"ชาเขียวแก้วนี้... รสชาติฝาดกว่าปกติรึเปล่าครับคุณริน"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องทำงานส่วนตัว ชั้นบนสุดของอาคารพาณิชย์ย่านธุรกิจที่เพิ่งถูกกว้านซื้อเข้ามาเป็นกรรมสิทธิ์ เมฆาในชุดสูทลำลองเนื้อดี นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังแท้ราคาแพง สายตาคมปลาบจับจ้องอยู่ที่เอกสารรายงานการเงินฉบับล่าสุดบนโต๊ะกระจกใส
รินลดาที่ยืนอยู่ข้างกาย ส่งค้อนวงใหญ่ให้เบาๆ พร้อมกับยื่นแก้วกาแฟหอมกรุ่นใหม่อีกแก้วแทนที่แก้วเดิม เธอถอนหายใจออกมาเล็กน้อยด้วยความระอาปนเอ็นดู "ถ้าคุณว่างมากจนมานั่งวิเคราะห์รสชาติชาเขียว สู้เอาเวลาไปคิดเรื่องจดหมายเตือนจากสมาคมการค้าอสังหาฯ ภาคเหนือดีกว่าไหมคะ... เอ๊ย ดีกว่าไหมครับ?"
เกือบหลุดปากพูดภาษาถิ่นเดิมออกไปเสียแล้ว รินลดาเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความเขินอายพลางปรับสรรพนามในใจ เมฆาหัวเราะในลำคอเบาๆ เขายื่นมือไปกุมมือเรียวบางของเธอไว้ บีบเบาๆ อย่างอบอุ่นเพื่อส่งผ่านความมั่นใจ
"จดหมายจากสมาคมฯ ที่ว่า ก็แค่กระดาษแผ่นเดียวจากพวกไดโนเสาร์เต่าล้านปีที่กลัวว่าอำนาจผูกขาดของตัวเองจะสั่นคลอนเท่านั้นเองครับ" เมฆายิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ดูซื่อๆ ในสายตาคนนอก แต่สำหรับคนที่รู้จักเขาดี มันคือรอยยิ้มของ 'นักล่า' ที่กำลังรอเวลาขยี้เหยื่อให้จมดิน
ย้อนกลับไปเมื่อสามวันก่อน หลังจากที่เมฆาประกาศกว้านซื้อตึกแถวและย่านการค้าใจกลางเมืองแบบยกยบล็อค แรงกระเพื่อมไม่ได้หยุดอยู่แค่ความอิจฉาริษยาของพ่อค้าแม่ค้าหน้าเลือดกลุ่มเดิม แต่แรงสะเทือนนั้นดันไปปลุก "ตระกูลบูรพาพิทักษ์" มหาเศรษฐีเก่าแก่ผู้กุมบังเหียนอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจังหวัดมานานกว่าครึ่งศตวรรษเข้าอย่างจัง
พวกเขารู้สึกว่า "ไอ้หน้าอ่อน" คนนี้ ช่างสามหองและบังอาจเกินไปที่กล้าเข้ามาแทรกแซงอาณาจักรที่พวกเขาสร้างมาด้วยหยาดเหงื่อ (และเล่ห์เหลี่ยม)
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ บานประตูเปิดออกเผยให้เห็นร่างของเลขาหนุ่มท่าทางกระวนกระวายใจ "ท่านประธานครับ... ทางตัวแทนจากตระกูลบูรพาพิทักษ์ ส่งคนมาขอเข้าพบครับ บอกว่ามีเรื่องด่วนเกี่ยวกับอนาคตธุรกิจของคุณเมฆาที่ปฏิเสธไม่ได้"
เมฆาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปล่อยมือจากรินลดาแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดปกเสื้อสูทให้เรียบง่ายก่อนจะพยักหน้า "เชิญพวกเขาเข้ามาครับ ผมอยากรู้เหมือนกันว่าคนจากตระกูลใหญ่โต จะมีมุกตลกอะไรมาเล่นให้ผมฟังอีก"
ไม่นานนัก ประตูห้องก็ถูกเปิดอีกครั้งโดยชายวัยกลางคนสวมสูทสั่งตัดพิเศษ ท่าทางเย่อหยิ่งและถือตัว แววตากวาดมองสำนักงานหรูหราด้วยความดูแคลน ตามมาด้วยชายฉกรรจ์ชุดดำอีกสองคนยืนคุมเชิงด้านหลัง
"แกสินะ... ไอ้เด็กใหม่ที่กว้านซื้อตึกแถวเก่าย่านนี้อย่างไร้รสนิยม" ผู้มาใหม่เปิดฉากโจมตีทันทีโดยไม่แม้แต่จะแนะนำตัว นั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต "ฉันชื่อ 'กิตติภัทร' รองประธานบริษัทบูรพาพิทักษ์ เอสเตท วันนี้ฉันมาเพื่อเตือนสติแกในฐานะรุ่นพี่ในวงการ"
เมฆายังคงยืนกอดอก มองดูอีกฝ่ายด้วยสายชิลๆ ราวกับกำลังดูตัวตลกในคณะละครสัตว์ เขาผายมือเชิญด้วยรอยยิ้มสุภาพ "เชิญพูดต่อได้เลยครับ ผมกำลังตั้งใจฟัง... อ้อ อยากได้กาแฟสักแก้วไหมครับ เผื่อสมองจะได้ปลอดโปร่งขึ้นเวลาพูดเรื่องสำคัญ"
กิตติภัทรหน้าตึงขึ้นมาทันทีเมื่อเจอไม้นิ่งสยบความเคลื่อนไหว เขาแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ "ไม่ต้องมาทำเป็นปากดี! แกคงไม่รู้ใช่ไหมว่าที่ดินทุกตารางนิ้วในย่านนี้ ถ้าไม่ใช่ของตระกูลบูรพาพิทักษ์ ก็ต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของเรา การที่แกใช้เงินสดกว้านซื้อแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ มันเป็นการเหยียบหน้าพวกเราทางอ้อม!"
"อ๋อ..." เมฆาลากเสียงยาว พยักหน้ารับรู้ "สรุปคือพวกคุณกลัวสินะครับ"
"กลัว?! แกใช้คำว่ากลัวกับตระกูลบูรพาพิทักษ์เนี่ยนะ!" กิตติภัทรตบโต๊ะเสียงดังสนั่น ลุกขึ้นยืนชี้หน้าเมฆาด้วยความโกรธเกรี้ยว "แกมันก็แค่พวกถูกหวยรวยเละชั่วคราว ไม่รู้ไปขุดทองมาจากไหนถึงได้ทำเป็นใจใหญ่ แต่บอกไว้ก่อนเลยนะว่า ต่อไปนี้จะไม่มีธนาคารไหนกล้าปล่อยกู้ให้แก ร้านค้าแถวนี้จะถูกกดดันจนไม่มีใครกล้าทำสัญญาเช่ากับแก และที่สำคัญ... ทางเรากำลังยื่นเรื่องให้ทางการตรวจสอบที่มาของเงินพวกนี้!"
บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงทันที รินลดาขยับตัวเข้ามาใกล้เมฆาด้วยความเป็นห่วง มือเรียวเล็กเอื้อมไปดึงชายเสื้อสูทของเขาเบาๆ ทว่าเมฆากลับตบหลังมือเธอเบาๆ เพื่อปลอบประโลม รอยยิ้มบนใบหน้าของเขายังคงประดับอยู่ ช่างเป็นรอยยิ้มที่กวนประสาทที่สุดเท่าที่กิตติภัทรเคยเห็นมาในชีวิต
"ตรวจสอบที่มาของเงินเหรอครับ?" เมฆายิ้มกริ่ม ก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้กิตติภัทรทีละก้าวอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง "คุณกิตติภัทรครับ... คุณรู้ไหมว่าทำไมผมถึงกล้าเหมาทั้งย่านนี้?"
กิตติภัทรชะงักไปเล็กน้อย ถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัวเมื่อเผชิญกับออร่าที่กดดันอย่างประหลาดจากชายหนุ่มตรงหน้า "ทะ...ทำไม?"
"เพราะตึกพวกนี้... มันราคาถูกเกินไปสำหรับคนที่มีเงินในบัญชีที่ต่อให้พวกคุณเอาบริษัทบูรพาพิทักษ์ทั้งเครือมาแลก ผมก็ยังซื้อได้ด้วยเงินทอนจากการซื้อกาแฟไงครับ"
"ไอ้...ไอ้เด็กอวดดี!" กิตติภัทรหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธจัด "ปากดีแบบนี้ เดี๋ยวจะได้รู้ว่านรกบนดินมันเป็นยังไง!"
กิตติภัทรสะบัดหน้าหนีด้วยความโมโห เตรียมจะหันหลังเดินออกจากห้องเพื่อไปสั่งการขั้นเด็ดขาดในการทำลายล้างธุรกิจของเมฆาให้ราบคาบ แต่ทว่า...
ติ๊ด!
เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือราคาแพงของกิตติภัทรดังขึ้นขัดจังหวะ เขาก้มลงหยิบมันขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด ตั้งใจจะกดปิด แต่เพียงแค่กวาดสายตาอ่านข้อความบรรทัดแรก ใบหน้าที่เคยแดงก่ำด้วยความโกรธก็แปรเปลี่ยนเป็นสีซีดเผือดราวกับกระดาษ ไร้สีเลือด มือไม้สั่นเทาจนเกือบทำโทรศัพท์ร่วงหล่นลงพื้น
"มะ... เป็นไปไม่ได้..." กิตติภัทรพึมพำออกมาด้วยเสียงอันสั่นเครือ ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
เมฆายืนเอามุกล้วงกระเป๋า ก้มศีรษะลงเล็กน้อยด้วยมารยาทอันงดงาม ทว่าแววตาเต็มไปด้วยความเฉียบคมราวกับใบมีดโกน
"บัญชีบริษัทหลักของคุณ... ถูกอายัดโดยสำนักงานใหญ่ของธนาคารกลางเรียบร้อยแล้วนะครับ และในอีกสามวินาทีข้างหน้า หุ้นทั้งหมดของบูรพาพิทักษ์... จะร่วงลงจนแตะจุดต่ำสุด"
กิตติภัทรหันขวับกลับมามองหน้าเมฆาด้วยความหวาดกลัวขั้นสุด ยิ่งกว่าเห็นผี ขณะที่เสียงแจ้งเตือนข้อความรัวเข้ามาในโทรศัพท์ของเขาไม่หยุดหย่อนราวกับห่าฝน
--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ฮาไม่จำกัด" เสมอมานะครับ!
ดันเผลอเหมาทั้งย่าน กลายเป็นเจ้าของตึกแบบงงๆ•ตอนที่ 19
ศัตรูคนใหม่จากตระกูลใหญ่
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดันเผลอเหมาทั้งย่าน กลายเป็นเจ้าของตึกแบบงงๆ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!