วิศวกรวงโคจรกับทูตสันติภาพแห่งความเงียบ•ตอนที่ 15

แรงกดดันจากเบื้องบน

ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
“คำสั่งย้ายจากสภาวะอธิปไตยดาวเทียม ส่งตรงถึงหน้าจอของคุณแล้วนี่ครับ ดร.วานซ์… หวังว่าคุณคงไม่ต้องใช้เวลาอ่านนานเกินกว่าที่ออกซิเจนสำรองในห้องนี้จะหมดลงหรอกนะ” เสียงทุ้มต่ำของเอเลียส วอล์คเกอร์ ดังแทรกผ่านความเงียบงันของห้องควบคุมแรงดันอากาศ เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ จากประแจแรงบิดที่เขากำลังขันน็อตยึดแผงวงจรระบายความร้อนสะท้อนก้องในโสตประสาท บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยกลิ่นอับของน้ำมันหล่อลื่นและละอองโอโซนจางๆ เอเลียสไม่ได้หันกลับมามองคู่สนทนา แผ่นหลังกว้างภายใต้ชุดช่างสีเทาเข้มสะท้อนเงาจากแสงสีฟ้าอมม่วงของหน้าจอคอมพิวเตอร์หลักที่ฉายเอกสารลับระดับพิทักษ์ดาวเคราะห์ ดร.ไอริส วานซ์ ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังเธอ แสงไฟนีออนสลัวบนเพดานสถานีอวกาศเอนโดรเมดาขับให้โครงหน้าคมคายของเธอดูซีดเซียว ดวงตาคู่สวยจ้องมองข้อความดิจิทัลสีแดงฉานที่กะพริบอยู่บนแท็บเล็ตในมือ ข้อความนั้นสั้น กระชับ และไร้ซึ่งความปรานี—*“อนุมัติการระบายออกซิเจนภาคพื้นผิวเซกเตอร์ 4 เพื่อลดภาระการใช้พลังงานของสถานี ดำเนินการทันทีโดยทูตสันติภาพไอริส วานซ์”* มือกลมกลึงของเธอสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะกำเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว ปลายนิ้วจิกเข้าที่ขอบเครื่องมือสื่อสารจนรู้สึกเจ็บ แต่ความเจ็บปวดทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยกับแรงกดดันมหาศาลที่กำลังบดขยี้ขั้วหัวใจของเธอ เซกเตอร์ 4 คือที่อยู่อาศัยของคนงานเหมืองและครอบครัวอพยพกว่าสามร้อยชีวิต พวกเขาไม่ใช่ อาชญากร พวกเขาคือมนุษย์ที่ทำงานหนักภายใต้แรงโน้มถ่วงจำียมเพื่อขุดแร่ไทเทเนียมส่งกลับไปยังโลก แต่เบื้องบน—สภาบริหารอาณานิคมที่สุขสบาย—กลับมองพวกเขาเป็นเพียงตัวเลขบนกราฟการใช้พลังงานที่ต้องถูกตัดทอนเพื่อผลกำไร “นั่นไม่ใช่คำสั่ง… แต่มันคือการฆาตกรรมหมู่” เสียงของไอริสราบเรียบ แต่มันเต็มไปด้วยรอยร้าวของความโกรธเกรี้ยวที่ถูกสะกดกลั้นไว้ เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยพยายามรักษามาดของทูตผู้ทรงเกียรติ แม้ว่าภายในจะพังทลายลงทีละน้อย “คุณก็รู้ว่าถ้าฉันกดอนุมัติ ระบบจะปล่อยแก๊สพิษและสูบออกซิเจนออกจากโดมนั้นภายในสิบหนาที” เอเลียสหยุดมือที่กำลังขันน็อต เขาค่อยๆ วางประแจลงบนโต๊ะโลหะเสียงดัง *กริ๊ก* ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ ดวงตาสีเทาเข้มภายใต้กรอบหน้าคมคายฉายแววเยตรชาและผ่านโลกมาอย่างโชกโชน เขายกมือขึ้นกอดอก สายตาคมกริบกวาดมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับกำลังประเมินความเสียหายของเครื่องจักรชิ้นหนึ่งที่ใกล้จะพัง “คุณเพิ่งตื่นเหรอครับ ดร.วานซ์” เอเลียสเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงรอยเย้ยหยันจางๆ “คุณคิดว่าคนที่ส่งคุณขึ้นมาบนสถานีอวกาศวงโคจรนี้ ส่งคุณมาเพื่อแจกดอกไม้และเจรจาสันติภาพกับก้อนหินหรือครับ? พวกเขาต้องการคนที่มีลายเซ็นสะอาดสะอ้านพอที่จะรับผิดชอบ ‘ความเสียหายอันเป็นที่สุดวิสัย’ ต่างหากล่ะ” “ฉันมีอุดมการณ์…” ไอริสสวนกลับทันควัน ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความไม่ยอมแพ้ ก้าวเข้าไปประชิดเขาโดยไม่เกรงกลัวความแตกต่างทางสรีระ “ฉันมาที่นี่เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างอาณานิคมและโลก ไม่ใช่มาเป็นฆาตกรใส่สูทให้พวกมัน!” “อุดมการณ์เหรอครับ?” เอเลียสแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข “อุดมการณ์กินไม่ได้หรอกนะคุณทูต มันใช้ซ่อมท่อส่งน้ำไม่ได้ ใช้ปั๊มออกซิเจนให้คนหายใจไม่ได้ และที่สำคัญที่สุด… มันช่วยปกป้องคุณจากการถูกเก็บเงียบในช่องทิ้งขยะอวกาศไม่ได้ด้วยซ้ำ” เขาก้าวเข้าไปใกล้เธอมากขึ้น ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าที่เธอใช้ประพรมเพื่อกลบกลิ่นอับของสถานีปะปนกับกลิ่นเหล็กและเหงื่อไคลของเขา มันเป็นความใกล้ชิดที่อันตราย เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดของคนสองคนที่ยืนอยู่คนละขั้วความคิด แต่มองเห็นความจริงอันโหดร้ายของจักรวาลนี้ทะลุปรุโปร่ง “ถ้าคุณไม่เซ็น…” เอเลียสโน้มใบหน้าลงมากระซิบข้างหูเธอ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังจนน่ากลัว “พรุ่งนี้เช้า คนที่จะนอนขาดอากาศหายใจอยู่ในเซกเตอร์ 4 จะกลายเป็นสี่ร้อยคน… และหนึ่งในนั้นอาจจะมีชื่อของคุณเพิ่มเข้าไปด้วย ในฐานะ ‘อุบัติเหตุจากความล้มเหลวในการเจรจา’ คุณคิดว่าสภาบนโลกจะสนใจกระดาษใบเดียวที่คุณถือ หรือพวกเขาจะเลือกเชื่อรายงานของผมที่บอกว่าระบบระบายอากาศพังเพราะความประมาทของคุณล่ะครับ?” ไอริสชะงัก ลมหายใจของเธอสะดุดกึก ดวงตาสั่นระริกด้วยความตระหนักรู้ เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาสีเทาคู่นั้น พยายามค้นหาความโหดร้ายที่ซ่อนอยู่ แต่สิ่งที่เธอพบกลับมีความเหนื่อยล้า ความเจ็บปวด และ… คำเตือนบางอย่างที่ถูกปิดบังไว้ภายใต้ท่าทีแข็งกระด้าง เอเลียสไม่ได้ขู่ เขาแค่นำเสนอความจริงที่ดิบเถื่อนที่สุดให้เธอเห็น “ทำไมคุณถึงต้องใจร้ายขนาดนี้…” เสียงของไอริสแผ่วเบาลง หยาดน้ำตาคลอหน่วยที่หางตาอย่างสุดจะกลั้น “คุณไม่เคยแคร์ใครเลยหรือไง เอเลียส? โลกทั้งใบมีแต่เครื่องจักรและผลประโยชน์ในสายตาของคุณสินะ” เอเลียสชะงักไปชั่วขณะ กล้ามเนื้อกรามของเขาขยับเกร็ง สายตาที่เคยแข็งกร้าวไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที ภาพอดีตอันมืดมน—เสียงสัญญาณเตือนภัยแหลมสูงในห้องเครื่องที่เขาเคยตัดสินใจผิดพลาดจนทำให้ลูกเรือทั้งก้อนต้องดับสูญ—ผุดขึ้นมาในหัวราวกับรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันจางหาย “เพราะผมแคร์ต่างหากล่ะครับ… ผมถึงยังต้องมีชีวิตอยู่เพื่อมองดูคนอื่นตาย” เอเลียสตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด ความเยือกเย็นก่อนหน้านี้หายวับไป เหลือเพียงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดของวิศวกรผู้แบกรับบาป บรรยากาศในห้องควบคุมตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงฮัมต่ำๆ ของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันที่ดังสะท้อนอยู่ในผนังโลหะ ไอริสเม้มปากแน่น หัวใจของเธอตีรัวด้วยความสับสนระหว่างหน้าที่ที่ถูกบีบบังคับ กับสำนึกผิดชอบชั่วดีที่กำลังกรีดแทงวิญญาณ นิ้วเรียวยาวของเธอเอื้อมไปแตะที่หน้าจอแท็บเล็ต ปลายปากกาดิจิทัลลอยค้างอยู่เหนือเส้นบรรทัดสำหรับลงลายมือชื่อ แสงสีแดงจากหน้าจอย้อมใบหน้าด้านหนึ่งของเธอให้กลายเป็นสีเลือด การตัดสินใจเพียงครั้งเดียวนี้จะพรากชีวิตบริสุทธิ์นับร้อย หรือจะลากเธอลงสู่หลุมศพกลางอวกาศไปพร้อมกับพวกเขา “เลือกเอาครับ…” เอเลียสถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าว ปล่อยให้เธอยืนเผชิญหน้ากับชะตากรรมลำพัง “จะเป็นฆาตกรที่มีชีวิตรอด… หรือจะเป็นศพที่งดงามที่สุดในประวัติศาสตร์การทูต” ไอริสหลับตาลง หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นกระทบหน้าจอแท็บเล็ตจนเกิดรอยกระจายของแสงไฟ เธอลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยแววหน้าที่เด็ดเดี่ยวขึ้นอย่างน่าประหลาด ปลายปากกากดลงบนกระจกแก้วเตรียมจะลากเส้นเซ็นชื่อตามคำสั่งเบื้องบน *ติ๊ด! กริ๊ก…!* ทันใดนั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับสามที่ไม่คุ้นเคยก็ดังลั่นขึ้นจากระบบเครือข่ายภายในของสถานี หน้าจอหลักทั้งหมดดับวูบลงชั่วพริบตาก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีส้มกระพริบเตือนภัย พร้อมกับข้อความเข้ารหัสลับที่ถูกส่งตรงเข้ามายังคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของเอเลียสโดยไม่ผ่านระบบคลาวด์ของสภา เอเลียสขมวดคิ้วมุ่น รีบก้าวเข้าไปที่หน้าจอหลัก นิ้วมือรัวพิมพ์คำสั่งอย่างรวดเร็วเพื่อถอดรหัสข้อความปริศนาที่แทรกซึมเข้ามา “เกิดอะไรขึ้น?” ไอริสชักมือออกจากแท็บเล็ต หันมามองเขาด้วยความตกใจ เอเลียสไม่ตอบ สายตาของเขาจดจ่ออยู่กับตัวอักษรที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนหน้าจอทีละบรรทัด มันไม่ใช่คำสั่งจากสภาโลก… แต่มันเป็นบันทึกเสียงสนทนาย้อนหลังเมื่อสามปีก่อน—วันที่เกิด ‘อุบัติเหตุ’ ครั้งใหญ่ที่ทำให้ลูกเรือของเขาต้องตาย เสียงทุ้มต่ำของใครบางคนดังขึ้นจากลำโพง เป็นเสียงที่เอเลียสไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต—เสียงของประธานสภาปัจจุบัน ที่สั่งการให้จงใจปล่อยรังสีรั่วไหลเพื่อกำจัดพยานปากเอก และในบรรทัดสุดท้ายของไฟล์เข้ารหัส มีพิกัดลับพร้อมข้อความสั้นๆ ระบุไว้ว่า: *“ความจริงเกี่ยวกับเซกเตอร์ 4 ไม่ใช่เรื่องของการประหยัดพลังงาน… แต่มันคือการขุดพบสิ่งมีชีวิตต่างดาวใต้พื้นน้ำแข็ง”* เอเลียสเงยหน้าขึ้นสบตาไอริสโดยตรง ความตื่นตะลึงฉายชัดในแววตาสีเทาของวิศวกรผู้ไม่เคยสะท้านต่อสิ่งใด …แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ - ไฮเปอร์ไดรฟ์
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรวงโคจรกับทูตสันติภาพแห่งความเงียบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%