"ขยะก็คือขยะวันยันค่ำ ต่อให้เจ้าใช้เคล็ดวิชาลึกลับอันใดอำพรางกลิ่นอาย แกก็ยังเป็นแค่ไอ้สวะหลี่เทียนเฉินผู้ไร้รากปราณอยู่ดี!"
เสียงหัวเราะเยาะหยันดังสะท้านก้องลานฝึกยุทธ์ด้านนอกตำหนักเมฆาอัสนี แรงกดดันจากปราณแท้จริงขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดแผ่พุ่งออกมาจากร่างของ 'จ้าวเฟิง' ศิษย์พี่รองผู้ควบคุมกฎประจำสำนักกระบี่นภา ร่างสันทัดของมันยืนหยัดด้วยท่าทางทะนงตัว สองมือไขว้หลัง สายตากวาดมองร่างของหลี่เทียนเฉินด้วยความดูแคลนระคนริษยา ความทรงจำในอดีตของเจ้าของร่างเดิมผุดวาบขึ้นมาในห้วงสำนึกของหลี่เทียนเฉินราวกับเงาอัปลักษณ์—ภาพที่มันถูกจ้าวเฟิงทุบตีจนกระอักเลือด ซ้ำยังถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีราวกับสุนัขข้างถนน
ทว่า ในยามนี้... แววตาของหลี่เทียนเฉินกลับสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในบึงลึกไร้ระลอกคลื่น
เขาก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้าเพียงครึ่งก้าว อาภรณ์สีเทาเก่าคร่ำคร่าปลิวสะบัดตามแรงลมปราณที่หมุนวนอยู่รอบกายอย่างเชื่องช้า แต่ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นดั่งขุนเขาไท่ซานที่แม้แต่ฟ้าดินก็มิอาจสั่นคลอน มหาเทพผู้กลับชาติมาเกิดเช่นเขา ไยต้องใส่ใจมดปลวกที่ลำพองตนในกะลาครอบ?
"จ้าวเฟิง..." น้ำเสียงของหลี่เทียนเฉินทุ้มนุ่มและราบเรียบ ราวกับสายลมที่พัดผ่านยอดหญ้า ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น "ในชาติภพก่อน ข้าเคยใช้ปลายนิ้วเดียวบดขยี้จักรพรรดิโลหิตจนดับสูญมาแล้ว... เจ้าคิดว่าตัวเจ้าในยามนี้ มีค่าพอให้ข้าต้องชายตามองนานเกินหนึ่งลมหายใจหรือไม่?"
คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่าก้องกังวานบาดลึกถึงจิตวิญญาณของผู้ฟัง รอบบริเวณลานฝึกพลันตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ เหล่าศิษย์น้องที่ยืนล้อมรอบต่างสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความตกตะลึง พวกมันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าไอ้สวะที่เคยหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา บัดนี้กลับกล้าเอ่ยวาจาเย่อหยิ่งจองหองถึงเพียงนี้!
"สามหรัม! เจ้าเดรัจฉานน้อย ปากกล้าดีนี่!" จ้าวเฟิงหน้าถอดสีด้วยความโกรธเกรذة เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนจนน่ากลัว ปราณกระบี่สีครามพวยพุ่งออกจากฝ่ามือของมันจนเกิดเสียงลมกรีดร้องแหลมสูง "ในเมื่อเจ้าอยากรนหาที่นัก ข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าได้นอนหยอดน้ำตากลางลานฝึกแห่งนี้เอง!"
*ฉึบ!*
เงากระบี่เหล็กกล้าถูกชักออกจากฝักอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ประกายแสงเย็นเยียบสะท้อนเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารของจ้าวเฟิง กระบวนท่า 'กระบี่คลื่นลมคำราม' ถูกแผดเผาออกมาด้วยพลังปราณทั้งหมดที่มี ร่างของมันพุ่งทะยานเข้าหาหลี่เทียนเฉินราวกับพญาอินทรีขย้ำเหยื่อ อากาศรอบด้านถูกฉีกกระชากจนเกิดเสียงระเบิดเบาๆ แสดงให้เห็นถึงอานุภาพที่รุนแรงถึงชีวิต
ทว่า... หลี่เทียนเฉินไม่แม้แต่จะขยับตัวถอยหลังแม้แต่กระเบียดนิ้วเดียว
ดวงตาสนธยาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย สัจธรรมแห่งวิถีกระบี่บรรพกาลหลั่งไหลผ่านความทรงจำ เขายกมือขวาขึ้นช้าๆ ราวกับกำลังหยิบจับสายหมอกยามเช้า ฝ่ามือเปล่าเปลือยไม่ได้อาบไล้ด้วยศาสตราวุธใดๆ มีเพียงแสงสีทองจางๆ ที่รวมตัวกันบริเวณปลายนิ้ว ราวกับดวงดาวบนฟากฟ้ายามรัตติกาลที่ถูกย่อส่วนลงมา
*เปรี้ยง!*
เสียงปะทะกันของเนื้อหนังและปราณกระบี่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับอสุนีบาตฟาดผ่ากลางวันแสกๆ แรงกระแทกแผ่ขยายเป็นวงกว้างจนฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วลานฝึก เหล่าศิษย์ที่ยืนดูต่างต้องยกแขนขึ้นปัดป้องเศษหินและแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา
แต่ภาพที่ปรากฏต่อสายตาทุกคู่ในวินาทีต่อมา กลับทำให้ลมหายใจของทุกคนหยุดชะงักลง
กระบี่เหล็กกล้าในมือของจ้าวเฟิง... บัดนี้บิดงอผิดรูปราวกับเศษเหล็กไร้ค่า และที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ ฝ่ามือของหลี่เทียนเฉินประทับอยู่กลางอกของจ้าวเฟิงพอดิบพอดี!
"อึก... แค่ก!"
จ้าวเฟิงเบิกตากว้างจนแทบถลันออกมาจากเบ้า เลือดสีแดงสดทะลักพุ่งออกจากปากของมันย้อมอาภรณ์สีขาวจนชุ่มโชก แรงสะท้อนจากปราณมารสะท้านนภาทะลวงทะะลุตันเทียนของมันในพริบตาเดียว ทำลายเส้นชีพจรทั่วร่างจนแตกละเอียด
ร่างสันทัดของจ้าวเฟิงกระเด็นลอยละลิ่วไปไกลกว่าสิบวา ก่อนจะกระแทกเข้ากับเสาหินศิลาอัสนีจนแตกหักเป็นสองท่อน แล้วร่วงลงมากองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาเหลือกลาน สติสัมปชัญญะดับวูบลงในความมืดมิด
เงียบกริบ... ทั่วทั้งบริเวณไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ แม้แต่เสียงลมหายใจก็ยังแทบไม่มี ใครเล่าจะคาดคิดว่า ศิษย์พี่รองผู้เกรียงไกร จะพ่ายแพ้แก่กระบวนท่าเดียว... เพียงกระบวนท่าเดียวเท่านั้น!
หลี่เทียนเฉินสะบัดแขนเสื้อเบาๆ ปัดฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ตามอาภรณ์ออกอย่างไร้เยื่อใย เขากวาดสายตาเย็นชาไปยังร่างที่นอนหายใจรวยรินของจ้าวเฟิง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่ดังก้องไปทั่วหัวใจของทุกคน
"หนึ่งร้อยปีก่อน ในยุทธภพนี้ไม่มีผู้ใดกล้าหาญชาญชัยต่อหน้าข้า... หนึ่งร้อยปีต่อมา แม้แต่สวะเช่นเจ้า ก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจ้าจึงต้องคุกเข่า"
ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด ประกายแสงสีฟ้าครามเย็นเยียบสายหนึ่งก็พลันพุ่งแหวกม่านเมฆลงมาจากยอดเขาหลักอย่างไร้สุ้มเสียง ปราณกระบี่บริสุทธิ์ที่กดดันยิ่งกว่าจ้าวเฟิงนับร้อยเท่าแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทิศทาง พร้อมกับร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพเซียนลงมาจุติ นางก้าวเดินบนกลีบดอกไม้เหมันต์ที่ร่วงหล่น ท่วงท่าสง่างาม เย็นชา และสูงส่งจนผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
ไป๋อวี๋ซวง... นางเซียนแห่งตำหนักเหมืองสวรรค์ ปรากฏกายขึ้นแล้ว!
นางหยุดยืนเคียงข้างหลี่เทียนเฉินอย่างแนบชิด ดวงตากลมโตคู่สวยที่มักจะเย็นชาต่อโลกหล้าและผู้คนนับหมื่น กลับทอประกายอ่อนโยนและลึกล้ำยามมองมาที่ชายหนุ่ม นางยื่นมือเรียวขาวดึงเศษใบไม้ที่ติดอยู่บริเวณไหล่ของเขาออกอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบแต่ก้องกังวานด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใน
"มือของท่าน... เปื้อนฝุ่นมดปลวกพวกนี้ รังแต่จะทำให้แปดเปื้อนวิถีเซียน"
หลี่เทียนเฉินแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดตั้งแต่เขากลับชาติมาเกิดใหม่ ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะเอアリングตอบรับคำของนางนั้นเอง...
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมีบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกำลังตื่นขึ้นจากขุมนรกใต้ดิน!
*ตูมมม!*
ม่านพลังป้องกันของสำนักกระบี่นภาที่เปิดไว้ตลอดร้อยปี แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นดั่งปีศาจจากฟ้าเบื้องบน ที่ดังสะท้อนก้องกังวานจนแก้วหูของเหล่าศิษย์แทบฉีกขาด...
"ฮ่าๆๆๆ! ศิษย์หลานตัวน้อยทั้งหลาย... ดูท่าพวกเจ้าจะสนุกสนานกันเกินไปแล้วกระมัง?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปพร้อมกับข้าพเจ้า หายใจเข้าพร้อมคมกระบี่ หายใจออกพร้อมสัจธรรม แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สยบวิถีเซียนด้วยกำปั้นมารสะท้านนภา•ตอนที่ 5
โลหิตแรกในรอบร้อยปี
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกำปั้นมารสะท้านนภา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!