เงาพู่กันจารชน ชายาสองหน้าพิฆาตบัลลังก์•ตอนที่ 13

ค่ำคืนใต้ชายคาเดียวกัน

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
กลิ่นคาวเลือดจางๆ และหยาดฝนที่โปรยปรายลงมากระทบหลังคาเรือนไม้เก่าๆ ด้านนอก คือเสียงดนตรีประกอบฉากเดียวที่เหลืออยู่ภายในห้องพักแคบๆ ของโรงเตี๊ยมร้างนอกเมือง “เกมพลิกแล้ว แม่นางมู่… เจ้ายังกล้าตามข้าลงไปดูหน้าแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนนี้ด้วยกันไหม?” คำท้าทายจากตอนที่แล้วยังคงลอยเคว้งอยู่ในอากาศ พร้อมกับร่างสูงสง่าของหลี่ชิงฮั่นที่ขยับกายบังหน้าต่างเบื้องหน้า มู่หรงหว่านไม่ได้ถอยหลังหนีแม้แต่ก้าวเดียว ดวงตาคู่คมกริบภายใต้กรอบหน้ากากหนังมนุษย์หรี่ลงเล็กน้อย ประเมินสถานการณ์ด้วยสัญชาตญาณของนักสืบผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ปลายนิ้วเรียวยาวของนางแตะอยู่ที่ด้ามมีดสั้นซ่อนเร้นในแขนเสื้ออย่างแนบเนียน “ใต้เท้าหลี่ดูถูกสติปัญญาของข้าเกินไปแล้วกระมัง” นางเอ่ยเสียงราบเรียบ แต่แฝงแววเย้าหยันในที “แขกไม่ได้รับเชิญผู้นั้นตั้งใจมาตัดหัวเราสองคนในคืนฝนตกเช่นนี้ หากข้าเลือกจะรอความตายอยู่บนเตียง เกรงว่าจะเสียชื่อผู้ตรวจการหญิงแห่งหน่วยชำระบัญชีหมด” มุมปากของเจ้ากรมอาญาหนุ่มกระตุกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น แต่นัยน์ตากลับพราวระยับด้วยประกายความท้าทายที่หาได้ยากยิ่ง ในยามปรกติ หลี่ชิงฮั่นคือปีศาจสวมเสื้อคลุมขุนนางผู้ไร้ความปรานี แต่ยามนี้ เมื่อทั้งคู่ถูกต้อนให้จนมุมในพื้นที่แคบๆ จนต้องแนบกายหลบซ่อนหลังแผ่นไม้ผุๆ กลิ่นอายบุรุษเพศที่เจือด้วยกลิ่นอายฝนและคราบเลือดจางๆ กลับสร้างแรงกดดันแปลกประหลาดที่ทำให้ลมหายใจของมู่หรงหว่านสะดุดไปชั่วขณะ *ตึง!* เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังขึ้นที่เบื้องล่าง พื้นไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามน้ำหนักกดทับ ผู้มาเยือนมิได้คิดจะปิดบังร่องรอยแม้แต่น้อย ราวกับจงใจส่งสัญญาณเตือนให้เหยื่อในกรงขังตระหนักถึงวาระสุดท้ายของตนเอง หลี่ชิงฮั่นขยับตัวเข้ามาประชิดร่างบางโดยปราศจากสัญญาณเตือน ฝ่ามือหนาเอื้อมมาคว้าข้อมือของมู่หรงหว่านไว้แน่น แรงกดจากปลายนิ้วของเขาแทบจะฝังลงบนกระดูก แต่มันไม่ใช่การคุกคาม หากเป็นการฉุดดึงให้นางหลบพ้นจากแนวแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านรอยแตกของผนังไม้ สัมผัสจากปลายนิ้วที่เย็นเฉียบแต่หนักแน่น ทำให้มู่หรงหว่านต้องเงยหน้าขึ้นมองเขา ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองเหลือเพียงคืบเดียว จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นร้อนผ่าวที่ระบายออกมาจากลมหายใจ “เงียบเสีย” เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บริเวณต้นคอระหงจนขนอ่อนลุกชัน “หากไม่อยากตายด้วยน้ำมือของมือสังหารเงาพยัคฆ์ จงใช้ประโยชน์จากสมองอันชาญฉลาดของเจ้าคิดหาทางออกร่วมกับข้า… อย่าลืมว่าเวลานี้ เราอยู่เรือนพักแรมเดียวกันแล้ว” คำว่า *“ใต้ชายคาเดียวกัน”* ช่างชวนให้คิดไปไกล หากแต่วินาทีนี้ มันคือสมรภูมิเอาชีวิตรอดที่แท้จริง ภายนอกประตูไม้ผุมีเงาร่างมหึมาทาบทับลงมา เสียงดาบกระทบฝักดังแกรกกรากรำไร สะท้อนถึงความมุ่งร้ายที่ไร้ความปรานี หลี่ชิงฮั่นปล่อยมือจากข้อมือของนาง ชักกระบี่ประจำกายออกจากฝักอย่างเชื่องช้าและไร้เสียง เหล็กกล้าสะท้อนประกายสีเงินยวงท่ามกลางความมืดมิด ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นคมกริบดั่งเหยี่ยวล่าเหยื่อ มู่หรงหว่านสูดลมหายใจเข้าลึกระงับความตื่นตระหนก สมองอันปราดเปรื่องทำงานด้วยความเร็วสูง นางกวาดสายตามองไปรอบห้องพักแรมคับแคบแห่งนี้ นอกจากเตียงไม้เก่าๆ โต๊ะโทรมๆ และคานไม้ด้านบนแล้ว ไม่มีสิ่งใดใช้ป้องกันตัวได้เลย… เว้นเสียแต่… “ใต้เท้า… คานด้านบน” นางกระซิบเสียงแผ่วเบาแทบกลืนไปกับเสียงฝน ชี้สายตาขึ้นไปเบื้องบน หลี่ชิงฮั่นพยักหน้ารับอย่างรู้ใจทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดเพิ่ม ความเข้าขา—แม้จะเพิ่งร่วมงานกันได้ไม่นาน—กลับดั่งรู้ใจกันมาแรมปี มือสังหารภายนอกกำลังเงื้อมือพังประตูเข้ามา *โครม!* ประตูไม้ถูกถีบกระเด็นหลุดจากบานพับ เศษไม้กระจายเกลื่อนพื้น พร้อมกับเงาร่างสี่ร่างในชุดดำสนิทที่พุ่งทะยานเข้ามาในห้องด้วยจิตสังหารพรั่งพรู ทว่า… เป้าหมายของพวกมันกลับว่างเปล่า ไม่มีร่างของเป้าหมายอยู่บนเตียงนอนตามที่คาดการณ์ไว้ “ระวัง!” หัวหน้ามือสังหารคำรามลั่นเมื่อรู้สึกถึงความผิดปกติ แต่สายเกินไปเสียแล้ว! จากคานไม้ด้านบน ร่างสองร่างทิ้งตัวลงมาดั่งพญาเหยี่ยวร่อนลม หลี่ชิงฮั่นใช้กระบี่ในมือตวัดวาดเป็นวงโค้งอย่างไร้ช่องโหว่ ปลายกระบี่กรีดผ่านลำคอของมือสังหารคนแรกในพริบตา เลือดสีเข้มสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนผนังห้องสีหม่น ในขณะเดียวกัน มู่หรงหว่านก็พลิกตัวกลางอากาศ ซัดเข็มพิษอาบยาชาสามเล่มฝังเข้าที่จุดตายของมือสังหารคนที่สองอย่างแม่นยำ ร่างนั้นล้มฟุบลงไปกองกับพื้นทันทีโดยไม่ทันได้เปล่งเสียงร้อง การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดและรวดเร็วในพื้นที่จำกัด เสียงเหล็กปะทะกันแสบแก้วหู กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วห้องพักแรมขนาดเล็ก หลี่ชิงฮั่นเปรียบเสมือนเทพสงครามผู้ไร้ความเมตตา ทุกกระบวนท่าของเขาเด็ดขาดและมุ่งปลิดชีพ ส่วนมู่หรงหว่านคือเงาพิฆาตที่คอยสนับสนุนและปิดจุดบอดได้อย่างไร้ที่ติ เพียงชั่วก้านธูปเดียว มือสังหารทั้งสี่ก็กลายเป็นศพนอนแน่นิ่งจมกองเลือด บรรยากาศภายในห้องกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจเบาๆ ของคนทั้งสองที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากศพ หลี่ชิงฮั่นลดกระบี่ลง หยาดเลือดหยดหนึ่งไหลยึดตามคมดาบก่อนหยดลงสู่พื้นไม้ ใบหน้าคมคายมีรอยเปื้อนคราบเลือดจางๆ ยิ่งขับเน้นให้เขาดูอันตรายและทรงเสน่ห์อย่างประหลาด เขากวาดสายตามองสตรีเบื้องหน้า ที่เวลานี้เส้นผมหลุดลุ่ยไม่เป็นทรง หน้ากากหนังมนุษย์หลุดออกครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นผิวแก้วเนียนละเอียดและดวงตากลมโตที่กำลังเรืองรองด้วยความท้าทาย “ฝีมือไม่เลวเลยนี่ แม่นางมู่” น้ำเสียงของเขานุ่มทุ้มกว่ายามปรกติ เจือความชื่นชมที่ยากจะปิดมิด “ไม่นึกเลยว่าสตรีที่เก่งกาจถึงเพียงนี้ จะยอมซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเพื่อรอวันล้างมลทินให้ตระกูลที่ล่มสลาย” มู่หรงหว่านชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่คมตวัดมองเขาอย่างไม่เกรงกลัว “ใต้เท้าหลี่เองก็คงไม่ได้มีดีแค่ยศถาบรรดาศักดิ์เจ้ากรมอาญา กระมังคะ… การที่ท่านตามสืบคดีนี้อย่างกัดไม่ปล่อย ย่อมมีเหตุผลส่วนตัวที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าคำว่าหน้าที่ราชการแน่” ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันในระยะประชิด ท่ามกลางกลิ่นเลือดและค่ำคืนอันมืดมิด ไม่มีใครยอมถอยให้ใคร เคมีอันตรายระหว่างผู้ล่าและเหยื่อที่สลับบทบาทกันไปมา พุ่งพล่านจนบรรยากาศรอบตัวร้อนระอุขึ้นมาอย่างน่าประหลาด หลี่ชิงฮั่นก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าว จนกระทั่งร่างของมู่หรงหว่านแทบจะแนบชิดกับผนังห้อง ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งยันผนังไม้กักขังนางไว้ตรงกลาง สายตาคมกราดจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง ราวกับต้องการค้นหาความลับทั้งหมดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังท่าทีเย่อหยิ่งนั้น “หากเจ้าอยากรู้เรื่องราวของข้า…” น้ำเสียงของเขาพร่าต่ำลงเล็กน้อย ลมหายใจอุ่นปัดปảngข้างแก้มเนียน “คืนนี้… ใต้ชายคาเดียวกันนี้ ยังมีเวลาให้เจ้าไต่สวนข้าอีกยาวนาน” มู่หรงหว่านมิได้หลบสายตา มุมปากอิ่มยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างท้าทาย นางยกมือขึ้นวางทาบลงบนอกเสื้อของเขา สัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วจนผิดปรกติภายใต้ชุดขุนนางนั้น “เกรงว่าเวลาที่มีค่าของใต้เท้า คงไม่ได้มีไว้เพื่อตอบคำถามพร่ำเพรื่อหรอกกระมังคะ…” นางกระซิบชิดริมฝีปากเขา แววตาระยิบระยับด้วยเล่ห์กล “แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น… ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหม ว่าเหตุใดตราประทับลับขององค์ชายสามฉีฟ่าน จึงมาซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อของมือสังหารที่ท่านเพิ่งสังหารไปเมื่อครู่?” คำพูดประโยคเดียว ทำเอาประกายตาคมกราดของหลี่ชิงฮั่นหรี่แคบลงทันที รอยยิ้มบนมุมปากของเขาแข็งค้างไปชั่วขณะ *ตึง…* เสียงฝีเท้าปริศนาดังขึ้นแว่วๆ จากโถงทางเดินด้านนอกอีกครั้ง พร้อมกับเงาดำทมิฬสายใหม่ที่ทาบทับเข้ามาทางหน้าต่าง—ไม่ใช่ศัตรู… แต่เป็นราชโองการลับจากวังหลวงที่ถูกยิงด้วยธนูเข้ามาปักคาขื่อบ้าน! —– ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้นะคะ **— หมอกเหมยปลายฤดู**
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาพู่กันจารชน ชายาสองหน้าพิฆาตบัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%