แก้วทรงกระบอกกระทบกับพื้นโต๊ะไม้สักในร้านนั่งชิลล์ย่านอารีย์เสียงดัง *เคร้ง* ตามด้วยน้ำสีอำพันที่กระฉอกเปื้อนขอบโต๊ะ แต่วิญญาณของสถาปนิกหนุ่มเพอร์เฟกต์ชันนิสต์อย่างรินทร์ในตอนนี้ คงเลยจุดที่จะมานั่งใส่ใจเรื่องความสะอาดเรียบร้อยไปไกลโขแล้ว ดวงตากลมโตที่ปกติมักจะฉายแววหยิ่งทะนงและมองโลกด้วยความเหนือกว่า บัดนี้กลับเยิ้มฉ่ำและแดงก่ำด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดีกรีพุ่งทะยานเกินกว่าจะควบคุม
“คุณมันก็แค่... วิศวกรสมองกลวงที่ใช้แต่กล้ามเนื้อ ไม่เคยใช้สมองส่วนหน้าคิดอะไรเลยสักนิด!”
รินทร์ลากเสียงยาว นิ้วเรียวที่เคยจับแต่ปากกาเรนเดอร์งานดีไซน์หรู ชี้หน้าคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างเอาเรื่อง แม้สภาพจะแทบจะทรงตัวไม่อยู่บนเก้าอี้สตูลอยู่รำคาญใจก็ตาม
ธันวาถอนหายใจยาวพรืด ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะบึ้งตึงและขวางโลกอยู่เป็นนิจบัดนี้ฉายแววอ่อนอกอ่อนใจระคนเอ็นดูอย่างปิดไม่มิด ร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตพับแขนขยับตัวเข้ามาใกล้ เพื่อกันไม่ให้ร่างเพรียวบางของคนเมากลิ้งตกลงไปจากเก้าอี้ ปากก็ยังไม่วายพ่นคำพูดกวนประสาทตามสไตล์
“เมาแล้วเรื้อรังนะสถาปนิก ปากจัดตอนไม่เมายังพอทน แต่นี่พูดมากแถมยังหาเรื่องเก่งเป็นพิเศษ... อยากโดนจูบปิดปากนักหรือไง ถึงได้ยั่วไม่เลิกแบบนี้”
“ใครยั่วคุณวะ!” รินทร์ตบโต๊ะดังป้าบ หน้าตาตื่นตระหนกแต่ก็ยังไม่วายเชิ่ดใส่ “อย่ามาหลงตัวเองนะธันวา! ผมแค่พูดความจริง... ความจริงที่ว่า คุณน่ะมันพวกฮีโร่กำมะลอ ทำเป็นเก่ง ทำเป็นแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว ทั้งที่ข้างใน... ข้างในคุณมันพังยับเยินจนไม่มีชิ้นดีอยู่แล้ว!”
บรรยากาศรอบโต๊ะที่เคยมีเสียงเพลงแจ๊สคลอเบาๆ คล้ายจะเงียบกริบลงทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกจากริมฝีปากบางเฉียบ
ธันวาชะงัก รอยยิ้มมุมปากที่ชอบใช้กวนโมโหรินทร์หายวับไปกับตา ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นความมืดสนิท ความนิ่งงันที่แผ่ออกมาจากตัววิศวกรหนุ่มทำให้คนที่กำลังเมาได้ที่เริ่มรู้สึกหนสันหลังวาบขึ้นมาแปลกๆ แต่ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่สูบฉีด รินทร์จึงเลือกที่จะพุ่งชนต่อโดยไม่สนใจสัญญาณเตือนภัยอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น
“มองทำไม? ผมพูดไม่ถูกรึไง?” รินทร์หัวسเราะในลำคอ เสียงหัวسเราะที่ฟังดูขื่นขมและโดดเดี่ยว “คิดว่าผมไม่รู้เหรอเรื่องโครงสร้างโปรเจกต์ตึกร้างเมื่อสามปีก่อนที่คุณยอมรับผิดแทนบริษัทเก่า ทั้งที่มันไม่ใช่ความผิดของคุณเลยสักนิด... คุณยอมให้คนอื่นเหยียบย่ำศักดิ์ศรี ยอมแบกหนี้ก้อนโต ยอมย้ายหนีมาทำงานไซต์ก่อสร้างกันดารๆ แบบนี้... ทั้งหมดก็เพราะไอ้ความรับผิดชอบบ้าบอที่คุณสร้างขึ้นมาขังตัวเองไว้ใช่ไหมล่ะ!”
“พอได้แล้วรินทร์” น้ำเสียงของธันวาต่ำทุบและแหบพร่าอย่างเห็นได้ชัด มันไม่ใช่เสียงดุอย่างทุกที แต่เป็นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ถูกกดทับไว้ลึกสุดขั้วหัวใจ
“ทำไมต้องให้หยุดล่ะ!” รินทร์พุ่งตัวข้ามโต๊ะเข้ามาใกล้ จนปลายจมูกแทบจะชนกัน กลิ่นแอลกอฮอล์ผสมกลิ่นกายเฉพาะตัวตีวนอยู่ในพื้นที่แคบๆ ดวงตาคู่สวยที่รื้นไปด้วยหยาดน้ำใสสั่นระริก “คุณเหนื่อยไหมธันวา... การทำเป็นเก่ง ทำเป็นแข็งแกร่งใส่คนทั้งโลก แต่มันไม่มีใครมองเห็นว่าข้างในคุณเจ็บแค่ไหนเนี่ย... มันทรมานมากเลยใช่ไหมล่ะ ทำไมต้องใจร้ายกับตัวเองขนาดนั้นวะ...”
ประโยคสุดท้ายหลุดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิว แต่มันกลับก้องกังวานอยู่ในความรู้สึกของธันวายิ่งกว่าเสียงฟ้าผ่า
ธันวานิ่งงัน ลมหายใจสะดุดกึก ภาพอดีตที่พยายามฝังกลบไว้ด้วยคราบความกวนประสาทและความแบดบอยถูกมือคู่นี้กระชากขึ้นมาตีแผ่ต่อหน้าต่อตาอย่างไม่ทันตั้งตัว ที่สำคัญ... คนที่ล่วงรู้ความลับดำมืดในใจเขากลับเป็น ‘รินทร์’ คนที่เขาเถียงด้วยทุกวัน คนที่เขาเหม็นขี้หน้าแต่ก็เผลอคลั่งรักจนถอนตัวไม่ขึ้นคนนี้
ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างพวกเขาทั้งคู่เนิ่นนาน ราวกับเข็มนาฬิกาหยุดเดิน
รินทร์กระพริบตาช้าๆ ความอุ่นร้อนบางอย่างเอ่อล้นขอบตา ก่อนที่ศีรษะทุยจะเริ่มโอนเอนด้วยพิษสุรา ร่างบางเซถลาไปข้างหน้าจนเกือบจะฟาดลงกับขอบโต๊ะ แต่ทว่า... วงแขนแข็งแกร่งของคนที่นั่งนิ่งเป็นหินเมื่อครู่กลับคว้าเอวบางเอาไว้ได้ทันอย่างรวดเร็ว
แรงดึงมหาศาลทำให้ร่างของรินทร์ปลิวเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างของธันวาเต็มแรง ใบหน้าสวยซบลงกับลาดไหล่กว้างโดยอัตโนมัติ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอของวิศวกรหนุ่มจนขนลุกชัน
ธันวาก้มมองคนในอ้อมแขน นัยน์ตาคมเข้มลẫกซึ้งฉายแววปรารถนาและบางสิ่งที่รุนแรงเกินกว่าจะยับยั้งชั่งใจ มือหนายกขึ้นประคองท้ายทอยมน ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมที่ระกรอบหน้าผากชื้นเหงื่อแผ่วเบา ความโกรธเคืองที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเจ็บแปลบในอกที่ถูกขุดคุ้ย และความรู้สึกรักจนแทบบ้าที่พุ่งทะยานขึ้นมาแทนที่
“เธอ... ใจร้ายชะมัดเลยรินทร์” ธันวาพึมพำกับตัวเอง เสียงกระซิบพร่าเลือนชิดริมใบหูแดงก่ำ “รู้ได้ยังไงวะ... ว่าฉันกำลังพังแค่ไหน”
รินทร์ส่งเสียงอื้ออึงในลำคอ ดวงตาปรือปรอยพยายามเงยขึ้นมองหน้าคนที่โอบกอดตนไว้ “เพราะผม... มองคุณอยู่มั้ง...”
ประโยคสารภาพที่หลุดออกมาอย่างไร้การป้องกันตัว ทำเอาหัวใจของหนุ่มสายลุยกระตุกวูบอย่างรุนแรง ธันวาชะงักกึก ก้มลงสบตากับคนเมาที่ตอนนี้ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อเผยอน้อยๆ อย่างน่าฟัด ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ไออุ่นจากลมหายใจร้อนผ่าวหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
ธันวาขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ บังคับให้หัวใจที่เต้นรำด้วยจังหวะบ้าคลั่งสงบลง ปลายจมูกโด่งคมเฉี่ยวคลอเคลียอยู่ข้างแก้มใส สัญชาตญาณดิบเถื่อนสั่งให้เขาครอบครองริมฝีปากคู่นั้นเสียให้หายหมั่นเขี้ยว โทษฐานที่กล้ามาขุดคุ้ยความอ่อนแอในใจเขา แถมยังพูดจาชวนให้คลั่งรักได้ขนาดนี้
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของพวกเขากำลังจะแตะสัมผัสกัน ท่ามกลางบรรยากาศที่กรุ่นไปด้วยกลิ่นอายความหวานปนความเจ็บปวดอันน่าหลงใหล
*ปึง!*
เสียงผลักประตูกระจกหน้าร้านเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงเอะอะโهاโผของกลุ่มคนที่ไม่ได้รับเชิญ
“เฮ้ยไอ้ธันวา! อยู่นี่เองเหรอวะ นึกว่าไปตายคาไซต์งานไหน... อ้าวเฮ้ย! ขอโทษทีว่ะ กูขัดจังหวะอะไรมึงป่ะเนี่ย?”
เสียงกวนบาทาของ ‘คุณพีท’ ผู้รับเหมาจอมกะล่อนดังลั่นทะลุความเงียบ พร้อมกับร่างสูงที่ก้าวเข้ามากลางวง พร้อมด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นที่มองตรงมายังพวกเขาทั้งสองคน
ธันวาขบกรามแน่น สบถคำหยาบคายเบๆ ในลำคออย่างหัวเสียสุดขีด ก่อนจะตวัดสายตาคมกริบส่งรังสีอำมหิตไปฆ่าไอ้เพื่อนตัวดีที่เข้ามาขัดจังหวะเวลาสำคัญอย่างไร้กาลเทศะที่สุดในสามโลก!
ขอขอบพระคุณคุณรี้ดที่น่ารักทุกท่านที่แวะเวียนมาสัมผัสความระทึกและเคมีชวนจิกหมอนในตอนนี้ด้วยนะคะ บทหน้ามาลุ้นกันค่ะว่าศึกท่อแตกและศึกหัวใจครั้งนี้จะจบลงอย่างไร รับรองว่าแซ่บพริกสิบเม็ดแน่นอนค่ะ!
สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรขัดใจโลก•ตอนที่ 8
คำพูดแรงๆ ที่ทิ่มแทงใจ
ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรขัดใจโลก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!