สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรขัดใจโลก•ตอนที่ 15

มื้อค่ำที่ดูเหมือนเดต

ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
“ถ้าคุณยังทำหน้าบูดเป็นตูดทอดปลาเค็มใส่ผมอีกนิดเดียว ไซต์งานตรงนี้ได้กลายเป็นสุสานร้างฝังศพคนปากจัดแถวนี้แน่ครับคุณสถาปนิก” เสียงทุ้มต่ำที่เจือแววเย้าแหย่ดังขึ้นเหนือหัว ท่ามกลางกลิ่นอายฝุ่นปูนและคราบเหงื่อไคลจากการเคลียร์ปัญหากับผู้รับเหมาจอมกะล่อนอย่างคุณพีทที่กินเวลาลากยาวมาจนถึงยามค่ำคืน รินทร์ตวัดสายตากลับไปมองร่างสูงใหญ่ของวิศวกรหนุ่มที่ยืนกอดอกพิงเสาคอนกรีต ใบหน้าคมคายนั้นระบายรอยยิ้มกวนประสาทที่เห็นแล้วอยากจะหยิบด้ามปากกาคัตเตอร์มาปาดทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด “ถ้าสมองของคุณยังมีรอยหยักมากพอที่จะจำได้ ผมไม่ได้หน้าบูดเพราะผู้รับเหมาหรอกนะคะคุณธันวา แต่ผมหงุดหงิดเพราะความอวดดีและดื้อด้านของคุณต่างหาก ที่เกือบทำให้โปรเจกต์นี้พังไม่เป็นท่าตั้งแต่เมื่อบ่ายแล้ว” รินทร์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่คมกริบราวกับใบมีดโกนที่เคลือบด้วยน้ำตาล ธันวาหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและสั่นพร่าในความเงียบของตึกที่โครงสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ดวงตาคมกริบสีนิลมองสำรวจใบหน้าหวานที่ตอนนี้รื่นไปด้วยเหงื่อบางๆ และคราบฝุ่นจางๆ ที่ข้างแก้ม รินทร์เป็นแบบนี้เสมอ... ดื้อรั้น พยศ และไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ แม้ว่าสถานการณ์รอบตัวจะบีบคั้นแค่ไหนก็ตาม แต่แปลกที่ยิ่งอีกฝ่ายทำตัวปากเก่งใส่ เขากลับรู้สึกว่าหัวใจเจ้ากรรมมันเต้นแรงผิดจังหวะทุกที “ปากเก่งจังนะ หิวจนตาลายจนพาลหาเรื่องผมหรือไง” ธันวาเลิกคิ้วกวนๆ ก่อนจะโยกหัวไปทางร้านอาหารริมถนนฝั่งตรงข้ามไซต์งาน ซึ่งเปิดไฟสีส้มอบอุ่นตัดกับความมืดมิดของท้องฟ้ายามค่ำคืน “เลิกงานแล้วครับคุณชายสถาปนิก ผมเป็นคนดีพอที่จะไม่ปล่อยให้หมาป่าปากจัดแถวนี้อดตายคาไซต์งานหรอก ไป... ผมเลี้ยงเอง ถือเป็นการไถ่โทษเรื่องที่คุณพีทมันเกือบทำคุณหัวใจวายตายเมื่อตอนบ่าย” รินทร์เม้มริมฝีปากแน่น ตั้งใจจะอ้าปากปฏิเสธคำชวนที่ฟังดูเหมือนการบังคับกลายๆ นั้น แต่ท้องเจ้ากรรมดันส่งเสียงร้องประท้วงออกมาเบาๆ จนน่าอับอาย ใบหน้าสวยเห่อร้อนขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างห้ามไม่ได้ ธันวาหลุดหัวเราะออกมาทันทีโดยไม่คิดจะรักษาภาพลักษณ์วิศวกรผู้เคร่งขรึมเลยแม้แต่น้อย “นั่นไง เสียงประท้วงจากกระเพาะชัดเจนขนาดนั้น ยังจะทำฟอร์มปั้นปึ่งใส่อีกเหรอน้องรินทร์” “เลิกเรียกผมแบบนั้นสักทีเถอะครับคุณธันวา เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น” รินทร์สะบัดหน้าหนี เดินนำลิ่วออกจากโครงสร้างตึกไปยังทางออกโดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดต่อ แม้ฝีเท้าจะเร่งรีบเพื่อหนีความน่าอาย แต่ใบหูที่แดงก่ำภายใต้ร่มเงาของหมวกนิรภัยกลับฟ้องชัดเจนว่าเจ้าตัวกำลังเสียอาการแค่ไหน ร้านอาหารตามสั่งติดแอร์เย็นฉ่ำคือจุดหมายปลายทางที่ธันวาเลือก บรรยากาศภายในร้านเงียบสงบเนื่องจากเป็นเวลาดึกแล้ว กลิ่นหอมของอาหารที่ผัดสดใหม่ลอยเตะจมูกจนความหิวโหยที่สะสมมาทั้งวันพุ่งปรี๊ด ทั้งคู่นั่งลงตรงโต๊ะมุมสุดติดกระจกใสที่มองออกไปเห็นถนนยามค่ำคืน รินทร์เลือกนั่งฝั่งที่หันหลังให้กระจกเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาคมกริบที่มักจะมองมาด้วยความหมายลึกซึ้งเกินกว่าเพื่อนร่วมงานทั่วไปจะมองกัน อาหารจานร้อนถูกวางลงตรงหน้า ควันกรุ่นๆ ลอยขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ ธันวาไม่ได้สั่งอะไรมากนอกจากเมนูง่ายๆ แต่เขากลับจัดการตักชิ้นเนื้อส่วนที่ดีที่สุดวางลงบนจานของรินทร์อย่างถือวิสาสะ “กินเข้าไปซะ หน้าตาซีดเซียวหมดแล้ว ถ้าคุณเป็นลมล้มพับคาไซต์งานขึ้นมา ผมขี้เกียจแบกคุณส่งโรงพยาบาลนะ มันเปลืองแรง” ธันวาพูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆ ตามสไตล์ แต่การกระทำกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะนอกจากจะคอยตักนู่นตักนี่ให้แล้ว เขายังรินน้ำชาอุ่นๆ เลื่อนมาให้อย่างรู้ใจ รินทร์ชะงักไปนิด ดวงตากลมโตมองจานอาหารที่มีเนื้อชิ้นโตถูกโปะไว้อย่างใส่ใจ ความรู้สึกบางอย่างอุ่นวาบขึ้นมาในอกอย่างประหลาด เขาอยากจะเอ่ยปากแซะหรือหาเรื่องกวนประสาทกลับไปเหมือนทุกที เพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหวที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ แต่พอเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคู่นคมที่มองมานิ่งๆ พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนที่นานๆ ทีจะได้เห็น คำพูดจิกกัดทั้งหมดก็ติดอยู่ที่ลำคอ “มองผมแบบนี้... เริ่มหลงเสน่ห์วิศวกรปากร้ายคนนี้เข้าแล้วล่ะสิ” ธันวาเอ่ยแซo น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเจ้าเล่ห์ รอยยิ้มมุมปากนั่นช่างน่าหมั่นไส้เสียจนรินทร์อยากจะควักพริกน้ำปลามาสาดใส่หน้าสักทีสองที “หลงตัวเองให้มันน้อยๆ หน่อยครับคุณธันวา ผมแค่มองหน้าคนหน้าหนาที่ชอบทำตัวรุ่มร่ามกับเพื่อนร่วมงานต่างหาก” รินทร์เชิดหน้าขึ้น เลิกคิ้วตอบกลับด้วยความมั่น and เก๋ไก๋ตามสไตล์คนปากเก่ง “อีกอย่าง มื้อนี้คุณเป็นคนบอกว่าจะเลี้ยงเอง ถือว่าเป็นการไถ่โทษ อย่าลืมจ่ายเงินด้วยล่ะ ผมไม่ช่วยหารครึ่งหรอกนะ” “ระดับนี้แล้ว ไม่มีทางให้คุณควักกระเป๋าหรอกครับ” ธันวาหัวเราะในลำคอ สายตาที่ทอดมองรินทร์เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะปิดบัง บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก แสงไฟสีส้มจากเพดานร้านสาดกระทบโครงหน้าคมเข้มของวิศวกรหนุ่ม ทำให้เสี้ยวหน้าของเขายามนี้ดูโดดเด่นและตรึงตาตรึงใจจนน่ากลัว ทั้งคู่เงียบไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงเพลงคลอเบาๆ จากลำโพงของร้านและความดังของช้อนส้อมที่กระทบกับจานกระเบื้อง รินทร์ก้มหน้าตักอาหารเข้าปากเพื่อหลบสายตาคู่นั้น แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นรัวเร็วราวกับมีกลองชุดมาตีอยู่ข้างใน ความใกล้ชิดที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาทีละน้อยในทุกๆ โปรเจกต์ที่ร่วมงานกัน กำลังกัดเซาะกำแพงน้ำแข็งที่สถาปนิกหนุ่มสร้างไว้จนแทบไม่เหลือชิ้นดี เมื่อจัดการมื้อค่ำเสร็จเรียบร้อย ธันวาเป็นคนลุกขึ้นไปจ่ายเงินตามที่ลั่นวาจาไว้ รินทร์ยืนรออยู่หน้าร้าน สายตาทอดมองออกไปบนท้องถนนยามดึกที่รถราเริ่มบางตา สายลมอ่อนๆ พัดพาความเย็นเข้ามาปะทะผิวกาย ช่วยขับไล่ความอุ่นร้อนที่สะสมอยู่ในอกให้เบาบางลงได้บ้าง แต่ไม่ทันที่ความสงบในใจจะอยู่ได้นาน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างหลัง พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยที่ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของสถาปนิกหนุ่มแข็งค้างไปในทันที “ไม่นึกเลยว่าจะบังเอิญเจอสถาปนิกคนเก่งแถวนี้... นึกว่ามุดหัวอยู่แต่ในไซต์งานกับวิศวกรเถื่อนๆ ซะอีกนะน้องรินทร์” เสียงทุ้มติดจะเย้ยหยันดังขึ้นพร้อมกับมือหนาที่เอื้อมมาแตะลงบนลาดไหล่บางอย่างถือวิสาสะ รินทร์สะดุ้งสุดตัว รีบก้าวถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่าง ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับร่างสูงของ ‘ภาคิน’ อดีตหุ้นส่วนทางธุรกิจที่เคยหักหลังเขาอย่างเจ็บแสบในโปรเจกต์ใหญ่เมื่อปีก่อน ดวงตากลมโตฉายแววเย็นชาขึ้นมาทันที ธันวาที่เพิ่งเดินกลับมาจากเคาน์เตอร์แคชเชียร์ ชะงักฝีเท้าลงทันทีเมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้า ดวงตาคมกริบสีนิลหรี่แคบลง รังสีความเย็นชาและโทสะพวยพุ่งขึ้นมาในอกราวกับไฟลามทุ่ง เมื่อเห็นไอ้สารเลวคนไหนกล้าบังอาจมาแตะต้องคนของเขาด้วยสายตาแทะโลมแบบนั้น! [พุดดิ้งคาราเมลขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมฟินไปกับความซึนของพี่ธันวาและน้องรินทร์นะคะ ขอฝากตอนถัดไปไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยค่ะ!]
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรขัดใจโลก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%