เซียนเครื่องเทศสายสตรีทกับภารกิจกู้ชีพครอบครัวในยุคตั๋วปันส่วน•ตอนที่ 26

ความยุติธรรมมีอยู่จริง

ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
“ถ้าเงินกองกลางสี่สิบหยวนและตั๋วแป้งสาลีอีกสามสิบชั่งที่บ้านใหญ่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ในยามฉุกเฉินของครอบครัว… มันหายไปอยู่ในกระเป๋าเสื้อคลุมตัวใหม่ของลูกสะใภ้รองจางได้ยังไงคะ ป้าซุ่น!” เสียงใสราดด้วยความเย็นเยียบของหลินฮวา ดังสะท้อนก้องไปทั่วลานหน้าหอประชุมหมู่บ้าน ท่ามกลางชาวบ้านนับร้อยคนที่มารวมตัวกันเพื่อรับฟังการประกาศผลผลิตประจำเดือน เหตุการณ์ชุลมุนเมื่อครู่หยุดชะงักลงทันที ทุกสายตาพากันหันขวับมามองจุดศูนย์กลางของปัญหาอย่างพร้อมเพรียง จางชุ่ยฮวา แม่ผัวตัวแสบที่กำลังยืนแอ็คอาร์ตทำท่าทางน่าสงสารอยู่ข้างเวที ถึงกับสำลักน้ำลายตัวเองหน้าดำหน้าแดง ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัดและตื่นตระหนก นางถลึงตาใส่ลูกสะใภ้ที่เคยหัวอ่อนยอมให้โขกสับมาตลอด ก่อนจะแผดเสียงแหลมสูงกลบเกลื่อนความผิด “นังตัวดี! แกกล้าดียังไงมากล่าวหาฉัน! นังลูกสะใภ้อกตัญญู ผัวพิการไปทำงานไม่ได้แล้วยังคิดจะสร้างเรื่องใส่ร้ายแม่สามีเรอะ วันนี้ฉันจะสั่งสอนแกให้หลาบจำ!” นางเงื้อมมือขึ้นสูง หวังจะพุ่งเข้าไปตบสั่งสอนหลินฮวาให้สมยากปากเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ทว่า… ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วเหี่ยวย่นจะเข้าใกล้ร่างบาง โจวหยาง สามีผู้เงียบขรึมและยืนสงบนิ่งอยู่เคียงข้างภรรยามาตลอด ก็ก้าวออกมายืนบังหน้าไว้ ร่างสูงใหญ่ที่แม้จะมีร่องรอยบาดเจ็บจากสนามรบ แต่แผ่รังสีคุกคามอันน่าเกรงขามออกมาจนจางชุ่ยฮวาต้องชะงักกึก ถอยหลังไปสามก้าวด้วยความหวาดผวา โจวหยางไม่ได้พูดอะไรสักคำ เขียงสายตาคมกริบราวกับใบมีดโกนกวาดมองมารดาตนเองนิ่งๆ แต่นั่นกลับทรงพลังยิ่งกว่าคำด่าทอนับพันคำ “ท่านแม่ใจเย็นๆ สิคะ อย่าเพิ่งรีบเดือดร้อนจนตัวสั่นขนาดนั้นเลยค่ะ” หลินฮวาขยับยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่งดงามแต่กลับทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหน Icy สันหลังวาบ นางก้าวเท้าออกมาข้างหน้า หยิบสมุดบัญชีเล่มเล็กที่ซ่อนไว้ในเสื้อออกมาโบกเบาๆ กลางอากาศ “สมุดบันทึกเล่มนี้ ฉันเก็บตกได้ที่ลานหลังบ้านใหญ่เมื่อคืนวาน ในนั้นบันทึกรายรับรายจ่ายที่ท่านแม่จดไว้อย่างละเอียดยิบ… รวมถึงเงินสนับสนุนจากกองทุนสงเคราะห์ทหารผ่านศึกที่ทางการส่งมาให้ครอบครัวเราเมื่อสามเดือนก่อนด้วยค่ะ!” สิ้นคำพูดนั้น เสียงฮือฮาก็ดังระเบิดขึ้นในหมู่ชาวบ้านทันที เงินสงเคราะห์ทหารผ่านศึก! นั่นคือเงินก้อนใหญ่ที่รัฐบาลมอบให้ครอบครัวของทหารที่เสียสละเพื่อชาติ เพื่อให้ใช้ประทังชีวิตและรักษาพยาบาล แต่โจวหยางผู้เป็นสามีกลับไม่เคยได้รับมันเลยแม้แต่เหมาเดียว! “หลอกลวง! นังนี่มันกุเรื่อง!” จางชุ่ยฮวาหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับ นางหันไปโวยวายใส่หัวหน้าหมู่บ้านที่ยืนหน้าเครียดอยู่บนเวที “ท่านผู้ใหญ่บ้านค่ะ! นังเด็กนี่มันเสียสติไปแล้ว มันพยายามจะทำลายชื่อเสียงตระกูลโจวของเรา ช่วยจับมันไปอบรมสั่งสอนทีค่ะ!” ผู้ใหญ่บ้านหวงขมวดคิ้วมุ่น เขาชำเลืองมองสมุดบัญชีในมือหลินฮวา สลับกับใบหน้าตื่นตระหนกของจางชุ่ยฮวา ในฐานะผู้นำหมู่บ้าน เขาย่อมรู้ดีว่าเรื่องเงินสงเคราะห์ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หากตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตจริง โทษทัณฑ์ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน “หลินฮวา เธอมีหลักฐานอะไรมายืนยันคำพูดนี้?” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หลักฐานอยู่ที่นี่แล้วค่ะ ผู้ใหญ่บ้าน” หลินฮวาเปิดสมุดบัญชีหน้าที่มีลายมือยึกยือของจางชุ่ยฮวาปรากฏหรา “นอกจากลายมือของท่านแม่แล้ว หากท่านผู้ใหญ่บ้านลองส่งคนไปค้นเรือนพักของบ้านใหญ่ ณ ซอกมุมใต้เตียงไม้กระดานแผ่นที่สาม ท่านจะพบหีบเหล็กใบเล็กที่ลงกุญแจไว้ ข้างในนั้นมีทั้งเงินสดสี่สิบหยวน และตั๋วปันส่วนอาหารที่ท่านแม่แอบยักยอกมาจากส่วนแบ่งของพวกเรา… และที่สำคัญที่สุดคือ มีตราประทับของทางอำเภอประทับอยู่บนซองเอกสารเงินสงเคราะห์ด้วยค่ะ!” ทันทีที่ได้ยินพิกัดซ่อนของกลาง จางชุ่ยฮวาก็กรีดร้องเสียงหลงราวกับหมูถูกเชือด นางพุ่งตัวเข้าใส่หลินฮวาหมายจะแย่งสมุดบัญชี แต่โจวหยางไว 1 ก้าว มือหนาคว้าข้อมือมารดาไว้แน่น บีบไว้จนจางชุ่ยฮวาต้องร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด “ปล่อยฉันนะไอ้ลูกอกตัญญู! แกเข้าข้างนังเมียชั่วรังแกแม่ตัวเองหรือไง!” “ท่านแม่ทำเกินไปแล้วครับ” โจวหยางเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังจนทุกคนเงียบกริบ “เงินก้อนนั้นคือค่าเลือดเนื้อของผมที่ต้องแลกมา เพื่อให้ทุกคนในบ้านได้กินอิ่มนอนหลับ แต่ท่านกลับเอาไปปรนเปรอให้น้องชายคนเล็กใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายในเมือง… วันนี้ ความจริงต้องปรากฏ” ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้ารับอย่างเคร่งขรึม เขาสั่งให้กรรมการหมู่บ้านสองคนรีบไปตรวจสอบตามที่หลินฮวาบอกทันที บรรยากาศหน้าหอประชุมตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัด ชาวบ้านต่างซุบซิบและมองมาที่จางชุ่ยฮวาด้วยสายตารังเกียจและดูแคลน การสูบเลือดสูบเนื้อครอบครัวลูกชายคนรองที่ซื่อสัตย์และบาดเจ็บจนทำงานไม่ได้ เป็นสิ่งที่คนในสังคมยุคนี้รับไม่ได้อย่างยิ่ง ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที กรรมการหมู่บ้านทั้งสองคนก็เดินกลับมาพร้อมกับหีบเหล็กใบเล็กในมือ และเมื่อเปิดออกต่อหน้าธารกำนัล ด้านในอัดแน่นไปด้วยธนบัตรและตั๋วปันส่วนจำนวนมาก รวมถึงซองเอกสารราชการที่มีชื่อของโจวหยางระบุไว้อย่างชัดเจน หลักฐานคาตา! ปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป! จางชุ่ยฮวาเข่าทรุดฮวบลงกับพื้นดิน ร่างอวบอ้วนสั่นเทาด้วยความสิ้นหวัง นางรู้ดีว่าคราวนี้ต่อให้มีลิ้นเป็นร้อยก็ไม่อาจช่วยให้รอดพ้นจากความอับอายและการลงทัณฑ์ของกฎหมายหมู่บ้านไปได้ หลินฮวายืนมองภาพนั้นด้วยแววตาเรียเฉย ไม่มีรอยยิ้มสะใจจนออกนอกหน้า แต่นัยน์ตากลับพราวระยับด้วยความโล่งอก ในที่สุดก้อนเนื้อร้ายที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อครอบครัวนางก็ถูกเปิดโปงเสียที วันเวลาที่ต้องทนก้มหัวให้คนพวกนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว! ทว่า… ในขณะที่ทุกคนกำลังสนใจความวุ่นวายของบ้านใหญ่ จู่ๆ ก็มีเงาร่างคุ้นตาของชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นแหวกฝูงชนเข้ามาด้วยความเร่งรีบ ใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวเปียกโชกราวกับไปลุยน้ำมา “พี่สะใภ้รอง! พี่สะใภ้รองแย่แล้วครับ!” น้องสามจางหลิน (น้องชายแท้ๆ ของหลินฮวาที่แอบไปช่วยดูแลร้านค้าในตลาดมืด) หายใจหอบโยนจนตัวโยน “ที่… ที่ตลาดมืดตอนนี้ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! สินค้าล็อตแรก… เครื่องเทศสูตรพิเศษของเรา ถูกคนของสหกรณ์การค้าบุกเข้ายึดทั้งหมดแล้วครับ!” ดวงตาของหลินฮวาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่กำลังประดับอยู่บนมุมปากแข็งค้างไปในทันที ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของหลินฮวายุคปฏิรูปด้วยดีเสมอมานะคะ!
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเครื่องเทศสายสตรีทกับภารกิจกู้ชีพครอบครัวในยุคตั๋วปันส่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%