เสียงกระเบื้องเคลือบแตกละเอียดกระจายเต็มพื้นห้องโถงลับใต้เรือนรับรองแคว้นซ่ง มิได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้ใดในที่นั้น มากไปกว่าการขับเน้นบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
“พวกเจ้ากล้าดีอย่างไร ถึงกล้าทูลเสนอวิธีนี้ขึ้นมา!”
เสียงคำรามต่ำอย่างอดกลั้นขององค์ชายสามฉีฟ่านดังลอดผ่านม่านมุกหนาทึบ เม็ดเหงื่อกาฬผุดซึมตามไรผมของใต้เท้าจาง อัครเสนาบดีฝ่ายขวาผู้กุมอำนาจครึ่งราชสำนัก ชายชราวัยห้าสิบปีทรุดกายคุกเข่าลงบนเศษกระเบื้อง ทว่าแววตาหาได้มีความสำนึกผิดไม่ มีเพียงประกายความหวาดระแวงและความเย่อหยิ่งที่ถูกกดทับไว้ด้วยความกลัว
“กระหม่อมเพียงแต่… เห็นว่าหลักฐานในคดีสมคบคิดกรมสนองพระราชโองการเริ่มสาวมาถึงบัญชีลับของตระกูลจางแล้วพ่ะย่ะค่ะ หากองค์ชายไม่ทรงตัดไฟแต่ต้นลม… เกรงว่าหลี่ชิงฮั่นคงไม่ปล่อยให้พวกเราลอยนวลแน่” ใต้เท้าจางเอ่ยเสียงสั่นระริก
ฉีฟ่านแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายที่มักฉาบด้วยความสุภาพอ่อนโยน “ตัดไฟ? เจ้าคิดว่าสุนัขรับใช้ผู้เที่ยงธรรมอย่างหลี่ชิงฮั่น เป็นกิ่งไม้อ่อนที่เจ้าจะหักทิ้งได้ตามอำเภอใจหรือ? หรือเจ้าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าแอบซุกซ่อนบัญชีอีกเล่มไว้ที่ไหน!”
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที ความไว้วางใจอันเปราะบางที่เคยใช้ยึดโยงกลุ่มอำนาจนี้เข้าไว้ด้วยกัน บัดนี้ได้พังทลายลงเหลือเพียงเศษซาก ความระแวงคือมีดโกนที่กรีดลึกลงในความสัมพันธ์ของพวกเขาทุกคน
ห่างออกไปสามร้อยเมตร บนหลังคากระเบื้องเคลือบสีดำสนิทที่กลมกลืนไปกับราตรีอย่างไร้รอยต่อ มู่หรงหว่านในชุดรัดกุมสีเทาเข้มกำลังหมอบนิ่งสนิท ดวงตาดอกท้อคมกริบกวาดมองผ่านช่องระบายอากาศของหลังคา ภาพการแตกหักของขั้วอำนาจเบื้องล่างสะท้อนอยู่ในแววตานิ่งสงบของนางอย่างชัดเจน
นางลอบผ่อนลมหายใจยาว ความอดทนตลอดสามเดือนที่ยอมสวมรอยเป็นมือปราบหญิงผู้ต่ำต้อยในกรมอาญา เพื่อสืบหาความจริงเบื้องหลังการล่มสลายของตระกูลมู่ บัดนี้ผลผลิตแห่งความระแวงที่นางค่อยๆ หว่านเมล็ดลงไปในคดีรายทาง กำลังออกดอกออกผลเป็นรอยร้าวที่ไม่มีวันประสาน
“ดูท่าสุนัขบ้ากำลังจะกัดกันเองแล้วกระมัง”
เสียงทุ้มต่ำกระซิบแผ่วเบาอยู่ข้างใบหู มู่หรงหว่านไม่แม้แต่จะสะดุ้ง นางเพียงเหลือบสายตาไปมองร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทของหลี่ชิงฮั่น เจ้ากรมอาญาผู้เยือกเย็นและอันตรายที่สุดในเมืองหลวง เขาก้าวขึ้นมาหมอบเคียงข้างนางบนหลังคาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครล่วงรู้ รู้ตัวอีกที กลิ่นอายจางๆ ของไม้กฤษณาผสมกลิ่นอายฝนก็ลอยวนอยู่รอบกายเสียแล้ว
“ใต้เท้าหลี่ช่างว่างงานนักนะเจ้าคะ ถึงมีเวลามาเดินเล่นบนหลังคาชาวบ้านยามวิกาลเช่นนี้” มู่หรงหว่านกระซิบตอบ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยการหยิกแกมหยอก
“หากไม่ตามแม่นางมู่มา ข้าคงพลาดชมฉากงิ้วฉากใหญ่ที่เจ้าจงใจเปิดม่านแสดงหรอก” หลี่ชิงฮั่นหันมามองนาง แสงจันทร์สลัวทาบทับโครงหน้าคมคายสันกรามชัดเจน ดวงตาคู่นั้นคมปลาบราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงก้นBบึ้งจิตใจ “เจ้าจงใจโยนหลักฐานชิ้นนั้นเข้ากองไฟ เพื่อให้ฉีฟ่านระแวงว่าจางจื้อหยวนกำลังจะทรยศสินะ”
มู่หรงหว่านเลิกคิ้วเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปาก “ใต้เท้ากล่าวหาเกินไปแล้ว ข้าเป็นเพียงผู้ตรวจการตัวเล็กๆ ผู้หนึ่ง จะมีปัญญาไปชักใยบงการองค์ชายกับอัครเสนาบดีได้อย่างไร”
“คำแก้ตัวของเจ้า มักน่าฟังเสมอ… แต่น่าเสียดายที่มันตบตาข้าไม่ได้” หลี่ชิงฮั่นขยับกายเข้ามาใกล้ขึ้นจนไหล่ของทั้งคู่แนบชิดกัน ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าทำให้มู่หรงหว่านต้องเกร็งกล้ามเนื้อโดยอัตโนมัติ “เจ้าต้องการทำลายพวกมันทีละคน เพื่อลากตัวผู้อยู่เบื้องหลังคดีตระกูลมู่ให้ออกมาสู่แสงสว่าง… แต่ระวังให้ดีเถอะ หมากที่เจ้าเดิน อาจจะย้อนกลับมาเชือดคอเจ้าเองสักวัน”
“ถ้าหากคอของข้าต้องขาดสะบั้นลงจริงๆ คนแรกที่ข้าจะลากลงนรกไปด้วย ก็คือท่านนั่นแหละ ใต้เท้าหลี่” นางหันไปสบตาเขา แววตาดุดันและท้าทายสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาคู่สวย ทั้งสองจ้องมองกันเนิ่นนาน ท่ามกลางความเงียบงันของราตรีที่มีเพียงเสียงลมหายใจของกันและกันเป็นเครื่องยืนยันตัวตน
เคมีอันตรายระหว่างพวกเขาราวกับประกายไฟกับน้ำมัน พานพบกันทีไรมีแต่จะแผดเผา แต่กระนั้น… ไม่มีใครยอมถอยหลังให้ก้าวเดียว
เบื้องล่าง เสียงโต้เถียงในห้องลับเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ใต้เท้าจางลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ “ในเมื่อองค์ชายไม่ทรงไว้ไมตรีอุดมการณ์ร่วมกันมาหลายปี เช่นนั้นก็อย่าหาว่ากระหม่อมอกตัญญู! บัญชีลับและหลักฐานการติดต่อกับแคว้นเป่ยตี้ถูกเก็บไว้อีกที่หนึ่ง หากข้าเป็นอะไรไป… ทุกอย่างจะไปถึงมือหลี่ชิงฮั่นภายในยามสามทันที!”
ฉีฟ่านหน้าถอดสี มือที่กำหมัดแน่นสั่นเทาด้วยความแค้น “เจ้ากล้าขู่ข้าหรือจางจื้อหยวน!”
“กระหม่อมมิได้ขู่… แต่เป็นการเตือนสติพ่ะย่ะค่ะ!”
มู่หรงหว่านหรี่ตาลงทันที เมื่อได้ยินคำว่า *บัญชีลับและหลักฐานการติดต่อกับแคว้นเป่ยตี้* หัวใจของนางกระตุกวูบ นั่นคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่นางตามหามาตลอดสามปี! หลักฐานชิ้นเดียวที่จะล้างมลทินให้ตระกูลมู่พ้นข้อหา “กบฏขายชาติ”
นางขยับกายเตรียมพุ่งตัวลงไปจากหลังคา ทว่าข้อมือกลับถูกมือใหญ่ของหลี่ชิงฮั่นคว้าเอาไว้แน่น แรงบิดที่อบอุ่นและทรงพลังทำให้ตัณหาความใจร้อนของนางต้องชะงัก
“ใจเย็นก่อน” หลี่ชิงฮั่นกระซิบชิดริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนปัดป่าatต้นคอจนนางรู้สึกวาบหวิวแปลกประหลาด “นั่นเป็นกับดัก”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร?” มู่หรงหว่านขมวดคิ้วสะบัดข้อมือออกเล็กน้อย แต่เขาไม่ยอมปล่อย
“จางจื้อหยวนแก่จนใกล้ลงโลงแล้ว ไม่มีทางกล้าเก็บหลักฐานระดับคอขาดบาดตายไว้กับตัวคนเดียวหรอก สิ่งที่เขาพูดเมื่อครู่… เป็นแค่การโยนหินถามทางเพื่อดูว่าฉีฟ่านจะฆ่าเขาปิดปากหรือไม่ต่างหาก” หลี่ชิงฮั่นวิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราวกับใบมีด “และถ้าเจ้ากระโจนลงไปตอนนี้… คนที่จะซวยไม่ใช่แค่เจ้า แต่แผนการทั้งหมดของข้าจะพังไม่เป็นท่า”
มู่หรงหว่านกัดริมฝีปากแน่นอย่างขัดใจ สมองของนางประมวลผลอย่างรวดเร็ว สิ่งที่หลี่ชิงฮั่นพูดมีเหตุผล นางเกือบจะหลงกลความโลภในหลักฐานชิ้นนั้นจนขาดความรอบคอบ
ทว่า ในวินาทีที่ทั้งสองกำลังสบตากันด้วยความเคร่งเครียดนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่ก็ดังขึ้นจากตรอกมืดเบื้องล่าง ไม่ใช่เสียงฝีเท้าขององครักษ์ประจำจวนองค์ชายสาม… แต่เป็นเสียงฝีเท้าหนักหน่วงพร้อมกลิ่นอายสังหารที่คุ้นเคย
กลุ่มเงาทมิฬนับสิบพุ่งทะยานผ่านกำแพงจวนเข้ามาอย่างรวดเร็วดุจพายุหมุน เป้าหมายของพวกมันไม่ใช่ใครอื่น… คือห้องลับใต้เรือนรับรองที่ฉีฟ่านและใต้เท้าจางกำลังทะเลาะกันอยู่!
มู่หรงหว่านเบิกตากว้างเมื่อเห็นประกายวาบของคมดาบในความมืด “นักฆ่ามืออาชีพ… ใครส่งมา?”
หลี่ชิงฮั่นหรี่ตาลง นัยน์ตาคู่นั้นเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในฤดูหนาว ท่าทีผ่อนคลายเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงนักล่าผู้กระหายความจริง
“ไม่ใช่คนของฉีฟ่าน… และไม่ใช่คนของข้า” หลี่ชิงฮั่นเอ่ยเสียงลอดไรฟัน ร่างสูงสง่าลุกขึ้นยืนเต็มความสูงบนหลังคา พร้อมกับชักกระบี่ประจำกายออกจากฝัก เสียงเหล็กกระทบฝักกังวานใสท่ามกลางความเงียบ “ดูเหมือนว่า… จะมี ‘ตัวละครคนที่สาม’ ที่ไม่อยากให้คดีนี้ถูกเปิดเผย เข้ามาเล่นเกมนี้ด้วยแล้ว”
ยังไม่ทันที่มู่หรงหว่านจะได้เอ่ยถามสิ่งใด เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังสนั่นมาจากห้องลับเบื้องล่าง ตามด้วยเสียงดาบปะทะกันและกลิ่นคาวเลือดที่โชยคละคลุ้งขึ้นมาแตะจมูก
หลี่ชิงฮั่นหันกลับมามองนาง แววตาคมกริบฉายประกายท้าทายที่เต็มไปด้วยความอันตราย
“เกมพลิกแล้ว แม่นางมู่… เจ้ายังกล้าตามข้าลงไปดูหน้าแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนนี้ด้วยกันไหม?”
**************************************
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ณ ตอนนี้ค่ะ* — **หมอกเหมยปลายฤดู**
เงาพู่กันจารชน ชายาสองหน้าพิฆาตบัลลังก์•ตอนที่ 12
รอยร้าวในกลุ่มอำนาจ
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาพู่กันจารชน ชายาสองหน้าพิฆาตบัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!