กลิ่นอับชื้นของซากศพและคราบเลือดที่ยังไม่แห้งสนิทบนพื้นหินศิลาแลง คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นกำยานราคาแพงที่ถูกจุดขึ้นอย่างไร้รสนิยมในห้องเก็บศพร้างท้ายจวนหลวง มู่หรงหว่านไม่ได้ใส่ใจบรรยากาศชวนคลื่นไส้นั้น ปลายนิ้วเรียวภายใต้ถุงมือหนังแพะบางเฉียบกำลังคีบเศษกระดาษชิ้นจิ๋วที่ติดอยู่กับซอกเล็บของเหยื่อขึ้นมาพิจารณาอย่างเงียบเชียบ แสงเทียนสีส้มวับแวมสาดส่องเงาร่างเพรียวระหงทอดทับกำแพงหิน ราวกับภาพวาดพู่กันจีนที่บรรจงวาดด้วยอารมณ์อันลึกล้ำและเยือกเย็น
"ใต้แสงเทียนสลัวเช่นนี้... ผู้ตรวจการมู่ยังคงมีแก่ใจมาพิศดูซอกเล็บของคนตาย ช่างเป็นงานอดิเรกที่น่ารื่นรมย์เสียจริงนะคะ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวาน และราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงลึกดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง มู่หรงหว่านไม่แม้แต่จะสะดุ้งตื่นตระหนก ร่างบางเพียงชะงักปลายนิ้วที่กำลังเขี่ยเศษกระดาษเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ ดวงตากลมโตคู่คมกริบราวกับหางหงส์ทอดมองร่างสูงสง่าที่ก้าวพ้นเงาดำออกมา หลี่ชิงฮั่นในชุดคลุมขุนนางสีเข้มปักลายกิเลนสยายปีก ใบหน้าคมคายไร้รอยยิ้ม ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องนางด้วยแววตาสนอกสนใจที่ซ่อนความกดดันไว้อย่างแนบเนียน
"ใต้เท้าหลี่ต่างหากที่ทำให้ข้าประหลาดใจ" มู่หรงหว่านเอ่ยตอบ น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยียบ และเจือแววเย้ยหยันเล็กน้อย "ดึกดื่นป่านนี้ เจ้ากรมอาญาผู้ทรงเกียรติ ไยจึงมีเวลาว่างมาเดินตรวจตราในหลุมศพสุนัขเช่นนี้ หรือว่า... เกรงว่าหลักฐานที่ท่านจงใจซ่อนไว้ จะถูกคนตาถึงกะเทาะเปลือกออกมาเสียก่อน?"
หลี่ชิงฮั่นก้าวเท้าเข้ามาใกล้ขึ้น ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองหดแคบลงจนสัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวของกันและกัน ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาเล็กน้อยเพื่อให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับนาง กลิ่นอายบุรุษเพศที่ผสมผสานกับกลิ่นหมึกชั้นดีและสนิมเหล็กจางๆ ลอยปะทะนาสิก มู่หรงหว่านไม่ถอยหลังหนี นางเพียงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว มีเพียงประกายแห่งความท้าทายที่ลุกโชนอยู่ในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น
"วาจาคมคายสมกับเป็นผู้ตรวจการมู่..." หลี่ชิงฮั่นแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและชวนให้หัวใจกระตุกวูบ "แต่ระวังเถอะค่ะ... ความฉลาดที่แสดงออกนอกหน้าเกินไป มักจะนำพาภัยมาสู่คอของตัวเองเร็วกว่าที่คิด ศพนี้อยู่ในความรับผิดชอบของกรมอาญา การที่ใต้เท้าเดินล้ำเส้นเข้ามาตรวจสอบโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความผิดฐานก้าวก่ายคดีหลวง"
"คดีหลวงหรือคดีลับกันแน่คะ ใต้เท้าหลี่?" มู่หรงหว่านสวนกลับทันควันอย่างไร้ความเกรงกลัว นางขยับตัวเข้าประชิดเขาอีกนิด จนชายเสื้อคลุมของทั้งคู่เกือบจะเกี่ยวพันกัน "บาดแผลฉีกขาดที่ลำคอของเหยื่อไม่ได้เกิดจากกระบี่ของโจรปล้นชิง แต่เกิดจาก 'มีดผ่าตัดตระกูลมู่' แบบที่ข้าถืออยู่ต่างหาก... คนที่พยายามโยนความผิดให้ตระกูลข้า ไม่ใช่โจรป่า แต่เป็นคนที่นั่งอยู่บนศาลสูงและถือตรายางพิพากษาต่างหากเล่า!"
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่งลงชั่วขณะ เปลวไฟจากเทียนไขวูบไหวรุนแรงตามกระแสลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างหิน หลี่ชิงฮั่นหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงจนน่าอึดอัด แต่มู่หรงหว่านกลับไม่สะทกสะท้าน นางจ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น พยายามค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากความยุติธรรมอันจอมปลอม
ความเงียบงันปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและการปะทะกันทางสายตาที่ดุเดือดไม่แพ้การชักกระบี่เข้าห้ำหั่นกัน ทั้งสองต่างเป็นมืออาชีพที่ยืนอยู่คนละฟากฝั่งของความถูกต้อง แต่วิญญาณกลับโหยหาคำตอบเดียวกันอย่างน่าประหลาด
"เจ้ากล้าหาญมาก... หว่านเอ๋อร์" หลี่ชิงฮั่นเอמהเรียกชื่อนางด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงชั่วขณะ แต่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่ชวนให้หัวใจกระตุก "แต่ความกล้าหาญอย่างไร้สมอง... จะทำให้ข้าต้องกลายเป็นคนสั่งประหารเจ้าด้วยมือตัวเอง"
"ถ้าใต้เท้ามีความสามารถพอที่จะจับข้าได้ล่ะก็นะคะ..." มู่หรงหว่านแย้มยิ้มหยันที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่เย็นชาถึงกระดูก "เชิญลงมือตามสบายค่ะ"
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดของฝูงชนจำนวนมากก็ดังขึ้นจากด้านนอกประตูห้องเก็บศพ เสียงเกราะเหล็กกระทบกันกึกก้องพร้อมกับเสียงตะโกนก้องขององครักษ์พิทักษ์องค์ชายสามที่ดังแทรกเข้ามา
"ใต้เท้าหลี่! องค์ชายสามเสด็จมาถึงแล้ว! ทรงมีรับสั่งให้ตรวจสอบคดีนี้ด้วยพระองค์เอง!"
หลี่ชิงฮั่นขมวดคิ้วมุ่นทันที ดวงตาคมกริบเหลือบมองหน้าต่างบานแคบที่เชื่อมต่อกับระเบียงมืดทึบด้านนอก ก่อนจะหันมาคว้าข้อมือเรียวของมู่หรงหว่านไว้แน่นโดยไม่ทันให้อีกฝ่ายตั้งตัว แรงดึงอันฉับพลันทำให้ร่างบางเซถลาเข้าไปประชิดอกแกร่งของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ลมหายใจของทั้งคู่รดรดกันในระยะประชิด
"อย่าขยับ..." เสียงกระซิบต่ำเตือนลอดไรฟันของหลี่ชิงฮั่น ขณะที่มือข้างหนึ่งของเขาเอื้อมไปปลดปิ่นหยกปักผมของมู่หรงหว่านออก ปล่อยให้เส้นผมดำขลับสยายคลอเคลียลาดไหล่ระหง และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ประตูห้องเก็บศพก็ถูกถีบกระเด็นเปิดออกด้วยแรงมหาศาล แสงคบเพลิงสว่างจ้าสาดส่องเข้ามาเผยให้เห็นเงาร่างสูงโปร่งขององค์ชายสามฉีฟ่านที่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยือกเย็นบนใบหน้า
"ใต้เท้าหลี่... และ... ผู้ตรวจการมู่?" องค์ชายสามหยุดยืนนิ่งที่หน้าประตูกลางกองเลือด ดวงตาพินิจพิเคราะห์มองคนทั้งสองที่ยืนกอดเกี่ยวกันอยู่ในมุมมืดของห้องด้วยรอยยิ้มกำกวม "ช่างบังเอิญเสียจริง หรือว่าพวกท่าน... กำลังแอบซ่อน 'หลักฐานชิ้นสำคัญ' อะไรบางอย่างไว้กันแน่นะ?"
หมอกเหมยปลายฤดู
ขอฝากติดตามตอนต่อไปนะคะ
เงาพู่กันจารชน ชายาสองหน้าพิฆาตบัลลังก์•ตอนที่ 2
การปะทะฝีปากใต้แสงเทียน
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาพู่กันจารชน ชายาสองหน้าพิฆาตบัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!