"ถ้าเธอคิดว่าการควงผู้ชายขับบีเอ็มป้ายแดงมาเยาะเย้ยฉันที่ร้านกาแฟเมื่อเดือนก่อน คือจุดสูงสุดของชีวิต เธอก็คงต้องเตรียมแผ่นประคบเย็นไว้ที่แก้มสักโหลแล้วล่ะครับคุณหญิง"
เสียงหัวsาะเยาะเย้ยของ "ปวีณา" แฟนเก่าที่ทิ้งผมไปคบกับผู้บริหารบริษัทอสังหาฯ ดังขึ้นท่ามกลางร้านอาหารหรูระดับมิชลินสตาร์ เธอยืนกอดอกมองผมกับรินลดาด้วยสายตาสมเพชเวทนา ชุดแบรนด์เนมราคาหลักแสนบนตัวเธอไม่ได้ช่วยให้จิตใจดูสูงขึ้นเลยแม้แต่น้อย ข้างกายเธอคือ "ธน ากร" ชายวัยกลางคนที่พุงพลุ้ยแต่สวมนาฬิกาเรือนละสิบล้านเพื่อข่มขวัญคนอื่น
"เมฆา... นายยังกล้าเอาเงินเดือนอันน้อยนิดมานั่งกินข้าวที่นี่อีกเหรอ? หรือแอบขโมยบัตรเครดิตบริษัทมาล่ะเนี่ย" ปวีณาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจิกกัด เธอยังคงจำภาพผมที่เป็นแค่พนักงานออฟฟิศตาดำๆ ที่ยอมให้เธอโขกสับได้ทุกอย่างเมื่อครึ่งปีก่อน
รินลดาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามขยับตัวเล็กน้อย เธอไม่ได้พูดอะไรแต่เอื้อมมือมาจับมือผมไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเธอทำให้ผมยิ้มออกมา ผมหันไปมองรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเชื่อใจของเธอ ผู้หญิงที่อยู่เคียงข้างผมในวันที่กระเป๋าเงินมีแต่เศษเหรียญ วันนี้เธอก็ยังคงงดงามที่สุดในสายตาผม แม้จะสวมชุดเดรสราคาประหยัด
"ผมไม่ได้ขโมยใครมาหรอกครับปวีณา..." ผมตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รินเครื่องดื่มราคาแพงลงในแก้วอย่างใจเย็น "แต่บังเอิญว่าช่วงนี้... พอดีผมมีตึกให้คนอื่นเช่าเก็บกิน ค่าเช่ามันก็เลยไหลเข้าบัญชีจนแทบจะล้นออกมานอกจอโทรศัพท์น่ะครับ"
ธนากรหัวsาะลั่นจนคางสองชั้นสั่นกระเพื่อม "ไอ้หนุ่ม! ตึกแถวเก่าๆ ของแกในซอยตันนั่นน่ะนะ จะได้สักกี่บาทเชียว? อย่ามาคุยโม้ให้มันมากเลย หน้าอย่างแกเนี่ยนะ จะเป็นเจ้าของตึก? แค่ค่าอาหารมื้อนี้ของฉัน แกยังต้องผ่อนจ่ายเป็นงวดๆ เลยมั้ง!"
ผมไม่ได้โกรธเลยแม้แต่น้อย รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้า ความโกรธมันเป็นอารมณ์ของคนมีต้นทุนต่ำครับ คนระดับผมตอนนี้... เราใช้เงินซื้อความเงียบและความวินาศสันตะโรของพวกปากดีต่างหาก
ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดโทรออกด้วยปลายนิ้วที่มั่นคง เปิดสปีกเกอร์โฟนให้ทุกคนได้ยินชัดเจน
"สวัสดีครับ 'Grandeur Matchmaker' บริษัทจัดหาคู่ที่แพงที่สุดและเอ็กซ์คลูซีฟที่สุดในประเทศใช่ไหมครับ?"
ปลายสายตอบรับด้วยน้ำเสียงนอบน้อมระดับพนักงานเทวดา "เรียนท่านประธานเมฆา ทางเรายินดีให้บริการครับ มีสิ่งใดให้เราปรนนิบัติเป็นพิเศษในวันนี้ไหมครับ?"
ผมเหลือบมองปวีณาที่เริ่มขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง
"ผมต้องการจ้างทีมงานทั้งหมดของพวกคุณ... ตอนนี้ เดี๋ยวนี้"
"รับทราบครับท่าน ประสงค์จะให้จัดหาคู่ระดับไหนครับ?"
"ไม่ต้องหาให้ผมหรามหรอกครับ..." ผมยิ้มมุมปาก พลางกวาดสายตามองธนากรและปวีณาที่เริ่มหน้าเสีย "ผมต้องการให้ทีมจัดหาคู่ระดับท็อปของพวกคุณสวมชุดสูทสากลเต็มยศ ขนทีมงานมาสักห้าสิบคน พร้อมช่อดอกไม้กุหลาบขาวนำเข้าจากยุโรป เดินทางมาที่ร้านอาหารมิชลินสาขาใจกลางเมืองนี้ภายในสิบนาที"
ปลายสายเงียบไปนิดหนึ่งก่อนจะตอบรับอย่างรวดเร็ว "เข้าใจแล้วครับท่าน! เพื่อเป็นการไถ่โทษหรือแสดงความจริงใจต่อผู้ใดเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ?"
"เปล่าครับ..." ผมเหลือบมองปวีณาที่เริ่มหน้าซีดเผือด "แค่ให้พวกเขาทุกคน... เดินเรียงแถวเข้ามาคุกเข่ากราบขอโทษผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งร่วมโต๊ะกับผม ว่าตาถึงแค่ไหนถึงทิ้งผมไปหาไอ้คนอ้วนพุงพลุ้ยแบบนั้นต่างหากล่ะครับ"
บรรยากาศในร้านอาหารหรูเงียบกริบลงทันที ทุกสายตาหันมามองที่โต๊ะของเราเป็นตาเดียว ธนากรหน้าถอดสีส่วนปวีณากัดริมฝีปากจนห่อเลือด เธอพยายามจะหัวsาะกลบเกลื่อนความตื่นตระหนก "วะ... ไร้สาระ! แกคิดว่าตัวเองเป็นใครวะไอ้เมฆา ถึงกล้าสั่งคนอื่นเล่นละครตลกคาเฟ่แบบนี้!"
ผมไม่ได้ตอบคำถามของเธอ ผมเพียงแค่วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ นับเวลาถอยหลังในใจอย่างใจเย็น สาม... สอง... หนึ่ง...
เสียงเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวที่บินต่ำตัดผ่านกระจกใสบานใหญ่ของร้านอาหารดังสนั่นหวั่นไหว แรงลมจากใบพัดสร้างความแตกตื่นให้แก่แขกผู้มีเกียรติคนอื่นๆ ทันใดนั้น ประตูร้านถูกผลักออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของชายชุดสูทเนี๊ยบกริบกว่าห้าสิบชีวิตที่เดินเรียงแถวเข้ามาด้วยความรวดเร็วและเป็นระเบียบเรียบร้อยราวกับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ
หัวหน้าทีมจัดหาคู่ก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าโต๊ะของเรา เขาถอดหมวกโค้งคำนับผมในมุม 90 องศาอย่างนอบน้อมที่สุด ก่อนจะหันไปมองปวีณาและธนากรด้วยสายตาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในขั้วโลก
ปวีณาอ้าปากค้าง ร่างกายของเธอสั่นเทาจนเห็นได้ชัดเมื่อทีมงานกลุ่มนั้นเริ่มคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมเพรียงกัน เสียงคุกเข่ากระแทกพื้นดังสะท้อนก้องไปทั่วร้าน และเสียงประสานเสียงที่ดังขึ้นพร้อมกันก็ทำให้หน้าของปวีณาชาหนึบราวกับถูกตบด้วยฝ่าเหล็กกล้า
"พวกเรามากราบขอโทษท่านผู้หญิงแทนท่านประธานเมฆาแล้วครับ!"
ผมหันไปมองรินลดาที่กำลังปิดปากด้วยความตกตะลึง ก่อนจะหยิบบัตรเครดิตสีดำสนิทไร้วงเงินขึ้นมาหมุนเล่นในมืออย่างสบายอารมณ์ พลางกระซิบเบาๆ ให้เธอได้ยินเพียงสองคน
"เห็นไหมครับริน... หน้าของพวกเขา สั่นไปกี่องศาแล้วล่ะครับเนี่ย?"
รินลดาหลุดหัวsาะออกมาเบาๆ ทั้งน้ำตาแห่งความตื้นตัน เธอมองผมด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความระทึกใจที่คาดไม่ถึง
แต่ทว่า ในจังหวะที่ความสะกำลังพุ่งถึงขีดสุด เสียงปรบมือช้าๆ และเย็นเยียบก็ดังขึ้นจากมุมมืดของร้านอาหาร... ร่างของชายชราในชุดสูทโบราณผู้มีรอยแผลเป็นที่หางตาเดินออกมา พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้เลือดในกายของผมเย็นเฉียบลงชั่วขณะ!
"เก่งมาก... หลานชาย ไม่นึกเลยว่าแกจะผลาญเงินตระกูลได้รวดเร็วขนาดนี้..."
(โปรดติดตามตอนต่อไป...)
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "ฮาไม่จำกัด" มาโดยตลอดนะครับ!
ดันเผลอเหมาทั้งย่าน กลายเป็นเจ้าของตึกแบบงงๆ•ตอนที่ 6
หน้าสั่นไปกี่องศา?
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดันเผลอเหมาทั้งย่าน กลายเป็นเจ้าของตึกแบบงงๆ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!