"จอกสุรานี้... ข้ามิได้ดื่มร่วมกับสหายมาเนิ่นนานเท่าใดแล้วนะ"
เสียงทุ้มต่ำกังวานดั่งระฆังสำริดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของศาลาแปดเหลี่ยม ภายในเขตหวงห้ามชั้นในของสำนักกระบี่เมฆาคล้อย ไอน้ำชาและกลิ่นสุราหมื่นปีลอยอวลผสมผสานกับสายหมอกหนาทึบที่ปกคลุมยอดเขา
หลี่เทียนเฉินนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หินหยกขาว แววตาคมกริบดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนฝักจับจ้องไปยังสุราสีอำพันในจอกหยก มือเรียวยาวหมุนจอกไปมาอย่างเชื่องช้า ทว่าทั่วร่างกลับแผ่ซ่านรังสีปราณกดดันอันเยือกเย็นที่แม้แต่มหาอำมาตย์หรือเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่ยังต้องสะท้านสะเทือน
เบื้องหน้าของเขาคือชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง สวมอาภรณ์ไหมปักลายมังกรทะยานเมฆา ใบหน้าคมคายมีรอยแผลเป็นจางๆ พาดผ่านดวงตาข้างซ้าย เพิ่มความน่าเกรงขามให้กับรัศมีผู้นำ ชายผู้นี้คือ "เฟิงอวิ๋นเทียน" เจ้าสำนักกระบี่เมฆาผู้ทรงอิทธิพล หนึ่งในสามมหาอำนาจแห่งดินแดนรกร้างบูรพา ทว่าในอดีตชาติเมื่อหลายพันปีก่อน เขาเคยเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้ถือกระบี่ไม้ไผ่ คอยติดตามรับใช้และร่ำเรียนวิถีกระบี่จากมหาเทพหลี่เทียนเฉิน
"อาจารย์... หรือควรเรียกว่าสหายเก่าดีเล่าขอรับ?" เฟิงอวิ๋นเทียนระบายลมหายใจยาวนาน แววตาที่ปกติราบเรียบดั่งน้ำนิ่งไร้คลื่น บัดนี้กลับไหววูบด้วยความรู้สึกซับซ้อน ทั้งเคารพยำเกรง ยินดี และหวาดหวั่นระคนกัน เขายกจอกสุราขึ้นคารวะอย่างนอบน้อม "ศิษย์ไม่คาดคิดเลยว่า ในชาตินี้ท่านจะยังคงหวนคืนสู่ยุทธภพด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนแอถึงเพียงนี้... ทว่าจิตวิญญาณและวิถีกระบี่ของท่าน ยังคงคมกริบชนิดที่สวรรค์ก็ยังต้องหลบเลี่ยงเช่นเดิม"
หลี่เทียนเฉินมิได้รีบร้อนดื่ม เขาเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย นัยน์ตาคู่นั้นล้ำลึกดั่งห้วงมหาสมุทรดารา
"วิถีกระบี่มิเคยเสื่อมสลายตามกาลเวลา มีเพียงจิตใจของมนุษย์เท่านั้นที่ผันแปรไปตามอำนาจและผลประโยชน์ เฟิงอวิ๋นเทียน... เจ้าในยানিนี้มิใช่เด็กหนุ่มผู้ถือกระบี่ไม้ไผ่ในวันนั้นอีกแล้ว เจ้าคือเจ้าสำนักผู้ครองอาณาจักรยุทธภพแห่งนี้ การที่เจ้าเชิญข้ามายังสถานที่ลับตาเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เพียงแค่รำลึกความหลังกระมัง?"
บรรยากาศภายในศาลาพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที อณูพลังปราณรอบกายของทั้งสองคนเริ่มปะทะกันจนเกิดเสียงระเบิดเบาๆ ในอากาศ
ไป๋อวี๋ซวง ซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังหลี่เทียนเฉินมาตลอด ร่างระหงห่อหุ้มด้วยอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะโปรยปราย นางมิได้กล่าวสิ่งใด ทว่าปลายนิ้วเรียวยาวที่วางอยู่บนด้ามกระบี่น้ำแข็งข้างกายกลับเปล่งประกายแสงสีฟ้าครามเยือกแข็ง พร้อมจะปลดปล่อย "เขตแดนเหมันต์นิรันดร์" ออกมาได้ทุกเมื่อ หากมีความผิดปรกติใดๆ เกิดขึ้น
เฟิงอวิ๋นเทียนเหลือบมองนางเซียนน้ำแข็งแวบหนึ่ง หัวใจพลันกระตุกวูบ เขารู้ซึ้งดีว่าสตรีผู้นี้มีความน่าสะพรึงกลัวเพียงใด ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตเซียนแท้จริง หากกล้าล่วงเกินนาง เกรงว่าคงกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งไปชั่วกาลนาน
เจ้าสำนักเฟิงวางจอกสุราลงช้าๆ รอยยิ้มขื่นขมปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"ท่านอาจารย์ยังคงเฉียบคมเช่นเคย... ข้ามิกล้าปิดบังท่านหรอกขอรับ แท้จริงแล้ว ที่ข้าเชิญท่านมาในวันนี้ มิใช่เพียงเพราะความคิดถึงในฐานะสหายเก่า แต่เป็นเพราะ... สำนักกระบี่เมฆาของเรากำลังจะพบกับหายนะครั้งใหญ่"
"หายนะ?" หลี่เทียนเฉินเลิกคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น "ในดินแดนรกร้างบูรพาแห่งนี้ ยังมีผู้ใดกล้าท้าทายอำนาจของสำนักกระบี่เมฆาอีกหรือ? หรือว่า... เจ้าสำนักมารโลหิตแห่งหุบเขาอเวจีเคลื่อนไหวแล้ว?"
"มิใช่..." เฟิงอวิ๋นเทียนส่ายหน้าช้าๆ แววตาฉายแววความกังวลอย่างปิดไม่มิด "แต่เป็นม่อหลง... ผู้อาวุโสใหญ่ผู้ทรยศผู้นั้น!"
ชื่อนี้หลุดออกมา ทำให้แววตาของหลี่เทียนเฉินหรี่แคบลงทันที รังสีสังหารสายหนึ่งพวยพุ่งออกจากร่างจนโต๊ะหินหรี่สั่นสะเทือน
ม่อหลง... ศัตรูคู่อาฆาตในชาติก่อน ผู้ที่เคยร่วมมือกับสำนักมารลอบทำร้ายเขาในคืนที่เขาทะลวงขอบเขตมหาเทพ จนทำให้เขาต้องดับสูญและกลับชาติมาเกิดใหม่ในร่างศิษย์สวะแห่งตระกูลหลี่ ชายผู้นี้ไม่เพียงแต่รอดพ้นจากสงครามในอดีต แต่ดูเหมือนจะแอบสะสมกำลังและซ่องสุมกองกำลังลับจนเติบใหญ่ขึ้นมาในยุคปัจจุบัน
"มันทำไม?" หลี่เทียนเฉินเอמהถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก ดั่งลมหนาวพัดผ่านป่ากระบี่
"มัน... มิได้อยู่เพียงลำพังแล้วขอรับ" เฟิงอวิ๋นเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกล่าวความจริงที่น่าตกใจออกมา "มันได้แอบไปทำพันธะสัญญากับ 'นิกายโลหิตสวรรค์' จากดินแดนเบื้องบน และในอีกสามวันข้างหน้า มันจะนำกองกำลังยอดฝีมือบุกมายังสำนักกระบี่เมฆา เพื่อแย่งชิง 'ศิลาบรรพกาล' สมบัติวิเศษประจำสำนักที่ท่านอาจารย์เคยหลงเหลือไว้ในอดีต!"
เงียบ... ทั่วทั้งศาลาตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงสายลมที่พัดผ่านยอดสนและละอองหมอกที่เคลื่อนไหว
หลี่เทียนเฉินหลับตาลงชั่วพริบตา เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตากลับเปล่งประกายความเย้ยหยันอันล้ำลึก รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏบนริมฝีปาก
"ดี... ดีมากจริงๆ" หลี่เทียนเฉินหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงทรงพลังจนทำให้แก้วหินแตกละเอียดเป็นผุยผง "ในเมื่อมันอยากได้ศิลาบรรพกาลนัก ข้าก็จะรอรับมันด้วยกระบี่ในมือของข้าเอง!"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังคุกรุ่นด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นนั้นเอง...
จู่ๆ อากาศเบื้องหน้าศาลาแปดเหลี่ยมก็บิดเบี้ยวเป็นวงกว้าง คลื่นพลังมิติอันแปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งพุ่งทะลวงผ่านค่ายกลป้องกันระดับเก้าของสำนักกระบี่เมฆาเข้ามาอย่างไร้ร่องรอย!
เงาร่างสีดำสนิทผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติอย่างเชื่องช้า สวมหน้ากากอนธการปกปิดใบหน้าครึ่งซีก ทว่ากลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมากลับทำให้ดวงตาของไป๋อวี๋ซวงเบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เงาร่างนั้นโยนสิ่งของบางอย่างกลิ้งหล่นลงมาตรงหน้าหลี่เทียนเฉิน เสียงทุบกระแทกพื้นดังสะท้อนก้อง
เมื่อหลี่เทียนเฉินก้มลงมอง สิ่งที่กลิ้งอยู่บนพื้นหญ้าคือ... ศศีร์ษะของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่เมฆา ผู้มีพลังอยู่ในขอบเขตเซียนขั้นสี่ ซึ่งควรจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ในห้องลับชั้นในสุด!
และพร้อมกันนั้น เสียงหัวเราะแหบพร่าอันเย็นเยียบก็ดังสะท้อนก้องมาจากความว่างเปล่า รอบทิศทาง
"ฮ่าๆๆๆ... หลี่เทียนเฉิน สหายเก่า... เจ้าคิดว่าการกลับมาครั้งนี้ เจ้าจะเป็นผู้กำหนดเกมคนเดียวอย่างนั้นหรือ? สายเกินไปแล้ว..."
--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้วิถีกระบี่นี้ก้าวเดินต่อไปด้วยกันนะครับ
สยบวิถีเซียนด้วยกำปั้นมารสะท้านนภา•ตอนที่ 23
การกลับมาของสหายเก่า
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกำปั้นมารสะท้านนภา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!