“แกคิดว่าความตายของแกจะงดงามแค่ไหนกันเชียว เรน?”
คำถามนั้นทิ้งตัวลงกลางอากาศราวกับก้อนหินที่ถูกปล่อยจากที่สูง เสียงกระดูกคอที่ลั่นกร๊อบเมื่อครู่ยังคงก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของเรน บุคคลปริศนาในชุดคลุมสีเข้มที่ยืนอยู่เบื้องหน้าไม่ได้มีรูปร่างที่ชัดเจนในเงามืดของตรอกแคบๆ กลิ่นกำยานที่ไหม้จนเกรียมผสมกับกลิ่นโลหะสนิมเขรอะโชยเข้าจมูกจนเรนต้องกลั้นหายใจ
มือของเรนล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ท สัมผัสถึงความเย็นเยียบของเข็มทิศพังๆ ที่เข็มของมันหมุนวนอย่างไร้ทิศทาง เขาไม่ได้หันไปมองร่างนั้น แต่จ้องตรงไปที่คราบสีดำบนกำแพงอิฐที่ดูคล้ายรอยนิ้วมือของใครบางคนที่พยายามตะเกียกตะกายหนีจากโลกนี้
“เศษเสี้ยวของตุ๊กตาเหรอ?” เรนเค้นเสียงตอบ ประโยคของเขาสั้นและห้วนเหมือนการขัดดอก “มาดามเซเลเน่ไม่ใช่คนที่จะทำอะไรตกหล่นง่ายๆ เว้นแต่ว่าเธอจงใจจะโยนเศษขยะนั้นทิ้งให้ใครบางคนเก็บไป”
ร่างนั้นหัวเราะ เสียงที่เปล่งออกมาเหมือนแก้วแตกที่ถูกบดขยี้ “ฉลาดดี... แต่แกกำลังเล่นกับไฟที่เผาผลาญแม้กระทั่งเงาของตัวเอง กล่องดนตรีนั่นไม่ได้มีไว้ให้แกฟังเพลง แต่มันมีไว้ให้แกฟัง ‘จุดจบ’ ของตัวเองต่างหาก”
ก่อนที่เรนจะทันได้คว้าตัวผู้พูด ปลายแขนเสื้อสีเทาของเขาก็ปัดผ่านความว่างเปล่า ร่างนั้นหายวับไปราวกับควันไฟ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นกำยานที่เข้มข้นจนชวนคลื่นเหียน บนพื้นดินมีบางอย่างวางอยู่ มันคือกล่องดนตรีไม้แกะสลักรูปหัวใจที่ดูเก่าคร่ำคร่า ผิวไม้ถูกกัดกร่อนจนขึ้นราดำ ลายสลักเป็นรูปใบหน้าคนสี่คนที่บิดเบี้ยวด้วยความทุกข์ทรมาน
เรนทรุดเข่าลงช้าๆ เขาไม่ควรแตะมัน แต่สัญชาตญาณความหิวโหยในอกกลับเรียกร้องรุนแรง มันไม่ใช่ความหิวข้าว แต่เป็นความหิวพลังงานที่ฝังอยู่ในวัตถุอาถรรพ์เหล่านั้น เขาเอื้อมมือไปสัมผัสฝากล่องทันทีที่นิ้วแตะถูกเนื้อไม้ ความเย็นจัดแล่นพล่านไปถึงกระดูกสันหลัง
*‘กริ๊ก’*
เสียงกลไกภายในทำงานโดยที่เขาไม่ได้ไขลาน เสียงดนตรีแหลมสูง บิดเบี้ยว และไม่เป็นจังหวะดังขึ้น ท่วงทำนองนั้นไม่ได้มาจากกล่อง แต่มันดังขึ้นภายในกะโหลกศีรษะของเขา ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือน ผนังตรอกแคบๆ ละลายหายไป กลายเป็นภาพของห้องโถงกว้างที่เต็มไปด้วยกระจกเงา
ในกระจก... เขาเห็นตัวเอง
ไม่ใช่เรนที่เขารู้จัก แต่เป็นเรนที่มีดวงตาสีดำสนิทไร้แวว และลำคอที่มีรอยเย็บแบบตุ๊กตาพอร์ซเลน เขาเห็นตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางซากศพของมาดามเซเลเน่ หน้ากากตุ๊กตาของนางแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และในมือของเขา... เขากำลังถือหัวใจที่ยังคงเต้นตุบๆ ของใครบางคน
“นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น...” เสียงกระซิบดังก้องในหัว ความเจ็บปวดพุ่งเข้าที่ขมับราวกับถูกเข็มเล่มยาวแทงทะลุ “และแก... จะเป็นผู้ลงมือ”
เรนสะดุ้งสุดตัวจนล้มหงายหลัง กลิ่นเลือดจางๆ อบอวลอยู่ในอากาศ เขาหอบหายใจถี่ มือสั่นเทาขณะพยายามปิดฝากล่องดนตรีนั้นให้สนิท แต่มันกลับล็อกแน่นสนิทเหมือนถูกเชื่อมติดกันด้วยกาวมรณะ ทันใดนั้น เข็มทิศในกระเป๋าอีกข้างของเขาก็ร้อนจี๋จนรู้สึกได้ถึงความร้อนผ่านเนื้อผ้า เข็มของมันหยุดหมุนวนและชี้ตรงไปที่จุดๆ หนึ่ง...
มันชี้ไปที่ประตูบานสีแดงสดที่ปรากฏขึ้นกลางตรอกที่ควรจะเป็นทางตัน
“มาดาม...” เรนพึมพำกับตัวเองขณะยืนขึ้นอย่างทุลักทุเล เขาไม่มีทางเลือกอื่น หากกล่องดนตรีนี่คือเศษเสี้ยวที่มาดามทำตกไว้ เขาก็ต้องเอา ‘ขยะ’ ชิ้นนี้ไปคืนให้ถึงมือเจ้าของ เพื่อให้แน่ใจว่านิมิตแห่งความตายนั้นเป็นเพียงคำลวง หรือจะเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่เขาไม่อาจหลีกเลี่ยง
เขาก้าวผ่านประตูบานนั้นเข้าไปโดยไม่หันหลังกลับ
ด้านหลังประตูไม่ใช่ตรอกมืดมิดอีกต่อไป แต่เป็นห้องโถงใต้ดินที่เต็มไปด้วยชั้นวางของที่ไม่มีวันสิ้นสุด แสงสลัวจากเทียนไขสีดำนับร้อยเล่มสร้างเงาที่เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต มาดามเซเลเน่นั่งอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่สีแดงสด หน้ากากตุ๊กตาพอร์ซเลนที่มีรอยร้าวเป็นเส้นสายงดงามดูน่าขนลุกกว่าครั้งไหนๆ เธอไม่ได้มองมาที่เขา แต่มองไปที่ตุ๊กตาเด็กผู้หญิงไร้แขนบนโต๊ะตัวหน้า
“เจ้าเอาของที่ข้าทิ้งไปมาคืนรึ เรน?” เสียงของเธอหวานหยดย้อย ทว่าเย็นเยียบจนถึงขั้วหัวใจ “ข้ารู้นะว่าเจ้าเห็นอะไรในนั้น... เจ้าเห็นตัวเองสังหารข้าใช่ไหม?”
เรนเดินเข้าไปใกล้ วางกล่องดนตรีลงบนโต๊ะ เสียงดนตรียังคงแว่วอยู่ในหัวไม่ยอมหยุด “นั่นไม่ใช่ภาพอนาคต แต่มันคือคำขู่ใช่ไหม มาดาม? กล่องนี้ถูกสาปให้สะกดจิตผู้ฟังให้ทำตามนิมิตที่มันสร้างขึ้น”
มาดามเซเลเน่เอียงคอช้าๆ กิริยาที่ทำให้นึกถึงร่างปริศนาในตรอกเมื่อครู่ เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ความสูงของเธอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างผิดธรรมชาติ จนเรนต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เธอเอื้อมมือที่เรียวยาวราวกับกิ่งไม้แห้งมาแตะที่หน้ากากของตัวเอง แล้วค่อยๆ ปลดสายรัดออก
“สิ่งที่เจ้าเห็นในกระจกนั่นไม่ใช่คำขู่หรอกนะ เรน...” เธอเอ่ยเบาๆ ขณะที่หน้ากากเริ่มเผยให้เห็นผิวหนังที่ไร้ร่องรอยของมนุษย์ข้างใต้ “แต่เป็นสิ่งที่เจ้า ‘เคยทำ’ ต่างหาก... เจ้าแค่จำไม่ได้ว่าทำไมถึงกลายเป็นคนไร้หัวใจแบบนี้”
ก่อนที่หน้ากากจะหลุดออกจนหมดสิ้น แสงจากเทียนรอบห้องพลันดับพรึบลงพร้อมกัน ความมืดมิดกลืนกินทุกสรรพสิ่ง เรนรู้สึกถึงแรงกระชากที่ต้นคอจากฝ่ามือที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง
“ต้อนรับสู่ตลาดมืดที่แท้จริง... ที่ที่ไม่มีหน้ากากเหลือให้เจ้าสวมอีกต่อไป”
ท่ามกลางความมืด เสียงเข็มทิศในกระเป๋าเรนก็เริ่มหมุนด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงหวีดหวิว และในจังหวะที่หัวใจของเขากำลังจะหยุดเต้น มือของมาดามเซเลเน่ที่เพิ่งเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงก็กระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ความทรงจำที่หายไปครึ่งหนึ่งของเรนแตกสลายลง “จำได้หรือยัง... ว่าเจ้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อซื้อของ แต่เจ้ามาที่นี่เพื่อ ‘ขาย’ วิญญาณของเจ้าให้ข้า... ตั้งแต่วันที่เจ้าตายไปเมื่อสามปีก่อน”
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านเงามืดไปกับผมครับ - ประตูมิติที่แปด
ตลาดมืดวิญญาณอาถรรพ์: พันธสัญญาแลกเปลี่ยนดับตะวัน•ตอนที่ 4
กล่องดนตรีเสียงกระซิบ
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ตลาดมืดวิญญาณอาถรรพ์: พันธสัญญาแลกเปลี่ยนดับตะวัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!