เสียงฮัมทุ้มต่ำของตัวควบคุมแรงโน้มถ่วงจำลองในห้องเครื่องยนต์โซนเจ็ด ดังสะท้อนก้องผ่านแผ่นพื้นโลหะจนรู้สึกได้ถึงปลายนิ้วเท้า เอเลียส วอล์คเกอร์ ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองจากแผงวงจรควบคุมที่ซับซ้อนราวกับใยแมงมุม ดวงตาภายใต้กรอบแว่นโลหะเพ่งพินิจรอยไหม้สีดำสนิทบนชิปประมวลผลควอนตัม มันคือร่องรอยของความเสียหายที่เกิดจากการโอเวอร์โหลดเมื่อสัปดาห์ก่อน—เหตุการณ์ที่เกือบทำให้สถานีอวกาศลอยละล่องออกนอกวงโคจร
เขายื่นปลายหัวแร้งไฟฟ้าลงไปเชื่อมประสานจุดสัมผัสทองคำขาวด้วยความนิ่งสนิท มือคู่นั้นไม่เคยสั่น แม้ว่าในใจจะกำลังเผชิญกับคลื่นอารมณ์ที่ปั่นป่วนยิ่งกว่าพายุสุริยะ
“คุณใช้เวลาสามชั่วโมงเต็มกับวงจรชุดนั้น โดยไม่ขยับไปไหนเลยแม้แต่นิ้วเดียว”
เสียงใสแต่ราบเรียบดังขึ้นจากมุมมืดของห้องเครื่องยนต์ ดร.ไอริส วานซ์ ก้าวเท้าพ้นเงาของท่อส่งความเหลวระบายความร้อน เสื้อสูททางการของเธออาจยับยู่ยี่เล็กน้อยตามสภาพแวดล้อมแรงโน้มถ่วงต่ำ แต่ท่าทีและแววตายังคงคมกริบและเต็มไปด้วยการประเมินค่า เธอมองเอเลียสราวกับเขากำลังเล่นกลไกที่เธอจ้องจะจับผิด
เอเลียสวางหัวแร้งลงบนแท่นวางอย่างระมัดระวัง เขาถอดถุงมือกันความร้อนออกทีละนิ้ว ช้าๆ อย่างจงใจให้เป็นจังหวะ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับทูตพิเศษแห่งสหพันธ์
“เครื่องจักรไม่เคยโกหกผมครับ, ดร.วานซ์” เอเลียสเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความประหลาดใจที่เห็นเธออยู่ในเขตหวงห้าม “ต่างจากมนุษย์ที่มักจะสวมหน้ากากทูตสันติภาพเข้ามาในพื้นที่ของคนอื่นเสมอ”
มุมปากของไอริสกระตุกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยียบเย็นที่ไร้ความสุข “ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อฟังคำคมปรัชญาจากวิศวกรผู้ปลีกวิเวกหรอกนะคะ—อ้อ ขออภัย ผมหมายถึง ‘จากวิศวกรผู้ปลีกวิเวกครับ’ ฉันแค่สงสัยว่าทำไมรายงานการซ่อมบำรุงส่วนกลางถึงถูกเข้ารหัสด้วยรหัสผ่านระดับสูง ที่แม้แต่ผู้บัญชาการสถานีก็ไม่มีสิทธิเข้าถึง... คุณกำลังซ่อนอะไรไว้ใต้พรมเหล็กพวกนี้กันแน่ เอเลียส”
“ผมไม่ได้ซ่อน... ผมแค่เก็บกวาดเศษซากที่คนอื่นทำรกไว้” เอเลียสตอบโดยไม่หลบสายตา
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ บทสนทนาระหว่างพวกเขามักเป็นเช่นนี้เสมอ—การต่อสู้ด้วยคมปัญญาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสุภาพอันเยือกเย็น แต่อุดมการณ์ที่แตกต่างกันสุดขั้วเปรียบเสมือนแรงดึงดูดมหาศาลที่ดึงให้คนทั้งสองเข้าหากันอย่างน่าประหลาด ทั้งอันตรายและดึงดูดใจในคราวเดียวกัน
ไอริสจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ชั่วขณะหนึ่งเธอเห็นร่องรอยความอ่อนล้าที่ซ่อนอยู่ลึกใต้ความสุขุมนั้น มันเป็นบาดแผลทางจิตวิญญาณที่ไม่มีเครื่องมือชิ้นไหนในสถานีนี้ซ่อมแซมได้
“ถ้าอย่างนั้น... เศษซากในอดีตของคุณล่ะ เอเลียส คุณเคยเก็บกวาดมันบ้างไหม” ไอริสโยนคำถามที่คมราวกับใบมีดผ่าตัดออกไป
เอเลียสชะงักไปชั่ววินาทีเดียว สันกรามของเขาขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน แต่สีหน้ายังคงควบคุมไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ “อดีตเป็นเรื่องของฟิสิกส์ครับ มันเกิดขึ้นแล้วและไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขสมการได้ มีแต่พวกเพ้อฝันเท่านั้นที่พยายามจะรื้อฟื้นมันขึ้นมา”
“จริงหรือคะ?” ไอริสยิ้มมุมปาก ก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว จนระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นจางๆ ของโอโซนและน้ำหอมราคาแพงลอยปะปนกับกลิ่นอับของห้องเครื่องยนต์ “ถ้าอย่างนั้น... ไฟล์ข้อมูลเข้ารหัสรหัส ‘โปรเจกต์ไอคารัส’ ที่บันทึกไว้ในเทอร์มินัลสำรองส่วนตัวของคุณ ก็คงเป็นแค่เศษเหล็กไร้ค่าสินะคะ?”
ร่างสูงของวิศวกรหนุ่มชะงักงือกะทันหัน อุณหภูมิรอบตัวราวกับลดฮวบลงจนติดลบ แววตาที่เคยเยือกเย็นมาตลอดกลับไหววับด้วยความตื่นตระหนกเพียงเสี้ยววินาที—เสี้ยววินาทีที่รวดเร็วเกินกว่าที่คนธรรมจะสังเกตเห็น แต่ไม่รอดพ้นสายตาอันเฉียบคมของทูตสาว
“คุณ... เข้าไปในห้องพักส่วนตัวของผม” เสียงของเอเลียสต่ำลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ ความกดดันมหาศาลแผ่ออกจากตัวเขาราวกับสนามแม่เหล็กที่กำลังจะระเบิด
“ฉันเป็นทูตพิเศษแห่งสหพันธ์ มีสิทธิเข้าตรวจค้นทุกตารางนิ้วในสถานีนี้เพื่อความมั่นคงส่วนรวม” ไอริสเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แม้ในใจจะเริ่มรับรู้ได้ถึงรัศมีอันตรายที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่ม “และบันทึกเสียงการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานี ‘โอไรเอนต์’ เมื่อห้าปีก่อน... รวมถึงบันทึกภาพเหตุการณ์ความล้มเหลวของเตาปฏิกรณ์ระเบิดที่คร่าชีวิตลูกเรือไปยี่สิบสี่คน... มันก็น่าสนใจมากทีเดียวค่ะ”
ชื่อของ ‘โอไรเอนต์’ กระแทกเข้าที่ความรู้สึกของเอเลียสอย่างจัง ภาพความทรงจำที่เขาพยายามฝังกลบไว้ใต้กองเศษเหล็กนับล้านตันระเบิดออกในหัว กลิ่นไหม้ของฉนวนไฟฟ้า เสียงกรีดร้องที่ถูกกลืนหายไปในสุญญากาศ และดวงตาคู่สุดท้ายของเพื่อนร่วมงานที่มองมายังเขาผ่านกระจกนิรภัยที่กำลังแตกสละ
“คุณไม่เข้าใจอะไรเลย...” เอเลียสพึมพำ น้ำเสียงสั่นเทาเล็กน้อยอย่างที่ไอริสไม่เคยได้ยินมาก่อน เขาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวราวกับคนกำลังจะจมน้ำ “วันนั้น... ระบบไม่ได้ล้มเหลวเพราะอุบัติเหตุ ระบบถูกสั่งให้โอเวอร์โหลดจากเบื้องบน... จากพวกคุณ สหพันธ์ของคุณต้องการทำลายหลักฐานการทดลองอาวุธผิดกฎหมายที่พวกคุณแอบส่งขึ้นมาบนสถานี!”
ไอริสเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความมั่นใจทั้งหมดที่เธอสะสมมาพังทลายลงในประโยคเดียว “คุณ... พูดเรื่องอะไรกัน? บันทึกในไฟล์ระบุว่าความผิดพลาดเกิดจากการคำนวณโครงสร้างที่ผิดพลาดของคุณเอง—คุณคือคนที่เซ็นอนุมัติให้ปล่อยพลังงานส่วนเกินเข้าสู่แกนกลาง!”
“เพราะพวกมันขู่จะฆ่าคนรักของผม ถ้าผมไม่ยอมเซ็นรับผิดชอบแทน!” เอเลียสระเบิดเสียงออกมา ความเก็บกดตลอดห้าปีที่ผ่านมาพังทลายลงในพริบตาเดียว มือหนากระชากปกเสื้อของตัวเองออกเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยแผลเป็นไหม้เกรียมขนาดใหญ่ที่พาดผ่านตั้งแต่หัวไหล่ลามลงมาถึงแผ่นอก—เครื่องเตือนใจจากวันนรกแตกบนสถานีโอไรเอนต์
ไอริสผงะถอยหลังด้วยความตกใจ รอยแผลเป็นนั้นฟ้องความจริงทั้งหมดชัดเจนยิ่งกว่าตัวอักษรนับล้านคำในเอกสารราชการ ความยุติธรรมที่เธอเคยเชื่อมั่นและกราบไหว้ราวกับศาสนา สั่นคลอนและแตกสลายลงต่อหน้าต่อตา
“เอเลียส...” ไอริสอ้าปากค้าง สมองของเธอกำลังประมวลผลข้อมูลใหม่ที่พลิกผันทุกอย่างที่เธอรู้ “ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง... คนที่สั่งการในตอนนั้น คือ...”
“ใช่ครับ... คนคนเดียวกับที่แต่งตั้งให้คุณเดินทางมาทำภารกิจที่สถานีนี้ หัวหน้าคณะกรรมาธิการความมั่นคงสูงสุด นายพลวิคเตอร์ วานซ์” เอเลียสจ้องมองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและเย้ยหยัน “...หรือว่าคุณไม่รู้เรื่องนี้ด้วยล่ะ ดร.วานซ์? บิดาบังเกิดเกล้าของคุณ คือฆาตกรที่ฆ่าคนไปยี่สิบสี่คน รวมถึงคนที่ผมรักที่สุดด้วย”
คำพูดนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลงกลางใจของไอริส ร่างบางสั่นสะท้าน เธอพยายามจะเอ่ยปฏิเสธ แต่ลำคอกลับตีบตัน ไร้ซึ่งคำแก้ตัวใดๆ จะหลุดรอดออกมา
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานก็พลันกะพริบวาบไปทั่วห้องเครื่องยนต์ เสียงไซเรนดังสนั่นหวั่นไหวกลบเสียงลมหายใจของทั้งคู่
*ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด!*
หน้าจอเทอร์มินัลหลักของสถานีสว่างวาบขึ้นอัตโนมัติ ข้อความเตือนภัยฉุกเฉินปรากฏหราด้วยตัวอักษรสีแดงสด: **[ตรวจพบรหัสผ่านลับถูกใช้งาน: โครงการไอคารัสกำลังถูกดาวน์โหลดไปยังยานภายนอก]**
เอเลียสและไอริสหันขวับไปมองหน้าจอพร้อมกันโดยอัตโนมัติ
หน้าจอแสดงภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณจุดเชื่อมต่อยานอพยพฉุกเฉิน... เงาร่างของบุคคลปริศนาในชุดอวกาศสีดำสนิทกำลังยืนอยู่หน้าแผงควบคุม พร้อมกับอัปโหลดข้อมูลทั้งหมดของสถานีออกไปยังเครือข่ายภายนอก และก่อนที่ภาพจากกล้องจะตัดดับลงอย่างไร้สัญญาณ บุคคลในชุดอวกาศนั้นก็หันหน้าตรงมายังเลนส์กล้อง พร้อมกับยกมือขึ้นถอดหมวกนิรภัยออกช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าภายใต้เงาสลัว—ใบหน้าที่ทำให้เอเลียสแทบหยุดหายใจ และทำให้ไอริสถึงกับกรีดร้องออกมาด้วยความตกตะลึงสุดขีด!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงอวกาศอันหนาวเหน็บนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ - ไฮเปอร์ไดรฟ์
วิศวกรวงโคจรกับทูตสันติภาพแห่งความเงียบ•ตอนที่ 9
กำแพงกั้นกลางดวงดาว
ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรวงโคจรกับทูตสันติภาพแห่งความเงียบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!