วิศวกรวงโคจรกับทูตสันติภาพแห่งความเงียบ•ตอนที่ 25

อุดมการณ์ที่สั่นคลอน

ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
เสียงเตือนสีอำพันจากหน้าจอโฮโลแกรมสั่นสะท้อนในความเงียบงันของห้องควบคุมหลัก ระลอกคลื่นข้อมูลดิจิทัลสีแดงฉานยังคงกะพริบฟ้องอยู่ตรงหน้า สลักรหัสผ่านสามสิบสองหลักถูกป้อนเข้ามาโดยอัตโนมัติจากภายนอก... หรือพูดให้ถูกคือ มันถูกกดลงไปจากระบบสำรองใต้พื้นผิว ซึ่งมีเพียงบุคคลระดับผู้บริหารสูงสุดของโครงการ หรือไม่ก็คนที่มีสิทธิ์เข้าถึง ‘รหัสลับระดับโอเมก้า’ เท่านั้นถึงจะทำได้ เอเลียส วอล์คเกอร์ ถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ดวงตาสสีเทาเข้มภายใต้แสงไฟนีออนสลัวจ้องมองแผงควบคุมสลับกับร่างเพรียวบางของหญิงสาวที่ยืนอยู่เคียงข้าง นิ้วเรียวยาวของ ดร.ไอริส วานซ์ ยังคงค้างอยู่เหนือแป้นพิมพ์เสมือน ราวกับรูปปั้นสลักหินอ่อนที่ถูกสาปให้หยุดนิ่งกลางคัน "ไม่ใช่รหัสของผม..." เอเลียสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงต่ำทุบที่พยายามควบคุมความตื่นตระหนกไม่ให้หลุดรอดออกมา "และจากสีหน้าของคุณตอนนี้... มันก็ไม่ใช่รหัสของคุณเช่นกัน ดร.วานซ์" ไอริสค่อยๆ ชักมือกลับราวกับสัมผัสถูกเหล็กกล้าที่เผาจนร้อนจัด เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เสียงเอื้อนเอ่ยของระบบระบายความร้อนดังฮึ่มฮัมอยู่ในโพรงหู ขณะที่บรรยากาศรอบตัวพวกเขาราวกับลดต่ำลงจนติดลบ ความเงียบงันระหว่างคนทั้งสองในเวลานี้ เต็มไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิทยาที่หนักหน่วงเสียยิ่งกว่าแรงโน้มถ่วงเทียมบนสถานีอวกาศแห่งนี้เสียอีก "คุณกำลังสงสัยฉัน เอเลียส" ไอริสหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า ดวงตาสีไพลินของเธอจ้องลึกลงไปในดวงตาของวิศวกรหนุ่ม น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิท ทว่าแฝงความสั่นเครือเล็กน้อยที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่อาจซ่อนเร้น "คุณคิดว่าฉันเป็นคนเปิดช่องทางให้ใครบางคนเข้ามาแก้ไขระบบนำทาง เพื่อเปลี่ยนทิศทางของสถานีพุ่งชนเขตอวกาศรกร้างนั่นตั้งแต่แรกงั้นเหรอ?" "ผมยังไม่ได้พูดคำนั้นเลยสักคำ, ไอริส" เอเลียสตอบกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาสุขุมและเย็นชาขึ้นตามกลไกการป้องกันตัวทางจิตใจที่ถูกสร้างขึ้นจากอดีตอันเจ็บปวด "แต่คุณก็ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่ง... ในห้องนี้มีแค่เราสองคน ระบบสำรองใต้พื้นถูกใช้งานโดยผู้มีสิทธิ์ระดับสูง และรหัสที่ใช้ปลดล็อกเมื่อครู่ เป็นรหัสการจัดการที่ถูกเข้ารหัสไว้ตั้งแต่ก่อนที่สถานีนี้จะถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเสียอีก ใครบางคนกำลังเล่นเกมการเมืองสกปรก และพวกเรา... กำลังถูกต้อนให้กลายเป็นแพะรับบาป" "แต่ฉันไม่มีสิทธิ์เข้าถึงรหัสระดับนั้น!" ไอริสยกระดับเสียงขึ้นเล็กน้อย ความเยือกเย็นแบบนักการทูตเริ่มร้าวราน เธอสาวเท้าเข้าไปใกล้เขาจนระยะห่างลดลงเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นหอมจางๆ ของชาเอิร์ลเกรย์ผสมกับกลิ่นอับชื้นของโลหะในสถานีลอยแตะจมูก "คุณก็รู้ดีว่าฉันเป็นแค่ทูตสันติภาพที่ถูกส่งมาเพื่อเจรจาการส่งมอบเทคโนโลยี ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ระบบโครงสร้าง หรือวิศวกรผู้ควบคุมวงโคจรแบบคุณ!" "นั่นแหละคือสิ่งที่ผมสงสัยมาตลอด ตั้งแต่ที่เราเหยียบขึ้นมาบนสถานีนี้" เอเลียสโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อกดดันเธอกลับ สายตาคมกริบวิเคราะห์ทุกรายละเอียดบนใบหน้าของเธอ "เอกสารการขนส่งระบุว่าคุณนำสัมภาระมาแค่สามลัง แต่บันทึกน้ำหนักของท่าจอดเรือกลับแสดงผลว่ามีน้ำหนักส่วนเกินกว่าสี่ร้อยกิโลกรัม... คุณซ่อนอะไรไว้ในลังเหล่านั้นกันแน่, ดร.วานซ์? อุปกรณ์สื่อสารลับ? หรือคำสั่งลับจากเบื้องบนที่สั่งให้กำจัดพยานทุกคน รวมถึงผมด้วย?" คำถามนั้นพุ่งชนเป้าหมายอย่างจัง ไอริสชะงักกึก ร่างของเธอเกร็งขึ้นทันที เปลือกตาที่กะพริบถี่แสดงถึงความจำนนต่อหลักฐานทางพฤติกรรมที่วิศวกรหนุ่มหยิบยกขึ้นมา ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า มันคือความเงียบของการหักหลังและความลับที่กำลังจะถูกเปิดเปลือย หญิงสาวเบือนหน้าหนีไปทางกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพความเวิ้งว้างของห้วงอวกาศสีดำสนิท ดวงดาวระยิบระยับนอกหน้าต่างดูราวกับเศษผงธุลีในความมืดมิดอันเป็นอนันต์ เธอยกมือขึ้นกอดอกเพื่อป้องกันตัว ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดออกมาอย่างคนแบกรับโลกไว้ทั้งใบ "ฉันไม่ได้ตั้งใจจะปกปิดมันเพื่อทำร้ายใคร... เอเลียส" เสียงของเธอแผ่วเบาลง เจือความรู้สึกผิดที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากของความเข้มแข็งมาโดยตลอด "ความจริงก็คือความจริง, ไอริส" เอเลียสผ่อนลมหายใจออกทางจมูก น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นร่องรอยความเปราะบางในแววตานั้น แต่นัยน์ตายังคงความคมคายเอาไว้ครบถ้วน "ในสถานีอวกาศที่ออกซิเจนมีจำกัด ความลับก็เหมือนกับก๊าซพิษรั่วไหล... ถ้าคุณไม่รีบอุดมันเสียตอนนี้ พวกเราทั้งคู่จะขาดอากาศหายใจตายไปพร้อมกับความลับนั้น" ไอริสหลับตาลงชั่วครู่ราวกับกำลังตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงาน เธอยื่นมือไปแตะที่แผงควบคุมหลักอีกครั้ง ป้อนคำสั่งย่อยเพื่อเปิดใช้งานหน้าจอส่วนตัวที่ถูกเข้ารหัสลับเฉพาะตัว "สี่ร้อยกิโลกรัมนั้น... ไม่ใช่อุปกรณ์สื่อสาร หรืออาวุธอย่างที่คุณคิด" ไอริสกดปุ่มยืนยัน ภาพโฮโลแกรมสามมิติขนาดเล็กพุ่งขึ้นมาจากช่องเก็บข้อมูล มันแสดงภาพของไฟล์ข้อมูลเข้ารหัสที่ถูกดาวน์โหลดมาจากหอคอยสื่อสารดาวเทียมในอาณานิคมแม่ "มันคือ ‘บัญชีรายชื่อ’ ของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรกว่าสามร้อยคนที่ถูกองค์กรประกาศว่าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุระเบิดเตาปฏิกรณ์เมื่อห้าปีก่อน... แต่ความจริงแล้ว พวกเขายังมีชีวิตอยู่ และถูกกักตัวไว้เพื่อใช้งานแรงงานทาสในเขตเหมืองแร่ใต้ผิวดวงจันทร์ไททัน" เอเลียสเบิกตากว้าง ความหนาแน่นของอากาศในห้องราวกับลดลงไปฮวบฮواب ร่างกายของวิศวกรหนุ่มแข็งค้าง ความทรงจำอันเจ็บปวดเมื่อห้าปีก่อน—ภาพความผิดพลาดที่ทำให้เพื่อนร่วมงานต้องสังเวยชีวิตในเหตุการณ์เตาปฏิกรณ์ระเบิด—พรูเข้ามาในหัวราวกับภาพยนตร์ฉายซ้ำ "ไททัน...?" เอเลียสพึมพำ ชื่อนั้นสร้างความสะเทือนใจให้เขาอย่างรุนแรง "นั่นหมายความว่าอุบัติเหตุครั้งนั้น... ไม่ใช่ความผิดของผมเหรอ?" "ใช่ มันไม่ใช่ความผิดของคุณ เอเลียส" ไอริสหันกลับมามองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจและเจ็บปวดไม่แพ้กัน "มันคือการจัดฉากขององค์กร เพื่อกำจัดคนที่รู้มากเกินไป และคุณ... เป็นแค่เครื่องมือชิ้นหนึ่งที่พวกมันใช้เพื่อโยนความผิดให้พ้นตัว" บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองเปลี่ยนจากความขัดแย้งเป็นความตึงเครียดทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินหัวใจของเอเลียสมานานนับปีถูกสั่นคลอนด้วยความจริงข้อนี้ หัวใจของเขาเต้นรัวระรัวในอก ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความโกรธแค้นที่อัดอั้น ทว่า ก่อนที่ใครจะได้เอื้อนเอื้อนคำพูดใดออกมาเพื่อเยียวยาแผลใจนั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับฉุกเฉินก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งสถานี! *แคว๊ก! ปัง!* ระบบไฟฟ้าหลักตัดขาดในทันที ความมืดมิดเข้ากลืนกินห้องควบคุม เหลือเพียงแสงสีแดงฉานกะพริบวับๆ จากระบบสำรองฉุกเฉิน หน้าจอโฮโลแกรมทั้งหมดดับวูบลงพร้อมกัน ร่างของทั้งสองถูกบังคับให้ยืนอยู่ในความสลัวที่น่าสะพรึงกลัว และในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องควบคุม... เสียงรองเท้าบูทเหล็กที่ย่ำตรงเข้ามาอย่างมั่นคง ไร้ซึ่งความลังเล พร้อมกับเสียงปลดล็อกรหัสผ่านนิรภัยภายนอกที่ดังขึ้นทีละคลิก! ไอริสหน้าซีดเผือด เธอก้าวถอยหลังไปชนแผงควบคุมด้านหลังโดยไม่รู้ตัว ขณะที่เอเลียสขยับตัวไปยืนขวางหน้าเธอไว้โดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดทำงานเต็มพิกัด เขากวาดสายตามองหาทางหนีทีไล่ ทว่าประตูห้องควบคุมหลักกำลังถูกเปิดออกทีละน้อย... และบุคคลที่ก้าวเท้าพ้นธรณีประตูเข้ามาในความมืด คือเงาร่างของคนที่พวกเขาคาดคิดไว้ว่าน่าจะตายไปแล้วเมื่อห้าปีก่อน ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของวิศวกรและทูตสาวผู้กุมความลับนี้ร่วมกันครับ
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรวงโคจรกับทูตสันติภาพแห่งความเงียบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%