เสียงหัวเราะเย้ยหยันยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ดั่งเสียงคำรามของอสูรไร้ลักษณ์ที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านหมอกแห่งกาลเวลา
"ฮ่าๆๆๆ... หลี่เทียนเฉิน สหายเก่า... เจ้าคิดว่าการกลับมาครั้งนี้ เจ้าจะเป็นผู้กำหนดเกมคนเดียวอย่างนั้นหรือ? สายเกินไปแล้ว..."
ม่อหลงสะบัดแขนเสื้อกว้าง ลมปราณสีม่วงคล้ำแผ่ซ่านออกมาราวกับควันพิษจากขุมนรก ดวงตาคู่คมดุจเหยี่ยวของมันหรี่ลงจนเหลือเพียงเส้นเดียว เบื้องหน้าของมันคือแผนที่หนังอสูรโบราณที่ส่องแสงเรืองรอง สีเลือดจางๆ ไหลเวียนอยู่บนเส้นสายลายอักขระเวท ราวกับมันมีชีวิตและกำลังกระหายเลือดเนื้อของผู้ฝึกตน
ข่าวลือแพร่สะพัดดั่งไฟลามทุ่งทั่วทั้งยุทธภพ... แดนลับสมบัติเซียนโบราณแห่งยุคบรรพกาล "หุบเขาหมื่นวิญญาณสลาย" ที่หลับใหลมานับแสนปี บัดนี้ประตูมิติได้ถูกเปิดออกด้วยแรงสั่นสะเทือนของพลังฟ้าดิน เหล่าผู้ฝึกตน สำนักใหญ่สำนักน้อย และมารร้ายนอกรีตต่างเคลื่อนไหวราวกับฝูงมดปลวกที่ได้กลิ่นน้ำหวาน ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปยังทิศประจิมด้วยความโลภที่บดบังดวงตา
ภายในเรือนพักไผ่เขียวขจี หลี่เทียนเฉินนั่งขัดสมาธิบนเบาะอธิษฐาน ร่างกายของเขานิ่งสงบดั่งภูเขาผาอันมั่นคง แต่ภายในห้วงสมุทรปราณกลับปั่นป่วนด้วยคลื่นพลังมหาศาล เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากมน
เขาลืมตาขึ้นมาช้าๆ ประกายตาดุจคมกระบี่ที่ซ่อนเร้นมานานนับร้อยปีวาดผ่านความมืดมิด ชั่วพริบตาเดียว อากาศรอบตัวก็พลันเย็นเยียบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามกรอบหน้าต่าง
"หึ... ม่อหลง เจ้ายังคงใช้วิธีสกปรกเช่นเดิมไม่เปลี่ยน" หลี่เทียนเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่ทำให้อากาศรอบกายสั่นระริก "การเปิดแดนลับเซียนก่อนกำหนดเช่นนี้ ไม่ใช่ความบังเอิญ... แต่มันคือ 'ค่ายกลสังหารโลหิต' ที่เจ้ากับพวกมันร่วมมือกันจัดฉากขึ้นมาเพื่อกลืนกินวิญญาณของผู้ฝึกตนทั่วหล้า"
"ท่านพี่..."
เสียงใสประดุจไข่มุกกระทบถาดหยกดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับร่างอรชรในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่ก้าวเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง ไป๋อวี๋ซวง นางเซียนแห่งตำหนักเหมืองสวรรค์ ยืนอยู่ตรงธรณีประตู เรือนผมดำขลับราวน้ำMึกตัดกับผิวขาวราวดั่งหิมะ แววตาคู่สวยที่เคยเย็นชาและไร้เยื่อใยต่อผู้คนนับหมื่น บัดนี้กลับทอประกายความห่วงใยและอ่อนโยนยามที่มองบุรุษเบื้องหน้า
นางเดินเข้ามาใกล้ ไอร้อนจากกายของนางและไอร้ำแข็งรอบตัวหลี่เทียนเฉินหลอมรวมกันจนเกิดเป็นหมอกบางเบาลอยวนรอบกายทั้งสอง
"เจ้าสัมผัสได้แล้วใช่ไหม?" หลี่เทียนเฉินเงยหน้าขึ้นมองนาง มุมปากหยักยิ้มบางเบา ความเยือกเย็นในแววตาพลันมลายหายไปสิ้นเมื่อยามสบตาพธูผู้นี้
"อืม..." ไป๋อวี๋ซวงพยักหน้าน้อยๆ เดินเข้ามานั่งลงเคียงข้าง ไอเย็นบริสุทธิ์จากปราณเหมืองสวรรค์ถูกถ่ายเทเข้าสู่ชีพจรของเขาอย่างแผ่วเบาเพื่อช่วยกดขี่พิษโลหิตที่ยังหลงเหลือ "พลังปราณในรัศมีพันลี้เริ่มปั่นป่วน สำนักกระบี่นภาและนิกายโลหิตาเคลื่อนพลแล้ว พวกมันจงใจปล่อยข่าวนี้เพื่อให้ผู้คนนับหมื่นเดินเข้าสู่หลุมพราง หากท่านก้าวเข้าไป... นั่นคือค่ายกลที่รอฝังร่างท่านโดยเฉพาะ"
"ต่อให้เบื้องหน้าคือทะเลเพลิงหรือขุมนรกภูมิ หลี่เทียนเฉินผู้นี้ก็ไม่มีวันก้มหัวให้โชคชะตา" หลี่เทียนเฉินกล่าวเสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคง ดั่งคำประกาศิตจากเทพเซียน "ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมใหญ่ ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือนี้แหละ... แหกฟ้าคว่ำแผ่นดินให้มันดูสักครา!"
ไป๋อวี๋ซวงมิได้ห้ามปราม นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้มีภาระทางจิตวิญญาณที่ต้องสะสาง มือเรียวบางยื่นออกไปสัมผัสด้ามกระบี่วิญญาณที่วางอยู่ข้างกายเขา แววตาของนางฉายแวเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน "ไม่ว่าท่านจะไปแห่งหนใด ดาบเล่มนี้และชีวิตของข้า... จะเคียงข้างท่านไปจนสิ้นสลาย"
คำพูดเรียบง่ายแต่มั่นคงดั่งขุนเขา ทำให้หัวใจของจอมยุทธ์ผู้ผ่านโลกมานับร้อยปีรู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
สามวันต่อมา ณ ชายแดนรอยต่อแห่งทิศประจิม ท้องน่ายามนี้ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานราวกับถูกสาดด้วยเลือด เมฆหมอกสีดำทะมึนรวมตัวกันเป็นรูปอสูรกระหายเลือด เสียงคำรามกึกก้องของสัตว์อสูรบรรพกาลดังสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น ผู้ฝึกตนหลายพันคนต่างเหาะเหินเดินอากาศด้วยกระบี่บินและสัตว์ขี่ มุ่งหน้าเข้าสู่ปากทางเข้า "แดนลับสมบัติเซียนโบราณ" ที่อ้าปากกว้างรอรับเหยื่อ
หลี่เทียนเฉินและไป๋อวี๋ซวงปรากฏกายขึ้นบนยอดผาสูงตระหง่าน มองลงมาเบื้องล่างด้วยสายตานิ่งสงบ
ที่เบื้องล่างนั้น ม่อหลงยืนอยู่บนแท่นบูชาหินโบราณ มันกำลังร่ายคาถาลับบางอย่าง ดวงตาของมันแดงก่ำด้วยความบ้าคลั่ง รอบตัวมันมีศิษย์สำนักกระบี่นภานับร้อยคนยืนถือธงอาคมปักล้อมรอบพื้นที่ ทันทีที่ผู้ฝึกตนกลุ่มแรกก้าวล่วงเข้าไปในเขตแดนลับ แสงสีทองจากอักขระเวทรอบตัวก็สว่างวาบขึ้น พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดที่ดังระเบิดขึ้นทันที!
"ฮ่าๆๆๆ... เข้ามาอีก! เข้ามาเป็นพลังงานให้แก่ค่ายกลบรรพกาลของข้าเสียเถอะ!" เสียงหัวเราะของม่อหลงดังสะท้านไปทั่วหุบเขา
หลี่เทียนเฉินหรี่ตาลง คมกระบี่ในฝักเริ่มสั่นระริก ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์พุ่งทะยานเสียดฟ้าจนหมู่เมฆแตกกระจาย
ทว่า... ในจังหวะที่หลี่เทียนเฉินกำลังจะก้าวเท้าทะยานลงไปในหุบเขาเพื่อหยุดยั้งแผนการชั่วร้ายนั้นเอง
เงาร่างสีดำสนิทสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเงียบเชียบราวดั่งภูตผี ขวางกั้นเบื้องหน้าของเขาทั้งสองไว้ ร่างนั้นสวมหน้ากากอนารยชนรูปยักษ์ มือข้างหนึ่งถือกระดูกมนุษย์ที่สลักลวดลายประหลาด และก่อนที่หลี่เทียนเฉินจะได้ชักกระบี่ออก เสียงแหบพร่าราวกับมาจากขุมนรกก็เอ่ยขึ้นที่ข้างหูของเขา
"หลี่เทียนเฉิน... เจ้าคิดจะช่วยคนพวกนั้น... แต่เจ้ากลับลืมดูว่า 'คนข้างกาย' ของเจ้า... กำลังจะถูกเงาของใครกลืนกิน"
สิ้นเสียงนั้น ร่างของไป๋อวี๋ซวงที่ยืนอยู่เคียงข้างก็พลันแข็งทื่อ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่กระบี่น้ำแข็งในมือของนางจะเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท และปลายคมกระบี่นั้น... กลับหันมาจ่อตรงเข้าที่หัวใจของหลี่เทียนเฉินอย่างเยียบเย็น!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและสนับสนุนผลงานของหมื่นกระบี่คืนรังเสมอนะครับ
สยบวิถีเซียนด้วยกำปั้นมารสะท้านนภา•ตอนที่ 24
แผนการร้ายในแดนลับแล
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกำปั้นมารสะท้านนภา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!