ความเยือกเย็นดั่งเดิม นางรู้ดีว่าการปลุกกระบี่เล่มนี้เท่ากับการประกาศสงครามกับกฎเกณฑ์ของสำนักกระบี่นภา และอาจรวมถึงทัณฑ์สวรรค์เบื้องบน
หลี่เทียนเฉินสูดลมหายใจลึกเข้าปอด ปราณแท้จริงบรรพกาลในตันtian (จุดตันเถียน) ของเขาหมุนวนคำรามลั่นดุจมังกรทองทะยานฟ้า เขาส่งถ่ายกระแสลมปราณอันบริสุทธิ์เข้าสู่ตัวกระบี่สนิมเขรอะ สนิมหนาเตอะที่เคลือบอยู่เริ่มแตกร้าว ส่งเสียงดัง *เปรี๊ยะ... เปรี๊ยะ...* ราวกับเปลือกไข่ที่กำลังกะเทาะออก
“ตื่นขึ้นเถอะสหายเก่า... ถึงเวลาที่เราจะออกไปดูว่า สวรรค์ที่พวกมันกราบไหว้ จะทนทานต่อคมกระบี่ของพวกเราได้สักกี่น้ำ”
หลี่เทียนเฉินออกแรงดึง...
*แคว่ก!*
เสียงเหล็กเสียดสีกับฝักไม้ดังสนั่นหวั่นไหว แสงสีโลหิตสว่างวาบเจิดจ้าบาดตาจนทุกคนในคลังแสงต้องหลับตาลงพร้อมกัน ปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งทะลวงหลังคาคลังแสงขึ้นสู่ท้องนاتยามค่ำคืน ผ่าเมฆหมอกหนาทึบออกเป็นสองซีกราวกับถูกตัดด้วยคมมีด เทพารักษ์และดวงดาราบนท้องฟ้าต่างสั่นสะเทือน
ทว่า ในขณะที่คมกระบี่พ้นจากฝักได้เพียงครึ่งนิ้ว เสียงระฆังโบราณเก้าครั้งจากยอดเขาหลักของสำนักกระบี่นภาก็ดังสนั่นขึ้น พร้อมกับแรงกดดันระดับผู้หลุดพ้นที่แผ่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด!
“บังอาจ! ผู้ใดกล้าบังอาจปลุก ‘กระบี่สังหารมาร’ ในเขตต้องห้าม!”
เสียงคำรามอันทรงพลังของผู้อาวุโสซ่งดังก้องสะท้านฟ้า พร้อมกับเงาร่างของยอดฝีมือที่พุ่งทะยานเข้ามาใกล้ประตูคลังแสงด้วยจิตสังหารอันรุนแรง
หลี่เทียนเฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนใบหน้าคมคาย ขณะที่มือขวายังคงกำด้ามกระบี่ไร้ชื่อไว้มั่น และมือซ้ายถูกกุมไว้โดยไป๋อวี๋ซวงที่ก้าวเข้ามาเคียงข้างอย่างไม่หวั่นเกรงต่อภัยพิบัติเบื้องหน้า
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปพร้อมกับข้าพเจ้า หายใจเข้าพร้อมคมกระบี่ หายใจออกพร้อมสัจธรรม แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สยบวิถีเซียนด้วยกำปั้นมารสะท้านนภา•ตอนที่ 4
เสียงคำรามจากกระบี่ไร้ชื่อ
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกำปั้นมารสะท้านนภา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!