กลิ่นอับชื้นของฝุ่นผงโบราณและกลิ่นสาบปูนเก่าคละคลุ้งจนน่าเวียนหัว ทว่ามู่หรงหว่านกลับไม่ยอมกะพริบตา แสงจากโคมไข่มุกราตรีในมือส่องกระทบกับหยาดเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าเรียวสวย ปลายน้องเรียวภายใต้ถุงมือหนังบางเฉียบกำลังบรรจงเขี่ยเศษอิฐและซากปะผุที่กะเทาะร่วงหล่นออกจากร่องพื้นศิลาทีละน้อย
พระตำหนักร้างท้ายอุทยานแห่งนี้ไม่เคยมีผู้ใดเหยียบย่างมานานนับทศวรรษ... นอกเสียจากผู้ที่จงใจซ่อนเร้นบางสิ่งไว้ให้พ้นจากสายตาของกฎหมาย
“ใต้เท้าหลี่ เกรงว่าท่านคงต้องขยับตะเกียงไปทางซ้ายอีกสามชุนแล้วล่ะค่ะ” น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าเจือแววท้าทายที่อีกฝ่ายมักจะสัมผัสได้เสมอ
หลี่ชิงฮั่นในชุดคลุมสีเข้มไม่ไหวติง เขายืนกอดอกพิงเสาไม้สลักที่ผุกร่อน ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองท่าทีที่สุขุมเกินหญิงของนางอย่างพิจารณา ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ ลงบนด้ามกระบี่ประจำกาย จังหวะการเคาะนั้นสม่ำเสมอ ทว่าสร้างแรงกดดันในอากาศให้หนักอึ้งขึ้นทีละน้อย
“เจ้าแน่ใจหรือว่าสัญชาตญาณของสตรีที่มักใช้ตัดสินคดี จะไม่นำพาเรามาเสียเวลาเปล่าในซากปรักหักพังแห่งนี้” หลี่ชิงฮั่นเอ่ยขึ้น เสียงทุ้มต่ำนั้นเจือความเยียบเย็นที่เป็นเอกลักษณ์ “เวลาของกรมอาญามีค่าเกินกว่าจะมาขุดคุ้ยหาเศษกระดาษไร้ค่าตามคำกล่าวอ้างของคนตระกูลมู่”
มู่หรงหว่านชะงักมือเล็กน้อย นางไม่ได้หันกลับไปมอง ทว่ามุมปากหยักยิ้มเยาะขึ้นอย่างไม่ปิดบัง
“เศษกระดาษไร้ค่าที่ใต้เท้ากล่าวถึง อาจมีน้ำหนักมากพอที่จะพลิกแฟ้มคดีทุจริตคลังหลวงที่ท่านปิดไม่ลงมาสามปีเต็มก็ได้นะคะ... หรือว่าท่านกลัวว่าความจริงที่ถูกฝังไว้ใต้พื้นนี่ จะไปกระทบโดนตอใหญ่ของขุนนางผู้ใหญ่ที่ท่านยังเกรงใจอยู่กันแน่?”
วาจาเชือดเฉือนนี้ไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่ออำนาจของเจ้ากรมอาญาผู้เหี้ยมโหดแม้แต่น้อย ทว่าหลี่ชิงฮั่นกลับไม่โกรธเคือง แววตาคมกริบฉายประกายระยับที่อ่านไม่ออก เขาขยับกายก้าวเข้าไปใกล้ร่างเพรียวบางนั้นช้าๆ จนกลิ่นอายบุรุษเจือกลิ่นหมึกและจันทร์หอมแผ่ซ่านเข้ามาในระยะประชิด
“ปากคอเราะรายเช่นนี้... เก็บไว้ไปต่อรองกับองค์ชายสามในท้องพระโรงวันหน้าเถอะ” หลี่ชิงฮั่นโน้มตัวลงกระซิบชิดใบหูขาวสะอาด น้ำเสียงกระซิบนั้นต่ำพร่าจนสั่นสะเทือนความรู้สึก “ข้าเพียงแต่เตือนด้วยความหวังดี ว่าหากสิ่งที่เจ้าหาไม่พบ มันอาจจะมีราคาที่ต้องจ่ายด้วยศีรษะของเจ้าเอง”
มู่หรงหว่านสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความสั่นไหวที่บังIกitเกิดขึ้นในอก นางเกลียดชังนักที่ความใกล้ชิดของบุรุษผู้นี้มักจะสร้างความปั่นป่วนให้แก่สติสัมปชัญญะของนางได้ทุกครั้ง ทั้งที่พวกเขายืนอยู่คนละฟากฝั่งของผลประโยชน์ และมีอุดมการณ์ที่พร้อมจะหันดาบเข้าหากันได้ทุกเมื่อ
“ถ้าเช่นนั้น... ใต้เท้าก็ช่วยถอยไปให้พ้นทาง แล้วรอดูศีรษะของข้าว่าจะหลุดออกจากบ่าหรือไม่!”
นางตอกกลับเสียงกร้าว ก่อนจะใช้คานเหล็กงัดแผ่นศิลาแผ่นสุดท้ายที่ฝังแน่นด้วยปูนโบราณขึ้นมาอย่างแรง
*แกร๊ก... โครม!*
เสียงหินหนักอึ้งเคลื่อนตัวหลุดจากร่อง ทันทีที่ฝุ่นผงตลบอบอวล กลิ่นอับชื้นเฉพาะตัวของกระดาษไขและหีบไม้จันทน์หอมก็ลอยแตะจมูก ทั้งสองคนเงียบเสียงลงโดยพลัน บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัดราวกับเวลาหยุดเดิน
มู่หรงหว่านชะงักค้าง หลี่ชิงฮั่นเองก็หรี่ตาลงมองสิ่งที่ปรากฏเบื้องล่างด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ใต้แผ่นศิลาหนาเตอะ มีหีบไม้จันทน์แกะสลักลวดลายหงส์มังกรซ่อนอยู่ ลวดลายนั้นบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นสิ่งของจากภายในราชสำนักชั้นสูง และเมื่อเปิดฝาหีบออกด้วยความระมัดระวัง แสงจากโคมไข่มุกก็สาดส่องกระทบกับกองสมุดบัญชีหนังวัวนับสิบเล่ม ที่มีการลงตราประทับลับของ ‘กรมคลัง’ พร้อมลายมือชื่อของขุนนางระดับสูงที่ควรจะตายไปพร้อมกับคดีเพลิงไหม้เมื่อห้าปีก่อน!
นี่คือหลักฐานชิ้นสุดท้าย... หลักฐานที่เชื่อมโยงเส้นทางการเงินทั้งหมดตรงไปยังตำหนักขององค์ชายสามโดยตรง
หลี่ชิงฮั่นยื่นมือออกไปหยิบสมุดบัญชีเล่มบนสุดขึ้นมาพลิกดู ดวงตาคมกริบกวาดมองตัวเลขและรายชื่อตวัดด้วยพู่กันอย่างรวดเร็ว รังสีสังหารแผ่ซ่านออกจากร่างของเขาจนมู่หรงหว่านยังต้องรู้สึกหนาวยะเยือก
“ไม่ใช่แค่เรื่องทุจริตคลังหลวงธรรมดาเสียแล้ว...” หลี่ชิงฮั่นพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก “พวกมันใช้เงินจำนวนนี้ซื้ออาวุธและสะสมกำลังพลนอก The Capital”
มู่หรงหว่านเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนกและสะใจผสมปนเป ตระกูลของนางถูกใส่ร้ายว่าเป็นกบฏก็เพราะบัญชีลับชุดนี้ที่หายสาบสูญไป ตอนนี้ความจริงปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว...
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดกำลังถึงขีดสุดนั้นเอง
*แอ๊ด... โครม*
เสียงประตูด้านนอกพระตำหนักถูกถีบเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าจำนวนมากที่วิ่งกรูเข้ามาล้อมรอบตัวอาคารไว้อย่างรวดเร็ว แสงคบเพลิงสว่างวาบสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างผุพังจนเกิดเงาร่างนับสิบทอดทับเข้ามา
“ใต้เท้าหลี่! คุณหนูมู่! พวกท่านช่างมีความสามารถนักที่หาที่ตายได้รวดเร็วถึงเพียงนี้”
เสียงทุ้มกังวานและคุ้นเคยดังขึ้นท่ามกลางความมืด พร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดคลุมปักลายกิเลนสีทองขององค์ชายสามฉีฟ่าน ที่ก้าวเท้าเข้ามาด้วยรอยยิ้มเย็นชา ดวงตาคู่นั้นกวาดมองหีบไม้จันทน์ในมือของหลี่ชิงฮั่นด้วยแววตาวาวโรจน์เต็มไปด้วยจิตสังหาร
“ดูท่า... คืนนี้คงมีคนต้องสังเวยให้กับความอยากรู้อยากเห็นเสียแล้วกระมัง”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้กันมาโดยตลอดนะคะ — หมอกเหมยปลายฤดู
เงาพู่กันจารชน ชายาสองหน้าพิฆาตบัลลังก์•ตอนที่ 14
หลักฐานชิ้นสุดท้าย
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาพู่กันจารชน ชายาสองหน้าพิฆาตบัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!