"แปะ... แปะ... แปะ"
เสียงธนบัตรเหมาไท่ใบเก่าสีเขียวเข้มและสีแดงหม่นถูกวางเรียงซ้อนกันบนโต๊ะไม้เนื้อหยาบดังขึ้นเป็นจังหวะ ท่าماกกลางความเงียบงันที่ปกคลุมห้องครัวเล็ก ๆ ของบ้านตระกูลโจว มีเพียงแสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันก๊าดที่วับแวมสาดส่องกระทบใบหน้าของคนทั้งสอง
หลินฮวาใช้นิ้วเรียวสวยปาดเหงื่อที่ซึมอยู่ตามไรผมออกเบา ๆ ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้นระคนภาคภูมิใจ บนโต๊ะตรงหน้าเวลานี้ เต็มไปด้วยกองเงินสดที่ได้จากการนำ "น้ำพริกสูตรลับสตรีทฟู้ดศตวรรษที่ 21" และ "หมูสามชั้นพะโล้ตุ๋นยาจีน" ไปวางขายลับ ๆ ที่ตลาดมืดหลังโรงงานทอผ้าเมื่อช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา
สินค้าเกลี้ยงเกลาภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง!
"ฮวาฮวา... นี่มัน..." โจวหยาง สามีหนุ่มผู้เงียบขรึมและมีร่างกายกำยำนั่งตัวตรงทื่อ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างมองกองธนบัตรตรงหน้าสลับกับใบหน้าของภรรยา มือหนาหยาบกร้านที่ผ่านการจับอาวุธและแบกหามฟืนมาอย่างโชกโชนสั่นเทาเล็กน้อย เขาไม่เคยจับเงินสดจำนวนมากขนาดนี้ในคราวเดียวเลยตั้งแต่ปลดประจำการมา "เงินพวกนี้... เราไม่ได้ไปทำเรื่องผิดกฎหมายร้ายแรงใช่ไหมน้องสาว?"
หลินฮวาหลุดหัวเราะคิกออกมาเบา ๆ นางเอื้อมมือไปตบหลังมือหนาของสามีเบา ๆ เพื่อให้เขาคลายความกังวล ดวงตากลมโตคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายแห่งความมั่นใจ
"พี่หยางคะ พูดอะไรแบบนั้นกันล่ะคะ? นี่คือหยาดเหงื่อแรงงานและฝีมือการทำอาหารล้วน ๆ ของเราต่างหากเล่า" หลินฮวากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น นางกวาดสายตามองธนบัตรเหล่านั้น "สิบหยวน ยี่สิบหยวน... สามสิบ... ห้าสิบ... รวมกันแล้วทั้งหมดนี่เกือบแปดสิบหยวนค่ะ!"
แปดสิบหยวน!
ในยุคตั๋วปันส่วนปี 1978 ที่ข้าวสารหนึ่งชั่งราคาไม่ถึงสองเหมา (0.2 หยวน) และค่าแรงงานคนงานโรงงานระดับมาตรฐานอยู่ที่เดือนละสามสิบกว่าหยวน เงินแปดสิบหยวนจากการค้าขายเพียงคืนเดียวนับเป็นรายได้มหาศาลที่ครอบครัวชาวนาธรรมดาต้องทำงานก้มหน้าก้มตาเก็บหอมรอมริบนานนับครึ่งปี!
โจวหยางสูดหายใจเข้าลึก ๆ หน้าอกกว้างกระเพื่อมไหว ความรู้สึกผิดบาปเล็ก ๆ ในใจที่เคยกลัวว่าภรรยาจะทำเรื่องเสี่ยงอันตรายถูกแทนที่ด้วยความภาคภูมิใจและความซาบซึ้งใจจนจุกอก เขาตระหนักดีว่าหากไม่มีสมองที่ฉลาดเฉลียวและฝีมือการปรุงอาหารอันเป็นเลิศของหลินฮวา ครอบครัวของพวกเขาคงต้องทนอดอยากและถูกแม่สามีอย่างจางชุ่ยฮวามาสูบเลือดสูบเนื้อจนหมดตัวไปนานแล้ว
"พี่ขอโทษนะฮวาฮวา... ที่ผ่านมาพี่ทำให้เธอต้องลำบากคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ หาเงินมาจุนเจือบ้าน" เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มเจือความรู้สึกผิดอย่างชัดเจน โจวหยางเอื้อมมือไปกุมมือเรียวของภรรยาไว้แน่น "ต่อไปนี้... ให้พี่เป็นคนออกไปรับความเสี่ยงเองเถอะนะ"
"ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะพี่หยาง เราเป็นสามีภรรยากัน ร่วมสุขร่วมทุกข์กันมาแล้ว เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยมากค่ะ" หลินฮวายิ้มกว้าง ดวงตาหวานเชื่อมทอดมองสามีด้วยความรักและความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม "อีกอย่าง... เงินก้อนนี้เราจะไม่เอาไปให้ใครหน้าไหนมาแย่งไปเด็ดขาดนะคะ!"
คำว่า "ใครหน้าไหน" ทำเอาโจวหยางชะงักไปนิด ใบหน้าคมคายฉายแววตึงเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงมารดาบังเกิดเกล้าอย่างจางชุ่ยฮวา และน้องชายตัวดีอย่างโจวเฉียง ที่มักจะมาวนเวียนหน้าบ้านเพื่อคอยไถเงินหรือข้าวของอยู่เป็นประจำ หากสองแม่ลูกนั้นรู้ว่าพวกเขามีเงินเก็บก้อนโตซ่อนอยู่ บ้านหลังนี้คงลุกเป็นไฟด้วยไฟโลภอย่างแน่นอน
"แม่กับน้องชาย... ถ้าพวกเขารู้เข้า..." โจวหยางขมวดคิ้วแน่น
"พวกเขายังไม่มีวันรู้หรอกค่ะ" หลินฮวาตัดบทอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกวาดมองไปรอบห้องครัวมืด ๆ "เราจะแบ่งเงินออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกเก็บไว้เป็นทุนซื้อวัตถุดิบและเนื้อหมูชั้นดีในมิติลับของฉัน ส่วนที่สองเอาไว้ซื้อแป้งขาวและน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์เพื่อทำขนมล็อตใหม่ และส่วนสุดท้าย..." นางเว้นจังหวะเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏที่มุมปาก "...เก็บไว้ซ่อมแซมหลังคาและซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้คุณสามีผู้ขยันขันแข็งไงคะ!"
โจวหยางนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาอย่างจนใจ ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจที่เคยด้านชาจากสนามรบและความยากลำบาก ภรรยาตัวน้อยของเขาคนนี้ช่างเก่งกาจและมีแผนการอยู่ในหัวตลอดเวลาจริง ๆ
ในขณะที่ทั้งสองกำลังช่วยกันคัดแยกธนบัตรเก่าใหม่อย่างทะนุถนอม ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเองที่หาได้ยากยิ่งในยุคสมัยนี้
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูด้านนอกดังขึ้นอย่างกะทันหัน หนักแน่น และทรงพลัง สามครั้งถ้วน ท่ามกลางความเงียบสงัดยามดึกดื่น
โจวหยางชะתักมือที่กำลังถือธนบัตรทันที ดวงตาคมกวาดมองไปที่ประตูหน้าบ้านด้วยสัญชาตญาณระแวดระวังภัยขั้นสูง สันหลังวาบขึ้นมาอย่างประหลาด ในยามวิกาลเช่นนี้ ชาวบ้านทั่วไปไม่มีทางมาเคาะประตูบ้านตระกูลโจวอย่างแน่นอน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจางชุ่ยฮวาที่มักจะผลักประตูเข้ามาโดยไม่เคยเคาะขออนุญาตเลยสักครั้ง
หลินฮวาขมวดคิ้วมุ่น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวขึ้นมาอย่างผิดจังหวะ ความรู้สึกคุ้นเคยและกลิ่นอายอันตรายลอยคละคลุ้งเข้ามาในความรู้สึก นางรีบกวาดธนบัตรบนโต๊ะซุกซ่อนลงในรอยแยกของพื้นไม้ใต้เตาไฟอย่างรวดเร็วด้วยความว่องไว
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะครั้งที่สองดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หนักหน่วงและเยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม ราวกับผู้มาเยือนรู้ดีว่าเจ้าบ้านกำลังทำอะไรอยู่ข้างใน
โจวหยางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำขยับขยายไปบังร่างของภรรยาไว้โดยอัตโนมัติ มือหนาเอื้อมไปคว้าท่อนไม้ฟืนขนาดพอเหมาะที่วางอยู่ข้างเตาไฟไว้มั่น ดวงตาจ้องเขม็งไปที่บานประตูเก่า ๆ ที่สั่นไหวตามแรงลมภายนอก
"ใคร?" โจวหยางเอמהถามเสียงทุ้มต่ำ ลอดไรฟันออกไปอย่างระแวดระวัง
ไม่มีเสียงตอบรับจากคนภายนอก มีเพียงสายลมหนาวยามค่ำคืนที่พัดหวีดหวิวผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา ทำให้เปลวไฟในตะเกียงน้ำมันก๊าดไหววูบวาบจนเกิดเงาดำทาบทับไปทั่วห้อง
หลินฮวากลั้นหายใจ หัวใจของนางเต้นกระหน่ำจนแทบจะหลุดออกมานอกอก วัตถุดิบพิเศษชิ้นสุดท้ายที่นางเพิ่งดึงออกมาจากมิติลับเมื่อตอนหัวค่ำ... กลิ่นหอมกรุ่นของมันยังคงหลงเหลือจาง ๆ อยู่ในอากาศ และวินาทีนั้นเอง นางก็ตระหนักได้ทันทีว่า "แขกไม่ได้รับเชิญ" ที่ก้าวเข้ามาในรัศมีสามเมตรนี้ ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา และไม่ใช่พวกญาติเปรตอย่างแน่นอน
"เปิดประตูเถอะสหายโจว..." เสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวล ทว่าทรงอำนาจและแฝงไปด้วยความกดดันระดับสูงดังลอดเข้ามาจากนอกประตูกลอนไม้ "ผมไม่ได้มาเพื่อจับกุม... แต่ผมมาเพื่อตามหา 'กลิ่นหอม' ที่หาไม่ได้จากที่ไหนในประเทศจีนยุคนี้ต่างหาก"
สิ้นเสียงนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินฮวาก็แข็งค้างทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนหวาดหวั่น
เขาคนนั้น... มาเร็วกว่าที่คำนวณไว้ถึงสามนาทีเต็ม!
---
ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของหลินฮวายุคปฏิรูปด้วยดีเสมอมานะคะ!
เซียนเครื่องเทศสายสตรีทกับภารกิจกู้ชีพครอบครัวในยุคตั๋วปันส่วน•ตอนที่ 17
เงินก้อนแรกที่ภาคภูมิใจ
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเครื่องเทศสายสตรีทกับภารกิจกู้ชีพครอบครัวในยุคตั๋วปันส่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!