ตัวเลขดิจิทัลสีแดงฉานบนหน้าจอคอนโซลหลักกะพริบถี่เป็นจังหวะ ราวกับเสียงเต้นของหัวใจที่กำลังจะแหลกสลาย แรงดันออกซิเจนในเขตเซกเตอร์เจ็ดร่วงหล่นลงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยร้อยละสี่สิบภายในเวลาไม่ถึงสี่นาที เสียงฮัมต่ำของเครื่องรีไซเคิลอากาศที่เคยเป็นดั่งเสียงกล่อมอันคุ้นเคย บัดนี้เปลี่ยนเป็นเสียงไอโครกครากแห้งแล้งคล้ายคนใกล้หมดลมหายใจ
"ระบบกรองอากาศหลักในวาล์ว B-4 ล่มสลายโดยสมบูรณ์" เอเลียสกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบสนทนา แต่สันกรามของเขากลับขบเข้าหากันจนนูนเด่น สองมือสวมถุงมือไนลอนสีดำกำลังรัวนิ้วลงบนแป้นคีย์บอร์ดโฮโลแกรมด้วยความเร็วสูงเพื่อพยายามรีเซต์ระบบด้วยมือ แว่นตากรอบบางสะท้อนแสงสีแดงวาบจากหน้าจอเตือนภัย เผยให้เห็นแววตาที่ฉายความตึงเครียดอย่างถึงที่สุด
ดร.ไอริส วานซ์ ก้าวเท้าเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเขาในระยะประชิด ความกดอากาศต่ำในห้องควบคุมทำให้เส้นผมสีเข้มของเธอปลิวไสวเล็กน้อยตามแรงดูดของพัดลมฉุกเฉิน เธอไม่ได้เอ่ยถามคำถามโง่ๆ อย่างเช่น "เกิดอะไรขึ้น?" เพราะหน้าจอตรงหน้าได้ฟ้องทุกอย่างไว้อย่างชัดเจนแล้ว สิ่งที่เธอทำคือการกวาดสายตาอ่านค่าตัวเลขความหนาแน่นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัว
"คุณมีทางเลือกเหลืออีกกี่ทาง, คุณวอล์คเกอร์?" เสียงของไอริสราบเรียบ แต่มันแฝงความเฉียบคมและทรงพลังพอที่จะดึงสติของวิศวกรหนุ่มให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน
เอเลียสหยุดมือที่กำลังพิมพ์ชั่วขณะ เขาหันกลับมามองเธอเล็กน้อย ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัวสาดส่อง "มีทางเดียว... และมันไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับมนุษยมนตร์"
เขากดเรียกผังโครงสร้างสถานีอวกาศสามมิติขึ้นมากลางอากาศ ภาพจำลองโฮโลแกรมสีฟ้าแสดงให้เห็นจุดวิกฤตสองจุดที่กำลังแย่งชิงอากาศบริสุทธิ์เฮือกสุดท้าย
"ระบบสำรองฉุกเฉินสามารถจ่ายออกซิเจนได้พอสำหรับหนึ่งโซนเท่านั้น" เอเลียสใช้นิ้วชี้เคาะเบาๆ ลงบนอากาศเหนือจุดพิกัด "โซนแรกคือห้องควบคุมแรงดันหลัก ซึ่งมีผู้รอดชีวิตที่เป็นลูกเรือฝึกหัดติดอยู่สามคน... และโซนที่สองคือห้องเก็บรักษาตัวอย่างชีวภาพภาคพื้นอวกาศ ซึ่งเก็บข้อมูลงานวิจัยชิ้นสำคัญที่คุณพยายามปกป้องด้วยชีวิตมาตลอดเส้นทาง"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของทั้งสองคนที่ดังประสานกันอย่างเชื่องช้า ออกซิเจนในห้องนี้เองก็กำลังลดลงเช่นกัน สมองของพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับความกดดันที่บีบคั้นให้ออกซิเจนในเลือดลดต่ำลง ส่งผลให้การประมวลผลเริ่มหน่วงช้าลงทีละน้อย
ไอริสจ้องมองภาพจำลองสามมิตินั้น นัยน์ตาคู่คมไหววับชั่วขณะ เธอย่อมรู้ดีว่าข้อมูลในห้องวิจัยชีวภาพมีความหมายต่อสหพันธ์มากแค่ไหน มันคือผลงานหลายสิบปี คืออำนาจต่อรองทางการเมือง และอาจเป็นอนาคตของมนุษยชาติในระบบดาวดวงใหม่ แต่ในขณะเดียวกัน เสียงร้องขอความช่วยเหลือที่เล็ดลอดออกมาจากลำโพงสื่อสารของลูกเรือฝึกหัดกลุ่มนั้นก็ยังคงดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาท
"คุณกำลังลังเล, ด็อกเตอร์" เอเลียสเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่เจือรอยเย้ยหยันเล็กๆ แต่ลึกซึ้งในความเจ็บปวด "แปลกดีแท้... ทูตสันติภาพผู้ถือหางเสือแห่งระเบียบเบื้องบน กลับต้องมานั่งชั่งน้ำหนักระหว่างชีวิตมนุษย์กับกระดาษไม่กี่แผ่นที่ไร้จิตวิญญาณ"
ไอริสเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของเธอวาวโรจน์ด้วยประกายแห่งความท้าทายที่ไม่ยอมแพ้ "ระวังคำพูดของคุณให้ดี, เอเลียส ความตายในอวกาศไม่ได้ทำให้ความฉลาดของคุณเพิ่มขึ้นหรอกนะ... ฉันไม่ได้กำลังลังเลเพื่อกระดาษเหล่านั้น แต่ฉันกำลังคำนวณว่า หากเราช่วยเด็กสามคนนั้น แล้วปล่อยให้ข้อมูลวิจัยสูญหาย ความขัดแย้งระหว่างดาวเคราะห์จะคร่าชีวิตคนนับล้านในสงครามครั้งต่อไป... ใครกันแน่ที่กำลังมองโลกแค่ปลายจมูก?"
คำพูดของเธอราวกระบี่คมกริบที่กรีดลงกลางใจ เอเลียสแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มขื่นขมปรากฏขึ้นที่มุมปาก "คุณยังคงยึดติดกับภาพฝันสُโขทัยของสหพันธ์... ภาพฝันที่สร้างขึ้นบนกองซากศพของผู้คนที่ถูกลืม คุณลืมไปแล้วหรือว่าผมคือคนที่ปล่อยให้ลูกเรือตายในเหตุการณ์สถานีล่มสลายครั้งก่อน... ผมรู้ซึ้งดีว่าความรู้สึกของการเป็นฆาตกรทางอ้อมมันเป็นอย่างไร และผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีก... ต่อให้ต้องแลกด้วยอนาคตของจักรวาลคุณก็ตาม!"
มือของเอเลียสเอื้อมไปแตะที่ปุ่มควบคุมหลัก เตรียมที่จะโยกสับคันโยกเพื่อส่งออกซิเจนทั้งหมดไปยังห้องควบคุมของลูกเรือฝึกหัดทันที การตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่ถูกขับเคลื่อนด้วยปมในอดีตทำให้เขาดูไร้ซึ่งความลังเล
"หยุดนะ!" ไอริสพุ่งตัวเข้ามาคว้าข้อมือของเขาไว้แน่น แรงปะทะทำให้ตัวของเธอเซเข้าไปใกล้เขาจนได้กลิ่นไอความเย็นยะเยือกจากชุดอวกาศและกลิ่นกายเฉพาะตัว มือของเธอเย็นเฉียบ แต่การจับกุมนั้นมั่นคงและทรงพลังเกินกว่าที่ผู้หญิงรูปร่างบอบบางจะทำได้ "ถ้าคุณทำแบบนั้นตอนนี้... เท่ากับคุณทำลายหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดที่จะเปิดโปงว่าใครเป็นคนสั่งตัดแต่งระบบกรองอากาศนี้ตั้งแต่แรก!"
เอเลียสชะงักกุนซือหนุ่มนิ่งค้าง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความหมายในประโยคของเธอแทรกซึมผ่านชั้นบรรยากาศที่เบาบางเข้ามาในหัวสมองที่กำลังขาดออกซิเจน
"คุณว่าอะไรนะ...?"
"คุณคิดจริงๆ หรือว่าระบบกรองอากาศจะพังพร้อมกันโดยบังเอิญในจังหวะที่เรากำลังจะเข้าถึงข้อมูลลับนั่น?" ไอริสกระซิบเสียงต่ำ ใบหน้าของเธออยู่ห่างจากเขาเพียงไม่กี่คืบ ลลมหายใจอุ่นๆ ของเธอปะทะเข้ากับแก้มของเขาในความมืด "มีคนอยู่เบื้องหลัง... และคนๆ นั้นกำลังดูเราจากที่ไหนสักแห่งในสถานีนี้"
ก่อนที่เอเลียสจะได้เอ่ยถามอะไรเพิ่มเติม เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับสามก็ดับลงอย่างกะทันหัน หน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าไม่ได้แสดงผลค่าออกซิเจนที่ลดลงอีกต่อไป แต่กลับถูกแทนที่ด้วยข้อความปริศนาชุดหนึ่งที่พิมพ์ขึ้นทีละตัวอักษรอย่างช้าๆ
*-- ยินดีต้อนรับสู่การทดสอบรอบสุดท้าย, คุณวอล์คเกอร์ และ คุณวานซ์ --*
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงคู่หนึ่งก็ดังขึ้นแว่วๆ จากทางเดินด้านนอกห้องควบคุม—เสียงที่สะท้อนก้องผ่านโครงสร้างเหล็กกล้าอันหนาทึบ มาพร้อมกับเงาดำทะมืดที่ทาบทับลงบนกระจกนิรภัยบานใหญ่
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงอวกาศอันหนาวเหน็บนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ - ไฮเปอร์ไดรฟ์
วิศวกรวงโคจรกับทูตสันติภาพแห่งความเงียบ•ตอนที่ 8
ออกซิเจนที่ค่อยๆ ลดลง
ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรวงโคจรกับทูตสันติภาพแห่งความเงียบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!