"ถอยไป! ถ้าไม่มีหมายค้นและลายเซ็นจากคณะกรรมการคอมมิวนิตี้ประจำตำบล พวกท่านไม่มีสิทธิ์ก้าวเข้ามาในเขตบ้านตระกูลโจวแม้แต่ก้าวเดียวค่ะ!"
น้ำเสียงใสกระจ่างแต่ก้องกังวานของหลินฮวาเฉียบขาดดั่งคมมีดที่กรีดผ่านความเงียบงันยามพลบค่ำ ร่างเพรียวระหงในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีทึบยืนขวางธรณีประตูไว้ด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าแววตาคู่นั้นกลับประกายความเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี ด้านหลังของนางคือโจวหยาง สามีร่างสูงใหญ่ที่แม้ขาข้างหนึ่งจะยังไม่หายดี แต่ไหล่กว้างและแผ่นหลังที่ตรงแน่วก็เพียงพอที่จะแสดงออกถึงความพร้อมในการปกป้องภรรยาจนถึงที่สุด
ผู้ที่ยืนนำหน้ากลุ่มคนไม่ใช่ใครอื่น แต่คือจางชุ่ยฮวา แม่สามีผู้จอมปลอมและเจ้าเล่ห์ สองมือเท้าสะเอว ใบหน้าย่นยู่ด้วยรอยยิ้มสะใจที่พยายามซ่อนไว้ไม่มิด นางส่งเสียงแค่นในลำคอด้วยความหมั่นไส้ทันที
"หลินฮวา! อย่ามาทำเป็นปากดี ปิดบังความผิด! มีคนตาดีเห็นว่าพวกแกแอบซ่อนเนื้อชั้นดีและแป้งสาลีขาวผ่องเอาไว้เสวยสุขกันเองในครอบครัว ทั้งที่คนในหมู่บ้านยังต้องกินโจ๊กเจือจางจนเห็นเงาหน้าตัวเองในชาม! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ถ้าแกบริสุทธิ์ใจจริง ทำไมไม่ให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นให้เคลียร์เล่า!"
เสียงอึกทึกครึกโครมดึงดูดสายตาของชาวบ้านนับสิบชีวิตที่พากันมามุงดูเหตุการณ์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น บ้างก็ซุบซิบกระซิบกระซาบ บ้างก็มองตระกูลโจวด้วยสายตาริษยา เนื่องจากระยะหลังมานี้ สองสามีภรรยาคู่นี้มักมีกลิ่นอายความอุดมสมบูรณ์เล็ดลอดออกมาจากห้องครัวอยู่บ่อยครั้ง
หลินฮวายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นไม่ได้บ่งบอกถึงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับสร้างความรู้สึกหนาวสันหลังวาบให้แก่จางชุ่ยฮวาอย่างประหลาด นางก้าวเท้าออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว สะบัดแขนเสื้ออย่างไม่เกรงกลัว
"ตรวจสอบหรือคะ? ได้สิคะ! เชิญเลยค่ะ เจ้าหน้าที่กู้หลิว! แต่หากตรวจค้นแล้วไม่พบสิ่งผิดกฎหมายตามที่คนปากพล่อยแถวนี้กล่าวหา... พวกท่านจะต้องรับผิดชอบอย่างไรกับการที่บุกรุกและสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของทหารผ่านศึกที่เสียสละเพื่อชาติอย่างสามีฉัน!"
เจ้าหน้าที่กู้หลิว หัวหน้าชุดตรวจสอบประจำตำบลขมวดคิ้วมุ่น เขาเหลือบมองโจวหยางที่ยืนนิ่งสนิท ทว่าแววตากลับคมกริบดั่งเหยี่ยวล่าเหยื่อ ทำให้เขาต้องพยักหน้ารับอย่างระมัดระวัง
"เอาล่ะ! เพื่อความบริสุทธิ์ใจและยุติข้อครหา ทางเราขออนุญาตตรวจสอบภายในบ้านสักครู่ครับ"
เวลาผ่านไปเพียงชั่วเค่อ ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่กู้หลิวเดินกลับออกมาจากห้องครัวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ในมือของเขาไม่มีกระสอบแป้งสีขาว ไม่มีการกักตุนเนื้อหมูเถื่อนอย่างที่จางชุ่ยฮวาเที่ยวประกาศกร้าว มีเพียงความว่างเปล่าและกลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรบางชนิดที่ติดปลายจมูกเท่านั้น
"ไม่... เป็นไปได้ยังไง! ฉันเห็นกับตาว่ายายเด็กนี่แบกถุงผ้าใบใหญ่เข้าบ้านเมื่อวานนี้!" จางชุ่ยฮวาโวยวายเสียงแหลม หน้าตาตื่นตระหนกพยายามจะพุ่งตัวเข้าไปรื้อค้นเอง แต่ถูกสายตาดุๆ ของเจ้าหน้าที่กู้หลิวปรามไว้
หลินฮวากลั้วหัวเราะในลำคอเบาๆ กิริยาท่าทางงดงามราวกับคุณหนูในห้องหอที่กำลังชมละครฉากหนึ่ง
"คุณแม่คะ สายตาของท่านช่างกว้างไกลเสียจริง ถุงผ้าใบนั้นคือสมุนไพรรากบัวแห้งที่ฉันแลกมาจากสหกรณ์การค้าอย่างถูกกฎหมายต่างหากล่ะคะ หรือท่านคิดว่าการที่ครอบครัวเราพยายามประทังชีวิตด้วยพืชผักตามฤดูกาล เป็นความผิดอุกฉกรรจ์ที่ต้องลากตัวไปเข้าคุกกันคะ?"
เสียงฮือฮาดังขึ้นท่ามกลางชาวบ้าน หลายคนเริ่มหันมามองจางชุ่ยฮวาด้วยสายตาวิพากษ์วิจารณ์ บ้างก็ส่ายหัวให้กับความอิจฉาริษยาของแม่สามีรายนี้ที่พยายามกลั่นแกล้งลูกสะไภ้จนออกนอกหน้า เจ้าหน้าที่กู้หลิวถอนหายใจยาว ประสานมือคำนับโจวหยางอย่างเกรงใจ
"ต้องขออภัยตระกูลโจวด้วยครับที่มีการเข้าใจผิดเกิดขึ้น ขอตัวก่อน"
เมื่อกลุ่มคนแยกย้ายกันไปจนหมด บรรยากาศรอบตัวกลับเข้าสู่ความสงบ ทว่าความตึงเครียดกลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมกรุ่นที่ลอยอบอวลมาจากมิติลับในห้วงความคิดของหลินฮวา นางหันไปสบตากับโจวหยาง สามีผู้เงียบขรึมที่เอื้อมมือมาโอบไหล่นางไว้เบาๆ
"เหนื่อยไหม?" เสียงทุ้มต่ำเอמהถามอย่างอ่อนโยน แววตาเต็มไปด้วยความรักและความซาบซึ้ง
"ไม่เลยค่ะ... แค่คนพวกนั้นไม่อาจทำอะไรเราได้ก็พอแล้ว" หลินฮวายิ้มหวานซึ้ง ก่อนจะดึงมือสามีเข้ามาในบ้าน "วันนี้ฉันตั้งใจจะทำอาหารเลี้ยงขอบคุณเพื่อนบ้านบางคนที่คอยช่วยเหลือเรามาตลอด และเป็นการประกาศให้คนตระกูลจางได้รู้ว่า ต่อให้พวกเขาสูบเลือดเราแค่ไหน เราก็ไม่มีวันล้มลงได้ง่ายๆ ค่ะ"
ค่ำคืนนั้นเอง กลิ่นอายความหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องเทศสูตรลับเฉพาะตัวก็เริ่มลอยฟุ้งกระจายออกไปนอกรั้วบ้านตระกูลโจว กลิ่นหอมของเนื้อตุ๋นซีיוยุค 70 ที่ถูกเคี่ยวจนเปื่อยนุ่มละลายในปาก ผสมผสานกับเครื่องเทศสี่สหายที่ให้รสชาติเผ็ดร้อนกลมกล่อม ชวนให้ผู้ที่ได้กลิ่นถึงกับกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
ข่าวลือเรื่องฝีมือการทำอาหารระดับเซียนของหลินฮวาแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง รุ่งขึ้น ชาวบ้านต่างพากันถือจานชามมารอเข้าแถวยาวเหยียดหน้าบ้านตระกูลโจว เพื่อลิ้มลองอาหารรสเลิศที่พวกเขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต
จางชุ่ยฮวาที่แอบมองอยู่หลังพุ่มไม้ไกลออกไป กัดฟันกรอดด้วยความแค้นเคืองจนใบหน้าบิดเบี้ยว นางไม่อาจทนเห็นลูกสะไภ้ที่ตนรังเกียจใช้ชีวิตสุขสบายและได้รับการยกย่องจากคนทั้งหมู่บ้านได้อีกต่อไป มือเหี่ยวย่นกำเข้าหากันแน่นด้วยความอิจฉาริษยา
ทว่า ในขณะที่หลินฮวากำลังตักอาหารแจกจ่ายด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุขและกวาดเงินตราเข้ากระเป๋าอย่างราบรื่นนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็จู่ๆ ก็ดังขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง พร้อมกับเงาร่างของชายแปลกหน้าในชุดสากลสีเทาเข้มผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามาในลานบ้าน... ชายผู้ถือจดหมายตราประทับลับจากเมืองหลวง ซึ่งระบุชื่อของโจวหยางและตัวตนที่แท้จริงที่ถูกปิดตายมานานหลายปี!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้หลินฮวานะคะ
เซียนเครื่องเทศสายสตรีทกับภารกิจกู้ชีพครอบครัวในยุคตั๋วปันส่วน•ตอนที่ 8
โชว์ฝีมือตบหน้าศัตรู
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเครื่องเทศสายสตรีทกับภารกิจกู้ชีพครอบครัวในยุคตั๋วปันส่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!